เปิดตัว Mi A3 สมาร์ทโฟน Android One สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นล่าสุด

เปิดตัวสมาชิกใหม่ “Mi A3” สุดยอดสมาร์ทโฟน Best in Class Android One ในราคาเริ่มต้น 6,999 บาท โดย Mi A3 มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ ดีไซน์โฉมใหม่ และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่พิเศษ เหมาะสำหรับนักศึกษาจบใหม่ไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบเรื่องเทคโนโลยี หรือใครก็ตามที่ชื่นชอบฟีเจอร์สุดล้ำในราคาที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้

เปิดตัว Mi A3 สมาร์ทโฟน Android One สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นล่าสุด

เปิดตัว Mi A3 สมาร์ทโฟน Android One สมาร์ทโฟนระดับกลางรุ่นล่าสุด

“สมาร์ทโฟนในตระกูล Android One ของเรา ทั้งรุ่น Mi A1 และ Mi A2 ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง รวมถึงชื่อเสียงอันโดดเด่น” นายหวัง เสียง รองประธานอาวุโส เสียวหมี่ กล่าว “เราเชื่อว่า Mi A3 จะยังคงมอบประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้แก่ผู้ใช้ด้วยการใช้งาน Android ที่เหนือระดับในราคาที่สมเหตุสมผล”

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสานสัมพันธ์กับเสียวหมี่ ในการเปิดตัวอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพยอดเยี่ยมตระกูล Android One ในปีนี้” นายจอห์น โกลด์ ผู้อำนวยการโปรแกรมพันธมิตร กูเกิล กล่าว “Mi A3 โฉมใหม่นี้จะส่งมอบประสบการณ์การใช้งานซอฟท์แวร์ที่ง่ายทันสมัยและตรงใจ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันมัลแวร์ที่ติดตั้งมาพร้อมกับตัวเครื่อง ซึ่งจะมีการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความปลอดภัยสูงสุด”

กล้องคุณภาพเยี่ยมระดับเรือธง

Mi A3 มาพร้อมกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล โดยกล้องหลักใช้เซ็นเซอร์ 1/2″ จึงให้ภาพความละเอียดสูงสวยงามคมชัด และเลนส์ ultra-wide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล พ่วงด้วยความสามารถอัจฉริยะแนะนำเมื่อผู้ใช้งานจะถ่ายภาพที่มีวัตถุขนาดใหญ่ โดยระบบจะแจ้งเตือนให้ปรับโหมดในการถ่ายภาพเป็น ultra-wide เพื่อให้เก็บภาพมุมกว้างได้สมบูรณ์ขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบ AI scenes detection ตรวจจับภาพติดตั้งมาพร้อมกับตัวเครื่อง ซึ่งช่วยปรับโหมดการถ่ายภาพให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบทุกครั้งที่ถ่ายภาพ

Mi A3 มาพร้อมกับกล้องหน้าเซลฟี่ AI ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ที่สามารถผสาน 4 พิกเซลให้เป็นพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน ส่งผลให้ภาพมีความละเอียดมากขึ้น แม้ในสภาวะที่มีแสงน้อย โหมดพาโนรามาสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่แบบกลุ่ม สามารถถ่ายภาพมุมกว้างได้โดยไม่จำเป็นต้องสลับไปใช้งานกล้องหลังหรือพึ่งไม้เซลฟี่อีกต่อไป และมั่นใจได้ว่าเพื่อนของคุณจะอยู่ในภาพเดียวกันทั้งหมดอย่างแน่นอน นอกจากนี้ Mi A3 ยังมี palm shutter ฟีเจอร์ถ่ายรูปด้วยสัญญาณมือ ที่ช่วยป้องกันการสั่นของภาพจากการกดชัตเตอร์ เพียงแค่ยกมือเท่านั้นคุณก็เริ่มต้นการถ่ายภาพและนับถอยหลังสู่ภาพถ่ายที่สวยงามคมชัดได้เลย

จอแสดงผล AMOLED คมชัด พร้อมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ

Mi A3 มาพร้อมจอแสดงผล AMOLED Dot Drop ขนาด 6.088 นิ้ว ให้ภาพสีสันสดใสและแสดงผลสีดำได้อย่างสมจริง ทั้งตอบสนองรวดเร็วและประหยัดพลังงาน เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น Mi A3 มีการพัฒนาเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอที่เพิ่มขนาดพื้นที่ตรวจจับลายนิ้วมือถึง 15% นอกจากนี้ยังเพิ่มขนาดและความละเอียดพิกเซลขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า จึงทำให้การสแกนลายนิ้วมือมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และเพิ่มความรวดเร็วในการปลดล็อค 30% แม้ในสภาวะที่ไม่ปกติ เช่น ลายนิ้วมือจาง แสงจ้า หรืออุณหภูมิที่ลดต่ำมาก

ดีไซน์โฉมใหม่สมรรถนะแรง

สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความเร็วและแรงจะต้องชื่นชอบ Mi A3 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ ด้วยดีไซน์โฉมใหม่และการมอบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือระดับ โดยตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา 173.8 กรัม และบางเฉียบเพียง 8.475 มม. ด้วยดีไซน์กะทัดรัดนี้ทำให้สะดวกในการใช้งานแม้หยิบจับด้วยมือข้างเดียว

หน้าจอและตัวเครื่องด้านหลังของ Mi A3 ครอบด้วยกระจก Corning® Gorilla® Glass 5 ทำให้ทนทานและถือได้ถนัดมือ และแม้ตัวเครื่องจะมีขนาดเล็กกะทัดรัดก็ไม่ทำให้คุณภาพเสียงลดลง โดย Mi A3 มาพร้อมนวัตกรรมระบบเสียงแบบ Cutting-edge เพื่อเสียงอันทรงพลังและช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

Mi A3 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Kind of Grey, Not just Blue และ More than White ด้วยเทคโนโลยี Nano-Holographic ที่เพิ่มเฉดสีให้กับสีน้ำเงินและสีขาว ผสานเป็นลวดลายสะท้อน โดดเด่นสะดุดตา เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หลงใหลในดีไซน์เฉพาะตัว

ประสิทธิภาพเหนือระดับ เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์

Mi A3 มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่มีความจุมากที่สุดในตระกูล ขนาดใหญ่ความจุ 4,030 mAh และเมื่อจับคู่ความอึดของแบตเตอรี่คู่กับประสิทธิภาพการทำงานของ Android One จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น ช่วยคลายความกังวลเรื่องการชาร์ต และ Mi A3 ยังรองรับระบบชาร์จเร็ว 18 วัตต์ ด้วยพอร์ต USB Type-C อีกด้วย

Mi A3 เป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟนกลุ่มแรก ๆ ของโลกที่ใช้งานหน่วยประมวลผล Qualcomm®️ SnapdragonTM 665 Mobile Platform ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ลื่นไหล ประหยัดพลังงานมากกว่าที่เคย และความสามารถของ AI ที่ได้รับการพัฒนาขึ้น เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่หลงใหลฟีเจอร์ของ AI ต่างๆ เช่น Ai Beautify และ Google Lens

Android One มาพร้อมผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะ Google Assistant

Mi A3 สมาร์ทโฟน Android One บนระบบปฎิบัติการรุ่นล่าสุดอย่าง Android 9 Pie ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเพลิดเพลินกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากกูเกิล และใช้งานผู้ช่วยส่วนตัวอัจฉริยะอย่าง Google Assistant, Digital Wellbeing Dashboard และ Wind Down และด้วย Google Assistant ใน Mi A3 ผู้ใช้งานสามารถหาข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะอยู่ข้างนอก อยู่บนรถ หรือว่าอยู่บ้าน เพียงใช้คำสั่งเสียง นอกจากนี้ยังสามารถถามคำถาม เพื่อเรียกดูตารางงานประจำวัน โปรแกรมการนำทาง การแจ้งเตือน การโทรออกหรือส่งข้อความ และควบคุมการทำงานอุปกรณ์อัจฉริยะภายในบ้าน แบบไร้สายได้อีกด้วย

Mi A3 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 07 สิงหาคม 2562 โดยมีราคา 6,999 บาท สำหรับรุ่น RAM 4GB + 64GB โดยวางจำหน่ายที่ร้านค้าออนไลน์ Xiaomi Official Store บนแพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ เจดีเซ็นทรัล หรือ JD CENTRAL และ Mi Authorize Store สำหรับรุ่น Mi A3 RAM 4GB + 128GB ราคา 7,999 บาท วางจำหน่ายที่ Mi Authorize Store และร้านค้าชั้นนำอื่น ๆ ทั่วประเทศ

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เสียงนาฬิกาปลุก หรือเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกดังลั่นหัวนอน กับภาพที่คุณสะลึมสะลือควานหาปุ่มหยุดเสียง ต้องตื่นไปทำงานอีกแล้วหรอเนี่ยถึงจะเป้นพนักงานออฟฟิสหรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามเถอะ แล้วก็ทิ้งตัวลงนอนต่ออีกครั้ง แล้วคุณก็ต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะความตกใจกับเวลาที่หายไปจากความขี้เกียจในการไปทำงาน ความลุกลี้ลุกลนออกจากบ้าน เดินทางไปทำงานด้วยความกระวนกระวาย จบท้ายในช่วงเช้ากับการเข้างานสายไปเกือบๆชั่วโมง

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เริ่มต้นวันด้วยความไม่สดใสตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน สุดท้ายแล้วคุณก็กลับมานั่งเนือยที่โต๊ะทำงานคุณใหม่ ตามด้วยการทำงานแบบเซ็งๆ ความขี้เกียจในที่ทำงาน ยังคงลากยาวไปช่วงบ่ายด้วยการสัปงกที่โต๊ะทำงาน และที่ประหลาดคือเมื่อใกล้เลิกงาน คุณจะสดชื่นเหมือนได้ยาบำรุงเป็นอย่างดีพร้อมกลับบ้าน

ก่อนอื่น ถามตัวเองเสียก่อน คุณขี้เกียจทำงานจริงๆหรือแค่เหนื่อยเกินไป

ความขี้เกียจในที่ทำงาน เริ่มเป็นปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
จริงๆแล้ว ความขี้เกียจในที่ทำงานทำให้คุณทำงานไม่เสร็จตามกำหนดด้วยใช่หรือเปล่า การทำงานให้เสร็จต้องล่าช้าไปเกินกว่าเวลาปกติเพียงเล็กน้อยก็ยังนับว่ายังพอรับได้อยู่ แต่ถ้าความขี้เกียจนั้นสร้างปัญหาในการทำงานของคุณต่อไปล่ะ ? การเลื่อนส่งงานทำให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไปเรื่อยๆ เมื่อคุณเลื่อนเดดไลน์ส่งงานไปครั้งหนึ่งแล้ว การประเมินผลงานของคุณหรือแม้กระทั่งการได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรโมตก็อาจมีผลด้วยทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีผลโดยตรงกับความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพการทำงาน

ยังมีวิธีการหยุดความขี้เกียจนี้ การทำให้ตัวเองกระปรี้กระเปร่า กระตุ้นตัวเองให้พร้อมเริ่มงานในทุกเช้า ลองใช้กลยุทธ์ทั้ง 7 แบบนี้ในการสู้กับความขี้เกียจและค้นหาแรงบันดาลใจในวันที่คุณขี้เกียจทำงานดูครับ

วิธีการหยุดความขี้เกียจในที่ทำงาน
1. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

คุณต้องระบุปัญหาที่เกิดก่อนที่คุณจะแก้ไขปัญหานั้นได้ การบอกแค่เพียงคุณขี้เกียจในที่ทำงานนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เลิกโทษอย่างอื่นแล้วยอมรับความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้คุณขี้เกียจในการทำงานซึ่งมีแต่จะทำให้งานออกมาแย่หรือพลาดเดดไลน์ในการทำงานไป

ลองมองดูงานที่คุณเพิ่งทำผ่านไปไม่กี่วัน คุณได้โยนงานให้คนอื่นแบกอยู่หรือเปล่า คุณเป็นพนักงานในทีมแบบไหนกัน ? ลองประเมินพฤติกรรมในการทำงานของคุณ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะขี้เกียจทำงาน การประเมินด้วยตัวคุณเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงผลงานของคุณเอง พฤติกรรมของคุณมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะปรับปรุงและพัฒนามันได้

2. ใช้ตัวช่วยวางแผนการทำงาน

เปลี่ยนความขี้เกียจในการทำงานแต่ละวันด้วยการใช้แพลนเนอร์เพื่อช่วยวางแผนการทำงาน การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญในการทำงานแทนที่การทำงานแบบเฉพาะหน้านั้นมีความสำคัญมากที่สุดซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้น การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้คุณโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นและทำให้เสร็จตามแผนคุณจะรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายและมีแรงกระตุ้นในการทำงาน

ลองใช้แพลนเนอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ bullet เพื่อเน้นความสำคัญ คุณสามารถสร้างรายการทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยแพลนเนอร์นั้นไม่ควรจะซับซ้อนจนเกินไป มีเพียงลำดับรายการที่คุณต้องทำให้เสร็จและไม่ต้องลงงานที่ไม่สำคัญลงในนั้น

3. ตั้งเป้าหมายเป็นประจำ

การทำงานง่ายๆให้สำเร็จตามเป้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุณก็ยังต้องการเป้าหมายในการพัฒนาด้วยเช่นกัน เป้าหมายดังกล่าวควรจะช่วยให้คุณเกิดการพัฒนาทักษะและการรับมือในสถานการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจตั้งเป้าในการเลื่อนขั้น ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นหรือรู้จักเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายดังกล่าวอาจกำหนดเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาสหรือรายปี พยายามรายงานผลการทำงานให้เป็นประจำสม่ำเสมอด้วย

เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้คุณมีทิศทางในการทำงานใสมากยิ่งกว่าเดิม และช่วยขจัดความขี้เกียจในระหว่างวันทำงานอีกต่างหาก

4. พักเสียบ้าง

การพักไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหายขี้เกียจแล้ว ยังช่วยลดความเครียดและการขาดเป้าหมายในการทำงานได้อีกด้วย ช่วยให้เติมเต็มไฟในการกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง การพักในระหว่างการทำงานยังช่วยไม่ให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งจะก่อให้เกิดความขี้เกียจอีกด้วย

5. สร้างลักษณะนิสัยที่ดีนอกเหนือที่ทำงาน

ถ้าคุณสามารถสร้างรูปแบบการทำงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนอกเหนือจากในที่ทำงานแล้ว คุณสามารถนำไปใช้ในที่ทำงานได้เช่นเดียวกัน คุณสามารถเลือกที่จะใช้เวลาทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่าเสียเวลากับการนั่งดูซีรีย์ที่บ้านเป็นชั่วโมงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าวหรือทำความสะอาดบ้านเพียงไม่กี่นาทีก่อนทำอย่างอื่น อย่าลืมเรื่องของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพกายคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังชีวิตการทำงานของคุณอีกด้วย การออกกำลังกายช่วยให้คุณสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆได้และช่วยให้คุณรู้สึกมีแรงกระตุ้นและพยายามยิ่งกว่าเดิม การออกกำลังกายด้วยตารางการฝึกง่ายๆช่วยขจัดความขี้เกียจและได้รับแรงกระตุ้นดียิ่งขึ้น

6. จัดการปัญหาต่างๆที่แอบแฝงอยู่

ถ้าคุณพบว่าตัวเองยังขี้เกียจในที่ทำงาน แน่ใจหรือยังว่าไม่มีปัญหาอื่นๆซ่อนอยู่มีผลต่อคุณ สาเหตุที่คุณขี้เกียจอาจจะมาจากปัญหาอื่นๆก็เป็นไปได้ เช่น หากคุณรู้สึกหมดแรง คุณอาจต้องปรับการทานอาหาร หรือหากคุณนอนไม่หลับ อาจมีสาเหตุมาจากที่นอนหลับพักผ่อนที่ไม่โอเคก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสาเหตุจากความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาจากความไม่พึงพอใจในทีี่ทำงาน อาจเกิดจากงานที่ไม่เหมาะสมกับคุณก็เป็นไปได้ ลองหางานใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีตัวเลือกงานและบริษัทให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของแต่ละคนด้วยครับ เมื่อคุณได้งานที่ดี แรงบันดาลใจในการทำงานจะกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

7. ให้รางวัลตัวเอง

เมื่อคุณสามารถปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้แล้ว คุณก็ควรจะให้รางวัลตัวเองได้ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ สร้างระบบการให้รางวัลสำหรับคุณเอง ทำให้คุณมีแรงกระตุ้นอยู่เสมอ และทำให้เห็นว่าคุณเองก็สามารถมาได้ไกลมากแค่ไหนแล้ว เพียงเท่านี้คุณก็จะก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจไปได้

เปิดตัว Prisma : The Secure Way to Cloud ระบบรักษาความปลอดภัย

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) เปิดตัว Prisma ระบบป้องกันความปลอดภัยบนคลาวด์แบบครบวงจร (Cloud Security Suite) นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้องค์กรสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยในยุคดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มมีความต้องการในการใช้งานระบบป้องกันความปลอดภัยบนคลาวด์มากขึ้น และเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน มีความปลอดภัยสูง และมีความสมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับการใช้งานระบบคลาวด์ทั้งหมด ทำให้การเข้าใช้งานระบบ (Access) การปกป้องข้อมูล (Data Protection) หรือ การจัดการความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่น (Application Security) เป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากและซับซ้อนอีกต่อไป โดย Prisma เป็นการต่อยอดความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ของ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้เกิดขึ้นภายใต้การใช้งาน Prisma จากจำนวนลูกค้าองค์กรมากกว่า 9,000 องค์กรในปัจจุบัน ทำให้ Prisma เป็ระบบความปลอดภัยบนคลาวด์ที่เติบโตที่เร็วและมากที่สุดในโลก

เปิดตัว Prisma  The Secure Way to Cloud ระบบรักษาความปลอดภัย

เปิดตัว Prisma : The Secure Way to Cloud ระบบรักษาความปลอดภัย

“แนวทางในการป้องกันความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ของ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ มุ่งให้องค์กรมีความปลอดภัยสูงสุดเพื่อตอบสนองการใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชั่นที่ช่วยป้องกันและตรวจสอบระบบคลาวด์ได้อย่างเหนือชั้นช่วยสร้างความมั่นใจในการป้องกันและรับมือการโจมตีจากแฮกเกอร์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา” นางสาวธิติรัตน์ ทองถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าว “Prisma คือผู้ช่วยในการเชื่อมต่อสำนักงานใหญ่กับสาขาย่อยต่างๆ โดยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานผ่านมือถือและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย และยังเพิ่มความมั่นใจในการใช้ SaaS แอพพลิเคชั่น รวมถึงการพัฒนาคลาวด์แอพพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย”

Prisma นำเสนอโซลูชั่นเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบนคลาวด์ 4 โซลูชั่นเพื่อป้องกันการโจมตี ดังต่อไปนี้

● Prisma Access จัดการระบบการเข้าถึงการใช้งานระบบคลาวด์สำหรับผู้ใช้งานในองค์กรจากสาขาย่อยต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตามทั่วโลกได้อย่างปลอดภัย ด้วยระบบความปลอดภัยชั้นนำบนเครือข่ายระดับโลก ซึ่งทำงานบน Google Cloud Platform (GCP™) เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 100 แห่ง จะช่วยเพิ่มประสิทธภาพใช้งานที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับการใช้งานในแต่ละองค์กร โดยแต่ละองค์กรสามารถเข้าถึง Interface หรือ UI ของ Cloud Management User เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัยในการเข้าระบบ

● Prisma Public Cloud โซลูชั่นที่ประยุกต์ใช้ Machine Learning ในการดูแลความปลอดภัยบนระบบ Public Multi-Cloud ในการจัดเรียงข้อมูลและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งการค้นหาช่องโหว่และวิธีการแก้ไขบนระบบคลาวด์ ทำให้ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานแก่ผู้ดูแลและพัฒนาระบบ

● Prisma SaaS โซลูชั่นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและจัดการแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์แบบหลากหลาย หรือ Multi-Mode Cloud Access Security Broker (CASB) ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการใช้งาน SaaS แอพพลิเคชั่น ให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยสามารถช่วยตรวจสอบความเสี่ยง ป้องกันข้อมูลสูญหาย เพื่อให้สอดคล้องกับกฏข้อบังคับและการกำกับการดูแลข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีล่วงหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้การบริหารจัดการ SaaS แอพพลิเคชั่น มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

● VM-Series พบกับไฟร์วอลเสมือนจริงรูปแบบใหม่ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบน Private และ Public คลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS®), Google Cloud Platform (GCP), Microsoft Azure®, Oracle Cloud®, Alibaba Cloud® และ VMware NSX®ด้วยรูปแบบอัตโนมัติหรือการ Deploy Infrastructure ด้วย Code เป็นตัวกลางหรือที่เรียกว่า Infrastructure-as-code ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน

Prisma Access, Prisma Public Cloud, Prisma SaaS และ VM-Series พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน Prisma ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลาวด์ สามารถเข้าไปยังเว็ปไซต์ www.paloaltonetworks.com/prisma

บันเลือง ชินอินเตอร์ เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ครั้งแรกในไทย

ผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอที “Premium Brand” ทั้งกลุ่มของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เกมส์มิ่ง และ IT Gadget ร่วมแสดงนวัตกรรมหุ่นยนต์สายพันธุ์นักรบ “Geio” และจัดการการแข่งขัน “GJS ROBOT” พร้อม เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ท้าประลองฝีมือจากเหล่าเกมเมอร์ที่เข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งผลการแข่งขัน “GJS ROBOT” ในงาน Thailand Game Expo by AIS eSports มหกรรมงานเกมและเกมมิ่งเกียร์ยิ่งใหญ่แห่งปี ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 คือ ด.ช.อันดามัน ศิรินนท์ โดยได้รับเงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาทและหุ่นยนต์ Geio พร้อมเข้าร่วมเป็นตัวแทนในการแข่งขัน WCG : World Cyber Game 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคม 2562 อันดับ 2 นายพันธ์กร เหล็กจีน ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 10,000 และหุ่นยนต์ Geio อันดับ 3 นายธีรวัฒน์ เชิดทรัพย์ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 5,000 และหุ่นยนต์ Geio

บันเลือง ชินอินเตอร์ เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ครั้งแรกในไทย

บันเลือง ชินอินเตอร์ เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ครั้งแรกในไทย

นอกจากนี้ภายในงานนับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกกับนวัตกรรมสุดล้ำที่สุดในประเทศไทยของ “หุ่นยนต์นักรบ GJS Geio” ที่เหล่าเกมเมอร์สายพันธุ์นักรบได้มาร่วมสัมผัสและทดสอบความแกร่งกับ GJS Geio ซึ่งเป็นหุ่นยนต์นักต่อสู้ที่ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเติมเต็มความมันส์ที่ให้อรรถรสแห่งการต่อสู่จริง (AR) สำหรับหุ่นยนต์ Geio เป็นของค่าย GJS Technology หรือ GJS Robot ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 โดยได้พัฒนา Geio เป็นหุ่นยนต์ต่อสู้ที่คุณสามารถควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณ ทำงานด้วยแบตเตอรี่ 7.4V ซึ่งสามารถถอดออกได้และชาร์จใหม่ได้ผ่านสาย USB ด้วยอะแดปเตอร์ AC หรือคอมพิวเตอร์ของคุณเองใช้เวลาชาร์ท 2 ชั่วโมง

ในการควบคุม Geio จะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น GJS Geio ที่ให้บริการฟรีสำหรับ Android 5.5 และเวอร์ชั่นใหม่กว่า หรือ iOS 9.0 และเวอร์ชั่นใหม่กว่าบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณ และจะต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับ Wi-Fi 5 GHz ซึ่ง Geio สามารถเชื่อมต่อได้จากระยะทางสูงถึง 229.7 ฟุต (70m) ตาม GJS

Geio มีเซ็นเซอร์อินฟราเรดสี่ตัวที่ขา คุณสามารถทำให้ Geio แสดงด้านนักรบต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้งด้วย“โหมดตระเวน” ที่ป้อมปืนจะหมุนไปตามแนวนอนไม่กี่องศาทุกๆ วินาทีเพื่อมองหาการต่อสู้ หากพบจุด Geio จะหันปืนของมันจะเริ่มหมุนโดยอัตโนมัติเพื่อ ‘การโจมตี’

AR และหุ่นยนต์เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นและลงตัวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี หากต้องการใช้โหมด AR คุณควรยืนอยู่ด้านหลัง Geio โดยตรงและหันโทรศัพท์ของคุณด้วยมุม 45 องศา การเล่นเกม AR ใช้งานได้โดยวางเสื่อไว้ด้านหน้า Geio ยืนอยู่ด้านหลังหุ่นยนต์และใช้โทรศัพท์ของคุณเพื่อดูหุ่นยนต์ AR โจมตีหุ่นยนต์ของคุณ การควบคุมบนสมาร์ทโฟนของคุณช่วยให้คุณต่อสู้กับการโจมตีโดยหมุน Geio ไปรอบ ๆ และเปิดใช้งานอาวุธต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติการจดจำใบหน้า ด้วยกล้อง 3 ล้านเมกกะพิกเซล(MP) บน ‘ใบหน้า’ คุณสามารถทำให้ Geio หมุนไปรอบ ๆ และถ่ายภาพหรือวิดีโอให้คุณ คุณสามารถปรับลำกลัองปืนได้ทั้งขึ้นและลง มุมมองกว้าง การควบคุมที่ปรากฏบนสมาร์ทโฟนของคุณช่วยให้คุณสามารถบันทึกวิดีโอหรือถ่ายภาพและบันทึกลงในโทรศัพท์ของคุณได้ด้วยปุ่มเดียว ปุ่มต่างๆยังให้การควบคุม Geio แบบเต็มรูปแบบดังนั้นคุณสามารถหมุนเขาตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกาและเลื่อนเขาไปในทั้งสี่ทิศทาง

“ทั้งนี้หุ่นยนต์ทุกตัวใช้การจดจำใบหน้าเพื่อจะยิ้มให้คุณด้วยตาเมื่อเห็นใบหน้า ฉันหวังว่า Geio สามารถทำอะไรได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยีเช่นเรียนรู้ว่าฉันเป็นใครและทำหน้าพิเศษสำหรับฉันหรือเคลื่อนไหวเข้าหาผู้เล่นโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นหน้าฉัน” ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ (https://gjs.so/en/geio.html)

โปรแกรมเยอรมัน WinOptimizer Ashampoo เพิ่มประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์

ตอนนี้คอมใช้งานทั่วไปค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว แต่การจะทำให้เร็วขึ้นไปกว่าเดิมค่อนข้างยากอยู่ เพราะเราใช้งานทุกวันโปรแกรมที่มีในเครื่องก็มากตามการใช้งานเช่นกันก็ต้องมีโปรแกรมคอยจัดการให้จะดีกว่าด้วยโปรแกรมเยอรมัน WinOptimizer Ashampoo เพิ่มประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมแรง ขึ้น สะดวกสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ ช่วยให้คุณปรับแต่ง (Optimize) คอมของคุณได้เป็นอย่างดี มาดูคุณสมบัติของโปรแกรมกันว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างกัน

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมแรง ขึ้น สะดวกสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ

โปรแกรมเยอรมัน WinOptimizer Ashampoo เพิ่มประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์

  • มีความสามารถในการ ทำความสะอาดระบบและเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน มีกลไกการสำรองข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกลบสามารถกู้คืนในกรณีที่จำเป็นได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องให้กับระบบของคุณ ช่วยจัดระเบียบข้อมูล ช่วยตรวจสอบวิเคราะห์สถานะต่างๆ ทำความสะอาดรีจิสทรี
    ช่วยเร่งให้คอมเร็วขึ้น โดยคุณสามารถปรับการตั้งค่าสำหรับเริ่มต้นการใช้โปรแกรม
  • ตอบสนองต่อวินโดว์ เหมาะสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับระบบ OS ต่างๆ ช่วยให้ง่ายต่อการเข้าถึงสำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ
  • ทำให้คุณรู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้เป็นอย่างดี โดยตัวโปรแกรมสามารถตรวจสอบจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของระบบในเชิงลึกเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด สำหรับระบบปฏิบัติการ (OS) รวมไปถึง ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ หน่วยความจำหลัก (แรม) รวมไปถึง ฮาร์ดดิสก์
  • มีกลไกที่ช่วยในการกู้คืนข้อมูล หากคุณเผลอลบไฟล์สำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจละก็สามารถทำการกู้ไฟล์ กู้ข้อมูลของคุณคืนมาได้
    เพียงคลิกเดียวก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
  • ปกป้องความเป็นส่วนตัว ของคุณ ป้องกันการได้รับข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อให้ไฟล์งานสำคัญหรือโฟลเดอร์สำคัญๆ ได้รับการป้องกันอย่างดี
  • สนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows 10 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โปรแกรมที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Ashampoo ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อดังจากประเทศเยอรมัน มันเป็นโปรแกรมที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ รวมไปถึง ระบบการทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณให้สูงขึ้น ช่วยให้ คอมแรงขึ้น สะดวกสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น โดย โปรแกรม WinOptimizer ตัวนี้ มันสามารถที่จะช่วยลบไฟล์ขยะ ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ที่เก็บชั่วคราว (Temp File) รวมไปถึงไฟล์ขยะจากอินเทอร์เน็ตเป็นต้น นอกจากนี้มันยังสามารถช่วยคุณลบไฟล์รีจิสทรี (Registry File) และยัง ช่วยจัดเรียงข้อมูล (Disk Defragment) ที่อยู่อย่างกระจัดกระจายบนเครื่องคอมพิวเตอร์คุณ ให้มาอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลสามารถเป็นไปได้เร็วขึ้น มีการสำรองข้อมูลที่สำคัญ พร้อมระบบกู้ข้อมูลให้กลับมาได้อีกด้วย

สำหรับคนที่ชื่นชอบโปรแกรมนี้แนะนำให้ดาวน์โหลดตัวทดลองมาใช้งานดูก่อนในแบบของ Shareware และสามารถสั่งซื้อโปรแกรมกับทีมัฒนาได้ทันที หวังว่าโปรแกรมนี้จะถูกใจและเป็นประโยชน์กับทุกคน แล้วพบกันใหม่กับโปรแกรมดีๆ ในครั้งหน้ากันครับ

ทรานส์เซนด์เปิดตัวไดร์ฟ M.2 SSD 430S และ 830S

ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและมัลติมีเดีย ล่าสุดเปิดตัว M.2 SSD 430S และ 830S solid state drives (SSD) ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดและอินเทอร์เฟซ SATA III 6Gbps และมาพร้อมกับหน่วยความจำแคชแบบ DDR3 ในตัว Transcend M.2 SSD 430S และ 830S เหมาะที่สุดในการจัดการกับข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ แต่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานที่สูง ด้วยการใช้ชิป NAND Flash คุณภาพสูงและอัลกอริธึมที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างเหมาะสม

ทรานส์เซนด์เปิดตัวไดร์ฟ M.2 SSD 430S และ 830S

ทรานส์เซนด์เปิดตัวไดร์ฟ M.2 SSD 430S และ 830S

M.2 SSD 430S

Transcend M.2 SSD 430S มาพร้อมกับฟอร์มแฟคเตอร์ 42 มม. M.2 ที่ประหยัดพื้นที่สำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางเฉียบ ด้วยการใช้อินเทอร์เฟซ SATA III 6Gb/s สามารถส่งมอบประสิทธิภาพการอ่าน/เขียนต่อเนื่องสูงสุดถึง 560MB/s และ 500MB/s ตามลำดับ ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดและการใช้แคช DDR3 ทำให้ 430S เหมาะสมอย่างยิ่งในการตอบสนองความต้องการประสิทธิภาพสูงแต่มีข้อจำกัดด้านขนาดที่เข้มงวดของอุปกรณ์ที่เป็นฟอร์มแฟคเตอร์ขนาดเล็ก

M.2 SSD 830S

ด้วยฟอร์มแฟคเตอร์ 80มม. ทำให้ M.2 SSD 830S เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในอนาคตของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางเฉียบเช่น Ultrabook คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและโน้ตบุ๊ก ด้วยการเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เฟซ SATA III 6Gb/s พร้อมหน่วยความจำแคช DDR3 และชิปจัดเก็บข้อมูลแบบ 3D NAND Flash คุณภาพสูง ให้ความเร็วในการถ่ายโอนสูงสุดถึง 560MB/s ในการอ่าน และเขียนด้วยความเร็ว 520MB/s ความจุสูงถึง 1TB ไดร์ฟ M.2 SSD 830S ของ Transcend สามารถจัดการงานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย

คุณสมบัติเด่นเฉพาะตัว ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน

M.2 SSD 430S และ 830S SSD ของ Transcend มาพร้อมกับเทคโนโลยีพิเศษสำหรับประสิทธิภาพและการป้องกันรวมถึงการแคช SLC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเขียนและการยืดอายุผลิตภัณฑ์ มี RAID engine เพื่อเพิ่มความเสถียรและปกป้องข้อมูล มีคุณสมบัติ low-density parity check (LDPC) เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติ รองรับการทำงานแบบ ECC ระบบแก้ไขข้อผิดพลาดที่ช่วยตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดในการถ่ายโอนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น และโหมด Sleep เพื่อลดการใช้พลังงานและลดเวลาตอบสนองเมื่อปลุกจากโหมด Sleep หรือ Hibernate และมี S.M.A.R.T. ฟังก์ชั่นเพื่อตรวจสอบสภาพสุขภาพ SSD อย่างมีประสิทธิภาพ

M. 2 SSD 430S ของ Transcend มีความจุให้เลือกใช้หลายขนาดตามความต้องการ 128GB, 256GB และ 512GB ในขณะที่ M.2 SSD 830S มีให้เลือกในขนาด 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB ไดร์ฟทั้งสองรุ่นรับประกัน 5 ปีเต็ม จาก Transcend ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://th.transcend-info.com

เทรนด์ไมโคร จับมือกับ Luxoft ให้บริการปกป้องยานยนต์

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ประกาศความ จับมือกับ Luxoft ร่วมยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัท Luxoft Holding (NYSE: LXFT) ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านวิศวกรรมและยุทธศาสตร์ทางดิจิตอล ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้จะจับมือการให้บริการในรูปของโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจรทั้งระบบตรวจจับการบุกรุก (IDS) และระบบป้องกันการบุกรุก (IPS) ซึ่งออกแบบมาสำหรับตรวจจับ จำกัดบริเวณ และรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์บนรถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อ

เทรนด์ไมโคร จับมือกับ Luxoft ให้บริการปกป้องยานยนต์

เทรนด์ไมโคร จับมือกับ Luxoft ให้บริการปกป้องยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยทาง Gartner ได้ประมาณการณ์ไว้ว่าจะมียานยนต์สำหรับผู้ใช้ทั้งระดับคอนซูเมอร์และที่ใช้ทางการค้าแบบเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตไว้มากถึง 1.1 พันล้านคัน วิ่งบนท้องถนนภายในปี 20251 ซึ่งรถยนต์แบบเชื่อมต่อได้ และบริการโมบิลิตี้นี้จะเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจในตลาด แต่ความสามารถในการเชื่อมต่อตลอดเวลา และบริการแบบ On-Demand นี้ย่อมเปิดช่องให้อันตรายทางไซเบอร์เข้าโจมตีผู้ผลิตรถยนต์ได้มากขึ้นด้วย ซึ่งเทรนด์ไมโครมองเห็นถึงเทรนด์ที่เพิ่มขึ้นของอาชญากรทางไซเบอร์ที่หันมาสนใจโจมตีอุปกรณ์เชื่อมต่อรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะรถยนต์ด้วยเช่นกัน

“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Luxoft เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านระบบความปลอดภัยบนรถยนต์แบบเชื่อมต่อได้” อะกิฮิโกะ โอมิกาว่า รองประธานบริหารด้านระบบความปลอดภัยของ IoT ประจำเทรนด์ไมโครกล่าว “อุปกรณ์เชื่อมต่อได้ทุกประเภทนั้นควรได้รับการป้องกันตั้งแต่แรก ซึ่งโซลูชั่นของเราจะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถพัฒนาระบบเพื่อสกัดกั้นการโจมตีทางไซเบอร์ได้ ด้วยการผสานความสามารถด้านยานยนต์ของ Luxoft เข้ากับความเชี่ยวชาญของเทรนด์ไมโครที่เป็นผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์นั้น ทำให้พวกเราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคใหม่ที่มาพร้อมกับการปฏิวัติทางดิจิตอลสำหรับระบบบริการภายในห้องโดยสารได้”

โซลูชั่น IDPS ที่กำลังพัฒนาออกมาสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะนี้ เมื่อทำงานร่วมกับเทคนิคแมชชีนเลิร์นนิ่งแล้วจะสามารถตรวจจับความผิดปกติในการสื่อสาร, พฤติกรรม, และสถานะของชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยระบบแมชชีนเลิร์นนิ่งจะได้รับการป้อนข้อมูลที่มาจากกลไกตรวจจับขั้นสูงของเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร รวมทั้งโซลูชั่นนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกจากฐานข้อมูลอันตรายอัจฉริยะทั่วโลกของเทรนด์ไมโครแก่ผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบอันตราย, ช่องโหว่, และการแก้ไขฟื้นฟูระบบจากชุดข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วโลกของเทรนด์ไมโคร ซึ่ง IDPS นี้ได้รวมเอาฐานข้อมูลผสานเข้ากับเอนจิ้นสำหรับตรวจจับ เพื่อยกระดับการป้องกันการบุกรุกระบบภายในห้องโดยสาร

“อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนถ่ายด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อและความสามารถทางโมบิลิตี้ นำมาซึ่งความเสี่ยงของการเกิดการโจมตีทางไซเบอร์บนยานพาหนะที่เชื่อมต่อกับคลาวด์หรือแพลตฟอร์มให้บริการโมบิลิตี้ต่าง ๆ ที่นับเป็นปัญหาใหญ่มาก” อัลวิน แบคเคนเนส รองประธานบริหารด้านยานยนต์ของ Luxoft กล่าว “การจับมือกับเทรนด์ไมโครจะนำไปสู่โซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครบวงจรสำหรับรถยนต์แบบเชื่อมต่อและการใช้งานแบบโมบิลิตี้ ที่ช่วยให้ยานพาหนะปลอดภัยและได้รับการปกป้องตลอดเวลา ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งานด้านโมบิลิตี้ในรถยนต์แบบเชื่อมต่อได้ต่อไป”

ฟีเจอร์หลักของโซลูชั่น IDPS นี้ได้แก่:

· การรักษาความปลอดภัยแก่การสื่อสารจากยานยนต์กับภายนอก (Vehicle-to-Everything; V2X) ทั้งทางกายภาพและจากระยะไกล

· ปกป้องคลาวด์และบริการโมบิลิตี้ ซึ่งรวมถึงการอัพเดทแบบ Over-the-Air และการจัดการทรัพยากรต่าง ๆ

· รักษาความปลอดภัยแก่การทำงานของชิ้นส่วนรถยนต์หลัก เช่น กล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU), ระบบเบรกหรือ Axtuator, เซ็นเซอร์หลายตำแหน่ง ฯลฯ

· ให้การปกป้องด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างยั่งยืนด้วยกลไกการควบคุมเชิงรุก และการวิจัยด้านอันตรายอย่างต่อเนื่อง

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

หลายๆคน อาจจะเคยรู้สึกหมดไฟ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตหรือแม้แต่ในการทำงาน ไม่ได้มีเพียงแต่พนักงานทั่วไปเท่านั้นยังรวมไปถึงนายจ้าง หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง ฟรีแลนซ์ ก็หมดไฟทำงานได้เหมือนกันนะ เราขอแนะนำ 5 วิธีจุดไฟในการทำงานใกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

1.ให้เวลาตัวเองกับสิ่งที่ชอบ

เหนื่อยนักก็พักซะหน่อย ตึงไปก็ผ่อนบ้าง แล้วให้เวลาได้เติมพลังตัวเองกับสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ช็อปปิ้ง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำอาหาร ท่องเที่ยว ไปทะเล ปืนเขา ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่าต้องไปท่องโลกกว้างอย่างเดียว ทิ้งทุกอย่างแล้วไปค้นหาตัวเองอย่างเดียว แต่ทำอะไรก็ได้ที่เราเอนจอย โดยปราศจากความกังวล ช่วงเวลาที่มีคุณภาพกับสิ่งที่เราชอบ จะช่วยให้เรามีแรงต่อสู้กับเรื่องหนักๆ อื่นๆ ในชีวิตต่อไป

2.เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายิ่งนอย และหงุดหงิดไม่พอใจในสถานะของตัวเอง ก็คือ ความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และไม่มั่นใจในตัวเอง เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยแก้ไขสถานะที่ไม่มั่นคงนี้ก็คือ เพิ่มความรู้ให้ตัวเองซะสิ อาจจะอ่านหนังสือ อ่านบทความในเรื่องที่เราสนใจ หรือไปลงเรียนคอร์สเพื่อศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

4. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้เราเห็นภาพ และไล่เรียงออกมาได้เป็นส่วนๆ ว่าต้องทำอะไร อย่างไร ให้เสร็จเมื่อไหร่ ตรงนี้จะช่วยลดอาการกังวล และเบื่อหน่ายลงไปได้ เพราะเราจะเห็นชัดเจนขึ้นว่ามันมีวันเสร็จสิ้น ไม่ใช่ลากยาวให้เหนื่อยแบบไร้จุดจบ รู้สึกอีกแค่นิดเดียว แล้วเราก็จะได้ไปพักแล้วนะ

5.มีเช็คลิสของตัวเอง
ช่วงที่เราหมดไฟ มักจะเป็นเหมือนช่วง “ดำดิ่ง” ของชีวิต มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน หรือมองอีกแง่ก็คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน จึงเกิดความเครียดขึ้นไปอีก วิธีการแก้ก็คือ มีเช็คลิสให้ตัวเอง คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราอยู่จุดไหนแล้ว เป้าหมายของเราคืออะไร ห่างไกลแค่ไหน ถ้าจริงๆ เราใกล้ถึงแล้ว ก็จะถือเป็นกำลังใจกับตัวเอง หรือถ้าเราเห็นว่าจะมีอะไรที่แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำอะไรบางอย่าง แบบมีจุดหมายไม่ไร้ทิศทาง

5.นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค
เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกไปถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้น หากเราทำสิ่งนี้ได้ เหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่มักจะมีทริคเล็กๆ ช่วยให้ลูกๆมีกำลังใจเวลาเรียน เช่น ถ้าสอบได้จะได้ไปเที่ยวทะเล ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราทำได้ เราจะภูมิใจกับผลงานของเราแน่นอน

ฉีกทุกกฏเกณฑ์ HUAWEI P30 Series – Super Camera Smartphone

หัวเว่ยจัดงานเปิดตัว HUAWEI P30 Series สุดยอดสมาร์ทโฟนที่ฉีกทุกกฏเกณฑ์ของการถ่ายภาพ มาพร้อมกับการยกเครื่องกล้องใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เซนเซอร์และตัวเลนส์ โดยเฉพาะเลนส์ SuperZoom ที่ซูมสูงสุดถึง 50 เท่า ทำงานร่วมกับระบบกันสั่น OIS และ AIS ให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม คมชัดในทุกสถานการณ์ และกล้อง HUAWEI ToF ให้ได้ภาพโบเก้สวยงามมีมิติเหมือนมืออาชีพ รวมไปถึงประสิทธิภาพอันทรงพลังและนวัตกรรมอันล้ำสมัยบนดีไซน์และสีสันสะกดทุกสายตา พร้อมเปิดทัพผลิตภัณฑ์ครบครันทั้ง HUAWEI MateBook 13, HUAWEI Watch GT Active, HUAWEI Watch GT Elegant Edition และ HUAWEI Back-up จัดแฟชั่นโชว์แบรนด์ดังอย่าง Tube Gallery และ Hook’s by Prapakas โดยมี ‘ลูกเกด-เมทินี’ เดินชุดฟินาเล่ และยังมีดาราอย่าง เคน-ภูภูมิ มิ้นต์-ชาลิดา และ พีค-ภัทรศยา ร่วมเป็นสักขีพยานภายในงาน HUAWEI P30 Series พร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายนพร้อมโปรโมชั่นสุดเร้าใจ!

ฉีกทุกกฏเกณฑ์ HUAWEI P30 Series - Super Camera Smartphone

ฉีกทุกกฏเกณฑ์ HUAWEI P30 Series – Super Camera Smartphone

มร. อิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยตอกย้ำความเป็นผู้นำสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพ ต่อยอดความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ P20 Series ที่มีจุดเด่นในการพัฒนากล้องร่วมกับ Leica มาตั้งแต่ P9 และยังคงคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค นอกไปจากนี้หัวเว่ยยังเป็นผู้นำทางด้านคลื่นความถี่ 5G เป็นแบรนด์เดียวที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่ระบบชิปเซ็ต ดีไวซ์ ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ อย่างครบวงจร ที่จะมาเปลี่ยนรูปแบบเทคโนโลยีการสื่อสารให้ทุกคนใกล้กันมากกว่าเดิม”

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการถ่ายรูปที่ในยุคนี้ใครๆ ก็อยากจะถ่ายรูปและแชร์แก่เพื่อนๆ ในโลกโซเชียล โดย P30 Series ต่อยอดจาก P20 Series ที่ได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม พร้อมที่จะมาฉีกกฏเกณฑ์และสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนในทุกรูปแบบ หัวเว่ยเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคจึงมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีการคิดค้นและพัฒนาร่วมกับ Leica จนออกมาเป็น Leica Quad Camera System ออกแบบเซนเซอร์ใหม่ HUAWEI SuperSpectrum, เลนส์ SuperZoom และ
กล้องใหม่อย่าง HUAWEI ToF ที่ทำให้กล้องทำงานร่วมกับ AI แยกแยะและสร้างภาพชัดหลังเบลอได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยตัวเซนเซอร์ใหม่นั้นสามารถรับแสงได้ดีขึ้นร่วมกับระบบกันสั่น OIS และ AIS จนสามารถถ่ายภาพในที่มีแสงน้อยได้อย่างน่าทึ่ง”

HUAWEI P30 Series ประกอบด้วย HUAWEI P30 และ HUAWEI P30 Pro พร้อมที่จะฉีกทุกกฏเกณฑ์เหนือความคาดหมาย การันตีด้วยผลคะแนน DxOMark สูงที่สุดในขณะนี้ถึง 112 คะแนน โดย P30 Pro มาพร้อม Leica Quad Camera System ประกอบไปด้วยกล้องถ่ายภาพหลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซลที่ใช้เซนเซอร์รับแสงรูปแบบใหม่ซึ่งมีขนาดพิกเซลรับแสงที่ใหญ่ขึ้น HUAWEI SuperSpectrum กล้องอัลตราไวด์ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล กล้องถ่ายภาพระยะไกลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องสำหรับการวัดระยะวัตถุด้วยแสง (ToF Camera) รวมไปถึงกล้องหน้าที่พัฒนาไปอีกขั้นบนความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยนวัตกรรมสุดล้ำจากการทำงานร่วมกันของ HUAWEI AIS, OIS และกล้องรูรับแสงกว้าง f/1.6 และเลนส์ SuperZoom ระบบซูมที่รองรับออพติคัลซูมสูงสุด 5 เท่า ไฮบริดซูมสูงสุด 10 เท่า และดิจิทัลซูมสูงสุด 50 เท่า ทั้งยังพัฒนาการถ่ายวิดีโอให้ล้ำไปอีกขั้น ให้การถ่ายวิดีโอในที่มืดสวย คมชัด และเพิ่มฟีเจอร์ Dual-view Video ที่กล้องสามารถถ่ายวิดีโอได้หลายระยะในเวลาเดียวกัน แถมยังอัดแน่นเต็มประสิทธิภาพด้วยชิปเซ็ท Kirin 980 ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Screen Fingerprint) HUAWEI SuperCharge ที่ให้กำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์

สำหรับครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่า เสริมทัพด้วยน้องเล็ก HUAWEI P30 Lite สมาร์ทโฟนราคาสุดคุ้ม กล้องหลังสามตัวเพื่อคนรักเซลฟี่ ประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล กล้องอัลตราไวด์ 8 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล สำหรับการสร้างโบเก้ ส่วนกล้องหน้าจัดเต็ม 32 ล้านพิกเซล เอาใจสายเซลฟี่ที่แท้จริง ถ่ายสวยคมชัดทุกองศา บนชิปเซ็ต Kirin 710

ยกทัพเสริม Ecosystem ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย HUAWEI MateBook 13 ขุมพลังจากหน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7-8565U processor รุ่นที่ 8 และหน่วยประมวลผลกราฟิก NVIDIA® GeForce® MX150
ช่องพัดลมระบายอากาศ HUAWEI Shark Fin Fans 2.0 ที่ ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น ใช้หน้าจอแบบ FullView ที่มีอัตราส่วนการแสดงผลที่ 3:2 มีอัตราส่วนหน้าจอต่อขอบหน้าจอที่ร้อยละ 88 และรองรับการสัมผัสแบบมัลติทัช
สูงสุด 10 จุด ขนาดบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเพียง 1.28 กิโลกรัม สามารถส่งไฟล์ได้อย่างรวดเร็วด้วย One-Hop ผสมผสานเทคโนโลยี NFC และ WLAN เพื่อการส่งไฟล์ที่เพียงแค่แนบสมาร์ทโฟนกับบริเวณตัวเครื่องเท่านั้น
HUAWEI WATCH GT Active Edition และ Elegant Edition สมาร์ทวอทซ์คู่ใจทุกการเคลื่อนไหว ที่พัฒนาสายรัดข้อมือแบบใหม่ ผลิตจาก Fluoroelastomer ที่มีความทนทาน และกระชับข้อมือ โดยชูจุดเด่น HUAWEI TruSeen™ 3.0
ที่ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือแข่งไตรกีฬา ก็มั่นใจได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวจะไม่ถูกปล่อยให้คลาดสายตา หรือแม้แต่เวลาที่นอนหลับด้วย TruSleep™ 2.0 พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้อย่างยาวนาน และ HUAWEI Back-Up
ที่เก็บข้อมูลขนาดพกพาความจุมากถึง 1TB สามารถทำการส่งไฟล์ข้อมูลและชาร์จไฟแบบเร็วได้ในเวลาเดียวกันด้วยสายเพียงเส้นเดียว ใช้งานได้ทั้งสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ้ค พกพาง่าย กันฝุ่นและละอองน้ำ เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์และสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ภายในงานมีแขกรับเชิญมากมาย อาทิ ดีไซน์เนอร์จากแบรนด์สุดร้อนแรงแห่งยุค Tube Gallery และ Hook’s by Prapakas สร้างสรรค์แฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นพิเศษโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันของ HUAWEI P30 Series อย่าง Breathing Crystal และ Aurora โดยมีนางแบบสุดฮ็อตตลอดกาลอย่าง ‘ลูกเกด-เมทินี’ มาร่วมเดินแบบในชุดฟินาเล่พร้อมสะกดทุกสายตาของผู้ร่วมงาน ทั้งการแบ่งปันแรงบันดาลใจและประสบการณ์ในการใช้งาน HUAWEI P30 Series
จาก พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำและพบกับ เคน-ภูภูมิ มิ้นต์-ชาลิดา และ พีค-ภัทรศยา ดารารับเชิญที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งนี้อีกด้วย

ที่สุดของกล้องในสมาร์ทโฟน ให้ภาพถ่ายที่สวยแม้แสงน้อย

ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัว “เรดหมี่ โน้ต 7” (Redmi Note 7) สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดใน Redmi Note ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดย เรดหมี่ โน้ต 7 ยังคงสานต่อจุดแข็งด้านการนำเสนอจอแสดงผลขนาดใหญ่และการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ทั้งยังผลักดันการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนให้ดีขึ้นอีกระดับสำหรับสมาร์ทโฟนในช่วงราคานี้ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2562 ราคาเริ่มต้นที่ 4,999 บาท

ที่สุดของกล้องในสมาร์ทโฟน ให้ภาพถ่ายที่สวยแม้แสงน้อย

ที่สุดของกล้องในสมาร์ทโฟน ให้ภาพถ่ายที่สวยแม้แสงน้อย

ด้านหลังของตัวเครื่อง เรดหมี่ โน้ต 7 ใช้เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL GM1 ซึ่งให้ภาพความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล ขณะถ่ายภาพเซ็นเซอร์ดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี Tetracell ของซัมซุงซึ่งผสาน 4 พิกเซลให้เป็นพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน โดยคุณสมบัตินี้ช่วยเพิ่มความไวแสงให้กับกล้องและส่งผลให้ภาพความละเอียด 12MP ที่ได้นั้นมีความสว่าง และให้รายละเอียดที่คมชัดมากขึ้น แม้ในสภาพแสงน้อย

นอกจากนี้ กล้องเสียวหมี่ยังผสานกล้องของ เรดหมี่ โน้ต 7 เข้ากับคุณสมบัติด้าน AI ล่าสุด ซึ่งรวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่เคยเปิดตัวไปแล้วกับรุ่นเรือธงของเสียวหมี่อย่าง Mi MIX 3 รวมถึงฟังก์ชั่น AI scene detection, AI beautify และ AI portraits ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่สวยงามน่าทึ่งได้อย่างง่ายดาย

ประสิทธิภาพและชั่วโมงการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เป็นที่สองรองใคร

เรดหมี่ โน้ต 7 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 660 AIE ด้วยความเร็วสูงสุด 2.2GHz เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพสูงสุดที่ไม่เป็นสองรองใครไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมและประมวลผลข้อมูล

เรดหมี่ โน้ต 7 สานต่อจุดแข็งของเรดหมี่ด้านชั่วโมงการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยอดเยี่ยม ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 4000mAh ซึ่งให้ชั่วโมงการใช้งานยาวนานตลอดวัน สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปชาร์จไฟสะดวกผ่านพอร์ต USB Type-C และใช้เวลาในการชาร์จสั้นลงด้วย Qualcomm® Quick Charge™ 4 นอกจากนี้ เรดหมี่ โน้ต 7 ยังมี IR blaster ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์และสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหลายอย่าง เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Smart PA เพื่อเสียงที่ดังกังวานกว่าและคุณภาพสูงขึ้นอีกด้วย

ทนทานถึงขีดสุด

เรดหมี่ โน้ต 7 ได้รับการพัฒนาให้มีความน่าเชื่อถือ โดยได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน ผู้ใช้จึงใช้งานได้อย่างไร้กังวล ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระจก Gorilla® Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยลดความเสียหายจากการตกกระแทก โดยขอบมุมทุกจุดของตัวเครื่องได้รับการเสริมความแข็งแกร่งเพื่อให้มีความทนทานมากขึ้น นอกจากนี้ปุ่มและพอร์ตต่างๆ ยังมาพร้อมกับซีลกันน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายจากการสัมผัสถูกของเหลว

ราคาและการจัดจำหน่าย

เรดหมี่ โน้ต 7 มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ Space Black, Neptune Blue และ Nebula Red โดยรุ่น RAM 3GB/32GB วางจำหน่ายในราคา 4,999 บาท รุ่น RAM 4GB/64GB ราคา 6,599 บาท และรุ่น RAM 4GB/128GB ราคา 6,799 บาท

เรดหมี่ โน้ต 7 จะเริ่มเปิดการแจ้งเตือนสำหรับคนที่สนใจผ่านแอปพลิเคชัน Lazada ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 26 มีนาคม เวลาเที่ยง และในวันที่ 26 มีนาคม 2562 Lazada จะประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับของรางวัล จำนวน 48 คนผ่านแอปพลิเคชัน โดยผู้โชคดีจะได้รับ Mi Compact Bluetooth Speaker 2 เป็นของรางวัล และในวันที่ 27 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 00:01 น. เป็นต้นไป เรดหมี่ โน้ต 7 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Lazada Birthday Sale 2019

ในวันที่ 27 มีนาคม 2562 เวลา 00.01 น. เอไอเอสจะเปิดขายรุ่น RAM 4GB+64GB บน AIS Online Store นอกจากนี้

เอไอเอส และ Mi Authorized Store จะเริ่มจำหน่ายเรดหมี่ โน้ต 7 รุ่น 4GB+64GB ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ เสียวหมี่และเอไอเอส ยังมอบ 2 ข้อเสนอสุดพิเศษ จากแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ Redmi Note 7 สมาร์ทโฟนทรงพลังระดับเรือธง ในราคาสุดพิเศษ บนเครือข่ายคุณภาพอันดับ 1 ของประเทศ ที่เร็ว แรง และเสถียรที่สุด

ข้อเสนอสุดพิเศษแรก มอบส่วนลดค่าเครื่อง 2,500 บาท เหลือเพียง 4,099 บาท (จากราคาปกติ 6,599 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 499 บาท

ข้อเสนอสุดพิเศษที่สอง มอบส่วนลดค่าเครื่อง 2,809 บาท เหลือเพียง 3,790 บาท (จากปกติ 6,599 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,500 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 699 บาท