เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยถึงการก้าวกระโดดข้าม 2 อันดับ จนขึ้นแท่นผู้นำอันดับที่ 5 ในทำเนียบ 15 ท็อปซัพพลายเชน ในทวีปยุโรป โดยได้มีการประกาศการจัดอันดับดังกล่าวในงานประชุมผู้นำด้านซัพพลายเชน ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดโดยการ์ทเนอร์ ณ กรุงลอนดอน เมื่อเร็วๆ นี้

เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018

เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018

ทะยานสู่ท็อป 5 ของทำเนียบผู้นำยุโรปของการ์ทเนอร์

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ก้าวขึ้นสู่ท็อป 5 ของทำเนียบรายชื่อผู้นำในยุโรปของการ์ทเนอร์ โดยในปีที่ผ่านมานับว่าเป็นหนึ่งในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่เข้มข้นมากสำหรับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราได้เร่งปฏิรูปด้วยการปรับใช้ระบบโรงงานอัจฉริยะในยุโรป (และประเทศต่างๆ ทั่วโลก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปสู่ซัพพลายเชน 4.0 ที่เชื่อมต่อและมอบความยั่งยืนในแบบที่ตรงต่อความต้องการเฉพาะของเรา ซึ่งรางวัลนี้เป็นผลมาจากความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของพนักงานที่ดูแลด้านซัพพลายเชนทั่วโลก รวมถึงการมีส่วนร่วมของพนักงานในการมอบคุณภาพและความเป็นเลิศด้านซัพพลายเชนให้กับลูกค้า” นายมัวราด ทามัวด์ รองประธานบริหาร การดำเนินงานโกลบอลซัพพลายเชน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว

นายมัวราด กล่าวต่อว่า “การติดตั้งโซลูชัน EcoStruxure™ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคที่ไซต์งานของเราเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จภายในองค์กร ในการริเริ่มปฏิรูประบบดิจิทัลให้กับลูกค้า โดยเราจะยังคงเดินหน้าติดตั้งระบบดิจิทัลในทั่วโลก เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ สร้างผลกระทบในเรื่องของประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนของเรา เพื่อให้เกิดความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม เราจะยังคงเดินหน้าด้วยความรวดเร็วและสร้างนวัตกรรมเพื่อนำคุณค่ามามอบให้กับลูกค้าในโลกอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลนี้”

นำคุณค่ามาสู่ลูกค้าในโลกอุตสาหกรรมดิจิทัล

ตามรายงานของการ์ทเนอร์ มีแนวโน้มหลักอยู่ 3 ประการ ที่บรรดาผู้นำด้านซัพพลายเชนในยุโรปต่างมีเหมือนกัน

การขยายความสามารถด้านดิจิทัลของซัพพลายเชน – โดยใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ (robotic automation) ใช้เซ็นเซอร์เป็นฐานในการมอนิเตอร์ เทคโนโลยีเสริมจริง (AR) และโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการมอบบริการที่ดีเลิศให้กับลูกค้า โดยมีการขยายจากโรงงาน คลังสินค้าและแบ็คออฟฟิศ นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการประสานงานได้อย่างสอดคล้องครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (end-to-end) ตั้งแต่เรื่องของอุปสงค์ ย้อนกลับไปยังอุปทานทั้งในเรื่องการผลิตและการจัดหา
มีการประสานความร่วมมือที่ดีกับลูกค้า ทั้งการให้บริการและมอบประสบการณ์ที่ดี – มุ่งเน้นที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในภาพรวม ด้วยความเข้าใจถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า คาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้ อีกทั้งตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กระทั่งก่อนที่ปัญหานั้นๆจะเกิดขึ้น
มีความสามารถในการดูแลสอดส่องและติดตามการดำเนินการได้อย่างครบวงจรตลอดทั่วทั้งซัพพลายเชน – มีการดำเนินงานในระบบนิเวศธุรกิจ ด้วยมุมมองเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่ตอบสนองเพื่อให้งานราบรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถคาดการณ์ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้อยู่ในทำเนียบท็อป 25 ซัพพลายเชนทั่วโลก ของการ์ทเนอร์ ประจำปี 2018 โดยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นถึง 5 อันดับ ให้อยู่ในอันดับที่ 12 จากการผลการสำรวจบริษัททั่วโลก ซึ่งได้มีการประกาศในงานประชุมผู้นำด้านซัพพลายเชน ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการจัดอันดับประจำปีของการ์ทเนอร์นั้นจะให้การยกย่องผู้นำทางด้านซัพพลายเชน โดยเน้นที่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดขององค์กรเหล่านั้น

ตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านซัพพลายเชนทั่วโลกของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกอบไปด้วยโรงงานผลิต 27 แห่ง ใน 44 ประเทศและมีศูนย์การกระจายสินค้า 98 แห่ง มีบุคลากรที่แข็งแกร่งกว่า 86,000 คน ที่คอยบริหารจัดการสายผลิตภัณฑ์ที่มีมากกว่า 260,000 ผลิตภัณฑ์ (ไม่แน่ใจว่าใช้ผลิตภัณฑ์แปลกมั้ย หรือใช้”ประเภท”) พร้อมดำเนินงานตามรายการสั่งซื้อมากกว่า 150,000 รายการในแต่ละวัน

Transcend อวดโฉมกล้อง ติดรถยนต์รุ่น DrivePro 550 ครั้งแรก

ทรานส์เซนด์ได้เปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่น DrivePro 550 เสริมความปลอดภัยด้วยกล้องคู่เพิ่มความคมชัดได้ดียิ่งขึ้น เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นำมาอวดโฉมในงาน Taiwan Expo 2018 โดย Transcend อวดโฉมกล้อง ติดรถยนต์ DrivePro 550 เป็นหนึ่งในกล้องติดรถยนต์ที่ได้รับที่ได้รับรางวัล Taiwan Excellence Awards จากหลาย ๆ รุ่นของ Transcend อาทิ DriverPro 200 และ DriverPro 230 เป็นต้น

Transcend อวดโฉมกล้อง ติดรถยนต์รุ่น DrivePro 550 ครั้งแรก

Transcend อวดโฉมกล้อง ติดรถยนต์รุ่น DrivePro 550 ครั้งแรก

จุดเด่นของกล้องติดรถยนต์ Transcend DrivePro 550 ที่มาพร้อมกับคุณสมบัติเด่นคือ ทำงานด้วยกล้องคู่ และมุมมองที่กว้างขึ้น ตัวกล้องสามารถบันทึกภาพได้ทั้งภาพที่อยู่บนถนนและภาพที่กำลังเกิดขึ้นภายในรถได้พร้อม ๆ กัน กล้องหน้าของ DrivePro 550 ใช้เซนเซอร์รับภาพของโซนี่ที่มีค่า F2.2 และมุมมองที่กว้างถึง 160 องศา เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนกล้องหลังยังมาพร้อมกับ LED อินฟราเรดถึง 4 ดวง ที่จะเปิดทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อมีแสงน้อย ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ทำให้กล้องติดรถยนต์ DrivePro 550 สามารถปกป้องคุณด้วยภาพจากภายในและภาพจากภายนอกรถยนต์หรือเวลาเกิดอุบัติเหตุจากสถานการณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

“DrivePro 550 ถือเป็นกล้องติดรถยนต์รุ่นท้อปสุดของเราในตอนนี้ มีจุดเด่นกว่ารุ่นอื่นคือมีทั้งกล้องหน้า และกล้องที่บันทึกภาพในห้องผู้โดยสารพร้อม ๆ กัน เหมาะอย่างมากสำหรับรถที่มีคนขับรถ เช่นรถที่ต้องขับไปส่งบุตรหลาน รวมไปถึงรถที่ให้บริการสาธารณะอย่างรถลีมูซีน ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี พร้อมด้วยระบบการเตือนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว การเหนื่อยล้า รวมไปถึงมี GPS และ Wi-Fi เพื่อความสะดวกในการใช้งาน เราสามารถดึงข้อมูลจากกล้องได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นเรื่องที่สะดวกมาก” คุณวรวุฒิ จิระเรืองเกียรติ รองประธานฝ่ายการตลาด บริษัท อี-พาร์ท จำกัด กล่าว

Transcend DrivePro 550 วางจำหน่ายในราคา 7,500 บาท และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 ในช่วงแรกซื้อได้ที่ร้านพาวเวอร์บายได้สาขาเซ็นทรัล เวิรล์ด, เซ็นทรัลลาดพร้าว และจะวางจำหน่ายทางออนไลน์จากเว็บไซต์ต่าง ๆ อาทิเช่น Lazada, Shopee, BigCamera เป็นต้น

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเชิญชวนทุกคนร่วมมือกัน เลื่อนวันหนี้นิเวศโลก

วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นวันหนี้นิเวศโลก หรือ Earth Overshoot Day โดยเป็นวันที่กำหนดขึ้นในรอบปี เมื่อถึงจุดที่มนุษยชาติใช้ทรัพยากรบนโลกมากเกินไป มาร่วมกัน เลื่อนวันหนี้นิเวศโลก เพราะไม่ว่าจะเป็นอาหาร ป่าไม้ รวมถึงการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เกินความสามารถที่ระบบนิเวศบนโลกจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และฟื้นฟูกลับคืนมาได้ตลอดทั้งปี ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เชื่อว่าการนำเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน และเทคโนโลยีที่ช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แพลตฟอร์ม EcoStruxure ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT เป็นส่วนหนึ่งในการเลื่อนวันหนี้นิเวศโลก ให้ไกลออกไปได้อีก 21 วัน หากมีการนำแพลตฟอร์มดังกล่าวมาช่วยในการปรับปรุงอาคารที่ใช้งานอยู่แล้ว รวมถึงในอุตสาหกรรม โครงสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมอัพเกรดการผลิตกระแสไฟฟ้า

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเชิญชวนทุกคนร่วมมือกัน เลื่อนวันหนี้นิเวศโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเชิญชวนทุกคนร่วมมือกัน เลื่อนวันหนี้นิเวศโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่สามารถทำได้ พร้อมส่งเสริมแนวทางใหม่เพื่อนำไปสู่การคิดในเชิงธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ด้วยการร่วมมือกับ Global Footprint Network ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยระหว่างประเทศ ในการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่โลกจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้บัญชี Ecological Footprint ของ Global Footprint Network ในการตามรอยคาร์บอนในระบบนิเวศ เพื่อช่วยในการคำนวณวันหนี้นิเวศโลก

การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานหมุนเวียน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เชื่อว่าสถานการณ์ นี้สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ บริษัทคำนวณว่าหากอาคาร อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานของดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ติดตั้งเทคโนโลยีที่ช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีพร้อมอยู่แล้ว รวมถึงอัพเกรดโครงข่ายไฟฟ้าให้ความสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียน ก็จะช่วยให้โลกสามารถเลื่อนวันออกไปได้อีก 21 วัน

“การดำเนินการบนโลกที่มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเข้ามาช่วย” ซาเวียร์ ฮูต์ รองประธานอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “เราร่วมมือกับลูกค้าและพันธมิตรของเรา เพื่อปลดล็อคศักยภาพในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน และนำรูปแบบทางธุรกิจในลักษณะหมุนเวียนมาใช้ พร้อมกับวัดว่าเรื่องนี้ช่วย

ให้เราประหยัดทรัพยากรและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างไร เพื่อสามารถดำรงชีวิตที่เติบโตขึ้นในทรัพยากรที่จำกัด

EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีศักยภาพในการเลื่อนวันหนี้ระบบนิเวศโลกออกไปได้

ความท้าทายนี้ นับเป็นหัวใจสำคัญด้านยุทธศาสตร์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ EcoStruxure ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์มแบบ ecoDesigned เพื่อการทำงานร่วมกันในระบบเปิด ในลักษณะ plug-and-play ที่ให้ศักยภาพรองรับการใช้ IoT โดยมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนที่ใช้พลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรม

ตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่เราได้นำมาช่วยโลกของเราได้แก่ EcoStruxure Building ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถมอบประสิทธิภาพด้านพลังงานได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ช่วยลดต้นทุนทางด้านพลังงานได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ โดย EcoStruxure ทำงานใน 3 ระดับได้แก่

ระดับแรก Connected Products: การเชื่อมต่อเซ็นเซอร์ และมิเตอร์ในอาคาร เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบแสงสว่าง ความร้อน และระบบปรับอากาศ รวมทั้งเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ใช้พื้นที่ในอาคารได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ระดับที่สอง Edge Control: เป็นระดับที่มอบศักยภาพให้กับผู้ใช้ในการจัดการข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมต่อกับ IoT ในพื้นที่นั้นๆ พร้อมช่วยให้ใช้พลังงานในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม ผ่านการเข้าใช้งานจากระยะไกล และระบบอัตโนมัติขั้นสูง
ระดับที่ 3 Apps, Analytics & Services: เป็นรายงานที่ให้ภาพการใช้พลังงานได้เสมือนจริง ผ่านแดชบอร์ดในลักษณะอินเตอร์แอกทีฟ ทั้งการตรวจหา และวินิจฉัยข้อผิดพลาด รวมถึงการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และการสองส่องสินทรัพย์ ที่ช่วยในการตรวจหาโอกาสเพิ่มเติมเพื่อการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปลี่ยนไปสู่การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ได้อย่างเห็นผล
“กรณีธุรกิจของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สอดคล้องกับทิศทางของการช่วยมนุษย์ให้พ้นจากการล่มสลายของระบบนิเวศ” มาธิส เวคเคอนาเกล ประธานเจ้าหน้าที่ Global Footprint Network กล่าว “บรรดาบริษัทชั้นนำ เช่น ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ต่างลุกขึ้นแก้ปัญหาท้าทายในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป ด้วยการวัดที่แม่นยำมากขึ้น พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่นอกจากจะช่วยให้ใช้ทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมแล้ว ยังต้องช่วยลดการใช้ทรัพยากรในภาพรวมได้อีกด้วย

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมมือกับ Global Footprint Network เพื่อเลื่อนวันออกไป #MoveTheDate

เพื่อสร้างให้เกิดการรับรู้และใส่ใจเกี่ยวกับวันหนี้นิเวศโลก (Earth Overshoot Day) ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ร่วมมือกับ Global Footprint Network เพื่อสนับสนุนจุดมุ่งหมายในการเลื่อนวัน (#MoveTheDate) ให้ไกลออกไปจาก วันที่ 1 สิงหาคม เป็น 31 ธันวาคม และเลื่อนให้ไกลออกไปเรื่อยๆ

เพื่อเป็นการโปรโมทวันหนี้นิเวศโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เชิญผู้เข้าร่วมประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านทางสัมมนาออนไลน์เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา นำโดย ซาเวียร์ ฮูต์ และมาธิส เวคเคอนาเกล เพื่อหารือถึงแนวทางใหม่ๆ ในการคิดเชิงธุรกิจเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยในการประชุมนี้จะมีการยกกรณีตัวอย่างที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ รวมถึงกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม

ในงานสัมมนานี้ยังเป็นโอกาสอันดีในการเปิดตัว เอกสารการวิจัยของชไนเดอร์ อิเล็คทริค “Living with Finite Resources: Strategies for sustainable resource utilization.” หรือ การอยู่กับทรัพยากรที่มีจำกัด: กลยุทธ์สำหรับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอแนวทางสำหรับธุรกิจที่ต้องการความมั่นใจถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยการขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์ และความสามารถในการทำกำไร อีกทั้งยังให้ประโยชน์ต่อโลกและประชากร

คำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงเปลี่ยนงานถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่ตอบยากที่สุดคงหนีไม่พ้น “เพราะอะไรคุณถึงเปลี่ยนงาน” เป็นที่รู้กันว่าการที่คนหนึ่งคนคิดจะเปลี่ยนงานย่อมหนีไม่พ้นความไม่พอใจที่ทำงานเก่าในด้านต่างๆ เมื่อเจอ คำถามสัมภาษณ์งาน ก็ไม่อยากตอบว่าเป็นเรื่องระบบงาน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน การเมืองในที่ทำงาน เงินเดือนหรือสวัสดิการ แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็หลีกหนีไม่ค่อยจะพ้น ครั้นจะเล่าเรื่องเหล่านี้ก็เกรงว่าจะดูเป็นคนช่างเม้าท์ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วเบื้องหลังของคำถามนี้มักจะเป็นเพียงการถามเพื่อทดสอบทัศนคติของคุณ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะตอบคำถามนี้ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่คุณประสบพบเจอมาแม้ว่าที่ทำงานเก่าจะไม่ดีจริง ๆ ก็ตาม มาลองตอบคำถามนี้ด้วยการเน้นไปที่หนึ่งในสามประเด็นดังต่อไปนี้กันดูดีกว่า

คำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงเปลี่ยนงานถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

คำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงเปลี่ยนงานถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

ตัวเอง

เช่น คุณต้องการเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า เพื่อโอกาสในหน้าที่การงานที่เพิ่มขึ้น หรือเพื่อตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น

ตัวงาน

ตัวเนื้องานที่สมัครมีความน่าสนใจและความท้าทาย อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คุณได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ เช่น ได้ใช้ภาษาต่างประเทศ มีการเดินทาง การติดต่อกับต่างชาติ มีโอกาสได้ทำโปรเจคใหญ่ระดับประเทศ

ตัวบริษัทที่สมัครงาน

หากเป็นบริษัทใหญ่ คุณสามารถกล่าวถึงความมั่นคง ระบบที่ดี ความภาคภูมิใจที่ได้อยู่องค์กรระดับชาติ หรือแม้จะเป็นบริษัทเล็ก ก็ยังสามารถเปิดโอกาสให้คุณทำงานอย่างครบวงจรมากขึ้น หรือได้ทำงานที่เฉพาะทางมากขึ้น

ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับคำถามนี้ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เหตุผลไหนเป็นหลักในการตอบ อย่าลืมว่าคำตอบของคุณจะต้องเป็นเหตุผลที่แท้จริงสำหรับตัวคุณด้วย เพียงแต่แทนที่จะเน้นที่เรื่องลบ เราอยากให้คุณเน้นมองไปที่มุมบวกและอนาคต มองไปถึงสิ่งที่คุณสามารถมอบให้บริษัทใหม่ และสิ่งที่คุณหวังจะได้รับจากบริษัทใหม่มากกว่า อย่างไรก็ตาม คุณสามารถดูสถานการณ์ของผู้สัมภาษณ์ได้เช่นกัน บางครั้งการบอกเหตุผลออกไปตรง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพียงแต่ต้องระวังเลือกใช้คำพูดให้สุภาพและบอกข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่เสริมแต่งด้วยอารมณ์จนกลายเป็นความดราม่า

สุดท้ายแล้ว เหนือกว่าคำตอบใด ๆ การสื่อสาร บุคลิกภาพ คุณสมบัติและความสามารถของคุณต่างหาก ที่จะส่งผลต่อบริษัทใหม่ในการพิจารณารับคุณเข้าทำงานหรือไม่ อย่ากังวลที่คำถามใดคำถามหนึ่งมากจนเกินไป ตอบคำถามสัมภาษณ์งานต่าง ๆ ด้วยทัศนคติในแง่บวก และเตรียมตัวให้พร้อม มีการซ้อมก่อนการสัมภาษณ์งานจริง ทั้งหมดนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณทำได้ดีไม่ว่าจะเจอคำถามแบบไหนแน่นอน

โนเกียผนึกดีแทคในการติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD

โนเกียจับมือดีแทคติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อการติดตั้งแล้วเสร็จ ผู้ใช้บริการดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ของทีโอที จะสามารถใช้โมบายบรอดแบนด์ที่เหนือชั้นกว่า เช่น การอัปโหลดและดาวน์โหลดเนื้อหาที่มีความละเอียดสูงได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น วิดีโอสตรีมมิ่งที่มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระยะไกลให้ดียิ่งขึ้น เช่น การศึกษาหรือการให้บริการทางการแพทย์ ทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันที่ต้องใช้แบนด์วิดท์สูง เช่น VR และ AR ได้อีกด้วย

โนเกียผนึกดีแทคในการติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD

โนเกียผนึกดีแทคในการติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD

เพื่อลูกค้าใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ดียิ่งขึ้น ดีแทคได้เริ่มทำการติดตั้งโครงข่าย 4G TDD เพื่อให้บริการบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ของทีโอที ทั้งนี้ 4G TDD เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดค่าใช้จ่าย และยังช่วยเตรียมความพร้อมของโครงข่ายดีแทคไปสู่ 5G โดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Massive MIMO, beamforming และการติดตั้งใช้งานแพลตฟอร์ม Nokia AirScale ผู้ใช้บริการดีแทคจะได้รับบริการอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงขึ้น จากการผสมผสานเทคนิคล้ำยุคของเทคโนโลยีเครือข่าย ได้แก่ 3CC Carrier Aggregation, 256 QAM และ 4×4 MIMO

โครงข่ายดังกล่าวจะเริ่มใช้งานครั้งแรกกับดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ของทีโอทีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงเมืองสำคัญ เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งดีแทคกำลังมุ่งหน้าเปิดให้บริการดีแทคเทอร์โบในส่วนภูมิภาคตามแผนงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โนเกียเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์เครือข่ายสถานีฐานระดับโลก โดยในส่วนงานเครือข่าย 4G TDD นั้น มีทั้งโซลูชั่น AirScale Radio Access ซึ่งรวมถึง Nokia AirScale radios, AirScale System Modules, AirScale Active Antennas และ NetAct โดยเทคโนโลยี AirScale นี้จะเตรียมความพร้อมของเครือข่ายสำหรับ 5G ในอนาคต

“สำหรับบริการดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ของทีโอที เราเลือกใช้เทคโนโลยี 4G TDD ที่ให้บริการตอบโจทย์การใช้งานดาต้า เพื่อให้ลูกค้าของดีแทคได้รับบริการที่มีคุณภาพดีที่สุด ดีแทคได้ติดตั้งใช้งานอุปกรณ์รับส่งสัญญาณโครงข่าย (Radio Access Network) รุ่นล่าสุดรวมถึงบริการที่เกี่ยวเนื่องของโนเกีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Strategic partnerships ด้านโครงข่ายการสื่อสารของดีแทค ซึ่งจะช่วยให้บริการดีแทคเทอร์โบสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานดาต้าความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยขับเคลื่อนวิวัฒนาการของโครงข่ายดีแทคไปสู่ 5G ในอนาคต ลูกค้าของเราจะได้รับประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตที่ลื่นกว่าเดิมจากเทคโนโลยี 4G TDD กับดีแทคเทอร์โบ คลื่น 2300 MHz ใหญ่กว่า ล้ำกว่า ลื่นกว่า”

นายเซบาสเตียน โลรองท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย โนเกีย กล่าวว่า “โนเกียรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณที่ได้รับเลือกจากดีแทคในการใช้ โซลูชั่น Radio Access Network ชั้นนำของโนเกียใน 3 ภูมิภาคของประเทศไทย ทีมงานของเรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชั่นและบริการที่มอบประสบการณ์โมบายบรอดแบนด์ที่เร็วกว่าแก่ลูกค้าของดีแทค อีกทั้งยังเป็นการปูทางสู่การพัฒนาเครือข่ายให้รองรับ 5G อีกด้วย”

ทรานส์เซนด์ เปิดตัว JetDrive 855/850 พร้อมกับซอฟต์แวร์พิเศษ

ทรานส์เซนด์ อินฟอร์เมชัน อิงค์ ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล และผลิตภัณฑ์มัลติมีเดีย เปิดตัว เปิดตัว JetDrive 855/850 PCIe Gen3 x4 NVMe SSS ชุดอัปเกรดสำหรับผู้ใช้เครื่องแมค สำหรับ JetDrive 850 มีความเร็วในการอ่านและเขียนได้สูงสุดถึง 1,600MB/s และ 1,300MB/s และชิป 3D NAND flash รุ่นล่าสุด นอกจากนี้ใช้อินเทอร์เฟซแบบ PCIe Gen3 x4 NVMe ซึ่งหมายถึงการมีถึง 4 ช่องทางในการรับและส่งข้อมูลได้พร้อม ๆ กัน ผลลัพท์ที่ได้ก็คือให้ประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลสูงถึง 1600MB/s และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 1,300MB/s พร้อมด้วยชิปหน่วยความจำแบบ 3D NAND flash ส่วนรุ่น JetDrive 850 มาพร้อมกับเคสอะลูมิเนียมพร้อมอินเทอร์เฟซ Thunderbolt™ ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัปเกรดได้ง่าย มีความน่าเชื่อถือ มีความเข้ากันได้ และยังช่วยยกประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องแมคขึ้นไปอีกระดับ ทั้งสองรุ่นเหมาะสำหรับการ อัปเกรดในเครื่อง MacBook Pro®, MacBook Air®, Mac mini® และ Mac Pro®

เปิดตัว JetDrive 855850

ทรานส์เซนด์ เปิดตัว JetDrive 855/850 พร้อมกับซอฟต์แวร์พิเศษ

JetDrive 855 มีคุณสมบัติในการทำงานเหมือนกับ JetDrive 850 PCIe NVMe SSD แต่เพิ่มเติมด้วยการเชื่อมต่อแบบ Thunderbolt ที่ให้ความเร็วถึง 10Gb/s เรียกได้ว่าเป็นไดร์ฟแบบติดตั้งภายนอกที่ให้ความเร็วมากที่สุด JetDrive 855 ถูกบรรจุอยู่ในเคสอะลูมิเนียมที่ออกแบบมาให้เข้ากันได้ดีกับสไตล์ของเครื่องแมค และที่พิเศษไปกว่านั้น SSD ที่อยู่ภายในเคสสามารถถอดเปลี่ยนได้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามความชอบของผู้ใช้ได้มากขึ้น

มาพร้อมกับซอฟต์แวร์พิเศษ JetDrive Toolbox โดยดาวน์โหลดได้ฟรีจากเว็บไซต์ Transcend เป็นชุดซอฟต์แวร์ที่ทรานส์เซนด์พัฒนาขึ้นมาสำหรับโซลูชันของ Apple โดยเฉพาะ JetDrive Toolbox ช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบการทำงานของ SSD และอัปเดตข้อมูลสุขภาพของ SSD ให้อัปเดตอยู่เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ และคาดการณ์ปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น ซอฟต์แวร์นี้ใช้งานได้ง่าย JetDrive Toolbox สามารถรายงานข้อมูลไดร์ฟ ตัวบ่งชี้สุขภาพ และฟังก์ชันการอัปเดตเฟิร์มแวร์

สำหรับ JetDrive 855 และ JetDrive 850 ของทรานส์เซนด์ มีความจุให้เลือกสองขนาด 240GB และ 480GB, รับประกันโดยทรานส์เซนด์ เป็นเวลา 5 ปี ราคายังไม่มีการเปิดเผย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าชมที่เว็บผลิตภัณฑ์ JetDrive 855/850 https://th.transcend-info.com/Products/No-957

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

คนเราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้หลากหลายขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และพรแสวง บางคนเก่งในตำราแต่บางคนเก่งจากการลงมือทำ คนที่เรียนเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสารที่ดีหรือเข้าสังคมเก่งตามไปด้วย ทักษะนอกห้องเรียนเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นจะต้องมีในการประสบความสำเร็จในโลกของการทำงานหรือ ฟรีแลนซ์ ดังนั้นหากคุณเป็นหนึ่งในเด็กจบใหม่ที่ได้เกรดค่อนข้างน้อย เชิดหน้าเข้าไว้ เพราะเกรดอาจไม่ได้เป็นตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานหรือไม่เสมอไป

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

หลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีเหตุให้ต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ที่เขามีไปสร้างสิ่งที่โลกต้องตะลึงในโลกของการทำงานนอกรั้วมหาวิทยาลัย กลุ่มคนดังเหล่านี้ เช่น ริชาร์ด แบรนสัน, สตีฟ จ๊อปส์, โอปราห์ วินฟรีย์ หรือ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก เป็นต้น

การได้เกรดเอรวด หรือได้เกรดสูง ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่เกรดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นตัววัดวุฒิภาวะ ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) หรือคุณลักษณะโดดเด่นอื่น ๆ เช่น การเอาตัวรอดนอกห้องเรียน ความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นต้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่สูงนัก อย่าให้เกรดเป็นอุปสรรคในการตามความฝันของคุณ พร้อมแนวคิดดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณสร้างโอกาสในการได้งานที่ดีโดยไม่พึ่งเกรดมาฝากกัน

1. ทดลองไปฝึกงานที่บริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง

การมีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างจะทำให้คุณได้เปรียบและในบางกรณีดูมี “อะไร” มากกว่าการมีเกรดที่สวยหรู นายจ้างมักต้องการเด็กจบใหม่ที่พร้อมจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระโดยที่ไม่ต้องมีคนมาดูแลมากมาย ขณะเรียนคุณควรหาโอกาสไปฝึกงานตามบริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง ประสบการณ์ในการฝึกงานมากกว่าหนึ่งแห่งในบริษัทที่เชื่อถือได้จะเป็นการรับรองทางอ้อมให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีความสามารถและความน่าเชื่อถือในการทำงานในระดับหนึ่ง

2. ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเด็กเรียนได้เกรดสูง แต่การเป็นเด็กกิจกรรมก็ทำให้คุณได้สั่งเสริมประสบการณ์ด้านต่าง ๆ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรม สมาคมต่าง ๆ ที่มีในมหาวิทยาลัยจะช่วยขัดเกลาและฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณได้ค้นหาตัวเองว่ามีความชอบและความถนัดในด้านใดเป็นพิเศษได้อีกด้วย การได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมทำกิจกรรมนอกหลักสูตรยังจะช่วยฝึกทักษะความเป็นผู้นำ และเปิดโอกาสให้คุณได้ฝึกการจัดการงานอีเวนท์ต่าง ๆ ได้ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คุณได้เปรียบผู้สมัครงานคนอื่น ๆ ที่อาจมีดีแค่เกรดเพียงอย่างเดียวได้

3. ทำงานอาสาสมัครเป็นจิตอาสา

การอาสาสมัครทำงานเป็นจิตอาสาให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในการทำงานและยังได้ช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งนี้ยังทำให้ว่าที่นายจ้างได้เห็นอีกด้านของคุณว่าเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาที่อยากจะช่วยเหลือสังคม

4. ใช้จุดแข็งด้านโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์

หากคุณเป็นเด็กจบใหม่ในตอนนี้ นั่นหมายความว่าคุณได้เปรียบที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ยุคมิลเลนเนียลที่เทคโนโลยีกำลังครองโลก โปรดจำไว้ว่าคนยุคมิลเลนเนียลเช่นคุณคือกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดกลุ่มหลักของธุรกิจเชิงพาณิชย์และนายจ้างส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ฉะนั้นนี่เป็นโอกาสอันดีของคุณที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างประทับใจในทักษะการใช้โซเชียลมีเดียและความรู้ทางเทคโนโลยีของคุณให้เป็นประโยชน์

คุณควรจะรักษาสถานภาพทางโซเชียลมีเดียของคุณให้มีความน่าเชื่อถือ หมั่นอัปโหลดบล็อกส่วนตัวของคุณ และการมีแอคเคานท์ในอินสตาแกรมหรือยูทูปและสร้างคอนเทนท์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยคุณได้หากคุณสนใจในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารโดยใช้โซเชียลมีเดียหรือธุรกิจที่ต้องใช้การตลาดออนไลน์ การมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมหรือยูทูปหลายพันคนจะสร้างความน่าเชื่อถือให้คุณไปโดยปริยายไม่ว่าคุณจะมีเกรดเท่าใดก็ตาม

5. มุ่งเน้นไปที่ทักษะความสามารถที่ถ่ายทอดผ่านงานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากผลการเรียน

ทักษะทางการทำงานที่คุณได้รับและฝึกฝนผ่านการทำงานและทำกิจกรรมต่าง ๆ (Transferable Skills) มีความสำคัญเทียบเท่ากับทักษะทางเทคนิคหรือองค์ความรู้ที่คุณได้รับจากตำราเรียน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีวินัย มีความรับผิดชอบจะทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การมีทักษะการติดต่อสื่อสารและการเข้าสังคมที่ดีที่รู้จักกาลเทศะจะช่วยให้คุณทำงานกับคนอื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะทางการทำงานพื้นฐานที่คุณควรต้องมีและฝึกฝนเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน

การที่คุณได้เกรดต่ำ หรือมีผลการเรียนที่ไม่ดีไม่ได้หมายความว่าโลกของคุณจะดับสูญไป คุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังมีโอกาสรอคุณอยู่มากมาย คำถามคือคุณควรจะใช้ความสามารถและทักษะที่คุณมีอย่างไร และใช้มันไปทำอะไร พวกเราล้วนมีพรสวรรค์และพรแสวงที่ต่างกัน คุณแค่ต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ

เอาใจคนรักการเซลฟี่ หัวเว่ยพร้อมวางจำหน่าย สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e อย่างเป็นทางการในไทย นำเสนอการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติด้วยกล้องหน้าที่มีความละเอียดขนาด 24 ล้านพิกเซล และมี Nude Make up Algorithm ทั้งยังสามารถเซลฟี่ในที่แสงน้อยให้สวยในทุกสถานการณ์ด้วย Light Fusion Portrait Smart Screen Flash เหนือกว่าด้วยการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหลังคู่ขนาด 16 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล เล่นเกมได้ลื่นไหลด้วย RAM ขนาด 4 GB และ ROM ขนาด 128 GB ในระบบปฏิบัติการ Android™ 8.0 และ EMUI 8.0 ชาร์จและถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วด้วย Huawei Fast Charge 2.0 และ USB Type C โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยหน้าจอ HUAWEI FullView Display ขนาด 5.84” และดีไซน์สุดพรีเมี่ยม

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ

HUAWEI nova3e วางจำหน่าย 3 สี ได้แก่ Klein Blue, Midnight Black และ Sakura Pink ในราคา 10,990 บาท

พิเศษสำหรับลูกค้าในงาน Thailand Mobile Expo รับฟรีของสมนาคุณสุดพิเศษ HUAWEI Exclusive Gift Set และ HUAWEI Body Fat Scale มูลค่ารวม 3,980 บาท เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ด้วยสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% และสิทธิ์การรับเงินคืน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พบที่สุดแห่งเทคโนโลยีและโปรโมชั่นสุดคุ้มได้ ณ บูธ HUAWEI โซนแพลนารีฮอลล์ PL6 โซนแพลนารีฮอลล์ PM 11/2 และโซนฟอร์เย่ M4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้ถึง 27 พฤษภาคมนี้

RICOH ได้รับยกย่อง ให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นงานพิมพ์

RICOH ประกาศว่า รายงาน IDC MarketScape ฉบับใหม่ได้กล่าวถึง RICOH ได้รับยกย่อง ว่าเป็น “โซลูชั่นด้านความปลอดภัย ที่ผนวกรวมเอาจุดเด่นด้านบริการการจัดการ, โครงสร้างพื้นฐาน, จัดกระบวนการทำงาน, และพัฒนาซอฟต์แวร์เข้าด้วยกัน จึงทำให้ RICOH ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จำหน่ายชั้นนำที่ให้ความสำคัญด้านระบบการพิมพ์และความปลอดภัยด้านเอกสารโดยเฉพาะ”1 นอกจากนี้ในรายงานของ IDC MarketScape กล่าวว่า RICOH ยังได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำในด้านการประเมินผู้จำหน่ายบริการด้านโซลูชั่นงานพิมพ์และความปลอดภัยด้านเอกสารระดับโลกประจำปี 2560 ซึ่งจากบริการและโซลูชั่นที่แข็งแกร่งนั้นทำให้ RICOH ได้มีโอกาสก้าวไปสู่ตลาดโลก

RICOH ได้รับยกย่อง ให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นงานพิมพ์

RICOH ได้รับยกย่อง ให้เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นงานพิมพ์

ด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบสำนักงานไปสู่ดิจิตอล RICOH จึงประสานบริการและความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย รวมทั้งการให้ความรู้ด้านโซลูชั่นของ RICOH กับคู่ค้าทางธุรกิจ โดย RICOH นั้นมีโซลูชั่นที่หลากหลายสำหรับตอบโจทย์ลูกค้าและนำมาปรับใช้กับสำนักงาน ดังนั้น RICOH จึงนับได้ว่าเป็นคู่ค้าทางธุรกิจที่อยู่เคียงข้างลูกค้าและ ได้รับการพิจารณาเมื่อลูกค้ากำลังมองหาผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นใหม่ ๆ

Robert Palmer ผู้อำนวยการงานวิจัยตลาดด้านโซลูชั่นการสร้างภาพ, การพิมพ์, และระบบเอกสารจาก IDC ระบุว่า RICOH ให้ความสำคัญกับด้านความปลอดภัยเป็นอันดับต้น โดยทุกผลิตภัณฑ์และการบริการได้ถูกออกแบบมาจากพื้นฐานด้านความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่ง RICOH ได้วางรากฐานรองรับไว้อย่างครอบคลุมและแข็งแกร่งทั้งให้กับโซลูชั่นทางเทคโนโลยีและคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อเน้นแก้ปัญหาด้านความปลอดภัยแก่ลูกค้า โดยมีการแบ่งเป็นโครงการสำหรับให้ความสำคัญในแต่ละด้าน อาทิ ความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์และแอพพลิเคชั่น, ความปลอดภัยทางไซเบอร์ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายไปจนถึงความปลอดภัยของข้อมูลและคอนเทนต์ต่าง ๆ ซึ่งทุกโครงการเหล่านี้ต่างประสบความสำเร็จด้วยการสนับสนุนจากรูปแบบการส่งมอบบริการระดับโลกของ RICOH ที่สร้างความเหนือชั้นจากคู่แข่งจำนวนมากในตลาดได้อย่างชัดเจน

สำหรับ RICOH แล้ว “ในเรื่องความปลอดภัยนั้นนับว่าเป็นเสมือนดีเอ็นเอที่อยู่ในสายเลือดของพวกเราทุกคน” ซึ่ง David Lavine รองประธานด้านความปลอดภัยของข้อมูล และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านความปลอดภัยทางไอทีของ RICOH USA และผู้นำทีมด้านความปลอดภัยของ RICOH Company Ltd. กล่าวว่า “เราต่างทำงานอย่างหนักโดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ทั้งนี้เพื่อประเมินความเสี่ยง และมุ่งเน้นเพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามมาตรฐานทั้งในการออกแบบ, การติดตั้ง, และการจัดการโซลูชั่นภายในสำนักงานตลอดการใช้งานเพื่อให้แน่ใจว่า RICOH สามารถปกป้องข้อมูลของลูกค้าได้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีการสร้างข้อมูลใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ควรจะต้องมีมาตรในการป้องกันข้อมูลจากความเสี่ยงทั้งหลายเหล่านี้ RICOH จึงให้ความสำคัญกับด้านความปลอดภัยเป็นอย่างสูง ฉะนั้นตามที่ทาง IDC MarketScape ได้ยกย่องแนวทางของ RICOH จึงนับว่าเป็นแรงผลักดันที่ดีอย่างยิ่งในการพิสูจน์ความสำเร็จ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ที่ RICOH ได้เข้ามาช่วยให้ลูกค้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านผลิตภัณฑ์, บริการ, และโซลูชั่นของ RICOH สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.ricoh.com

1 “IDC MarketScape: Worldwide Security Solutions and Services Hardcopy 2017 Vendor Assessment,”เลขที่เอกสาร#US41988517, ตุลาคม 2560

เกี่ยวกับ IDC MarketScape

รูปแบบการวิเคราะห์ผู้จำหน่ายของ IDC MarketScape ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้มองเห็นภาพความเหมาะสมของผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ICT (เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสาร) ในด้านการแข่งขันสำหรับตลาดของแต่ละกลุ่ม โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยที่ใช้ประโยชน์จากกลไกการประเมินคะแนนอย่างเข้มข้นทั้งเกณฑ์ด้านคุณภาพและปริมาณ จนออกมาเป็นแผนภาพกราฟิกเดียวที่ระบุตำแหน่งผู้จำหน่ายในแต่ละตลาดได้ IDC MarketScape มีกรอบการทำงานที่ชัดเจนที่สามารถระบุถึงชนิดผลิตภัณฑ์และบริการที่มีจำหน่าย, ร่วมกับความสามารถและฟีเจอร์ต่าง ๆ รวมทั้งยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในตลาดทั้งปัจจุบันและอนาคตของผู้จำหน่ายด้านไอทีและโทรคมนาคม ที่สามารถเปรียบเทียบระหว่างกันโดยเห็นภาพชัดเจน นอกจากนี้กรอบการทำงานดังกล่าวยังทำให้ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีสามารถประเมินได้รอบด้านแบบ 360 องศา ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของทั้งผู้จำหน่ายปัจจุบันของตนเอง และผู้จำหน่ายที่น่าจับตามอง

ViewSonic Display Solution Partner Meeting 2018

วิวโซนิค ผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์โซลูชั่นภาพชั้นนำระดับโลกจัดงาน ViewSonic Display Solution Partner Meeting 2018 หวังสร้างส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มในตลาดโซลูชั่นในส่วนองค์กรขนาดกลางและใหญ่รวมถึงตลาดองค์กรการศึกษา ซึ่งมีแนวโน้มการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและยังตอบโจทย์การทำงานยุคดิจิทัล คาดหวังขึ้นแท่นอันดับ 3 ตลาดโปรเจคเตอร์ภายในครึ่งปีแรก ของปี 2561 นี้

ViewSonic Display Solution Partner Meeting 2018

ViewSonic Display Solution Partner Meeting 2018

ภายในงานได้โชว์ถึงการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ทั้งจอแสดงผลระบบสัมผัสอัจริยะขนาดใหญ่ IFP ในรุ่น IFP50 ซีรีย์ และเปิดตัวกับ PX747-4K UHD โปรเจคเตอร์แบบลูกผสมที่ให้ความละเอียดสูงถึง4K สามารถใช้งานได้แม้ไม่ใช่ห้องมืด รวมถึง Laser Projector อีกหลายๆ รุ่นมาโชว์ประสิทธิภาพกันแบบจัดเต็ม การจัดงานในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการยก Full solution มาโชว์กันแบบเน้นๆ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำในตลาด Visual Products อย่างแท้จริง และนี่จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตัวแทนจำหน่ายระดับชั้นแนวหน้าจากทั่วประเทศมากกว่า 30 รายที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ รวมถึงการผนึกกำลัง 2 ยักษ์ใหญ่ดิสทริบิวเตอร์อย่าง SYNNEX และ SVOA ที่ช่วยในการผลักดันผลิตภัณฑ์ “วิวโซนิค” ให้เข้าสู่ตลาดโซลูชั่นอย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย
นายเชาว์ ฟูฮอง ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย บริษัท วิวโซนิค คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์และจอแสดงผลระบบสัมผัสอัจฉริยะขนาดใหญ่ (Interactive Flat Panel Displays) ในปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การทำงานรวมถึงการเรียนการสอนยุคดิจิทัล ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการนำเสนองานไม่ว่าจะเป็น สินค้า หรือบริการ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจใหญ่ นอกจากนี้กลุ่มภาคการศึกษาได้นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้กับสื่อการเรียนการสอน การพัฒนาเทคโนโลยีจอแสดงผลและโปรเจคเตอร์ในปัจจุบันรองรับและตอบโจทย์ยุคดิจิทัลได้อย่างประสิทธิภาพมาก

“เรามีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้รับการยอมรับจาก SI พาร์ทเนอร์ และตัวแทนจำหน่ายชั้นนำของประเทศ ที่ให้เกียรติเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ ที่สำคัญได้เรียนรู้ถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทางวิวโซนิคส่งมอบกับตลาดในยุคดิจิตอลได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง เราจึงเชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีโซลูชั่นการแสดงผลของเราจะเพิ่มมูลค่าในตลาดยิ่งขึ้นในปี 2561 นี้ และสามารถก้าวขึ้นสู่อันดับ 3 ในตลาดโปรเจคเตอร์ภายในครึ่งปีแรกได้อย่างแน่นอน”

ภายในงานได้มีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์โซลูชั่นสำหรับองค์กรต่างๆ รวมไปถึงเทคโนโลยี Laser ,Interactive Solution และ 4K UHD ในรุ่น PX747-4K โปรเจคเตอร์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี XPR ล่าสุดเพื่อฉายภาพความละเอียดที่น่าทึ่งถึง 8.3 ล้านพิกเซลซึ่งเป็นความละเอียดที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน 4K UHD โดยสมาคม Consumer Technology (CTA) ซึ่งเป็นไฮไลท์ของงานด้วยเช่นกัน และอีกตัวที่น่าสนใจ

ไม่แพ้กันกับคือ LS800HD High Brightness Laser Projectors ด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่น ให้ความสว่างสูงถึง 5,000 ANSI lumens ในความละเอียดแบบ FullHD อายุการใช้งาน 30,000 ชั่วโมง กับ SuperColor™ เทคโนโลยีเฉพาะตัวของวิวโซนิค และ Laser phosphor-based ที่ดีไซน์มาเพื่อการติดตั้งระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในห้องประชุมหรือการใช้งาน ในองค์กร ได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบที่สุด

นอกจากนี้เรายังได้โชว์เคสซีรีย์ใหม่ของ ViewSonic ViewBoard® IFP50 ซีรีย์ UHD 4K Interactive Flat Panel Displays จอแสดงผลระบบสัมผัสอัจฉริยะที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ 20-Point Touch Screen สุดล้ำซึ่งเหมาะสมกับการใช้ในห้องประชุมหรือห้องเรียน โดยตัวที่โชว์ในงานจะเป็นรุ่น IFP6550 ด้วยความละเอียด 4K Ultra HD และ ด้วยความสามารถในการสัมผัสพร้อมกัน 20 จุดและมีโปรแกรม ViewSonic vBoard® ที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าแผงควบคุมแบบโต้ตอบ ขนาด 65” นี้ช่วยให้ผู้ใช้หลายคนเขียนหรือวาดบนหน้าจอได้ด้วยนิ้วและสไตลัส ด้วยตัวประมวลผล Quad-Core แบบ built-in รวมทั้งตัวเลือกการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ทำให้จอแสดงผลนี้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ยังได้มีการแสดงผลิตภัณฑ์ ‘ViewBoard S’ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมิติใหม่แห่งการนำเสนอ สามารถทำงานร่วมกันและยังควบคุมให้การนำเสนอเป็นไปอย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ และยังปรับให้เหมาะสมกับการนำเสนอร่วมกับผลิตภัณฑ์แสดงภาพขนาดใหญ่ได้อย่างเหมาะสม

“ด้วยโปรดักส์ไลน์อัพของเราสามารถครอบคลุมทั้งในส่วนการใช้งานปลีกย่อย ออฟฟิต ห้องประชุม และโซลูชั่นการเรียนการสอน ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง” นายแมกซ์ กล่าวเสริม
นอกจากนี้วิวโซนิคได้ผนึกความร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาโปรเจคร่วมกันกับ Intel Corporation ที่ส่งมอบอุปกรณ์อันชาญฉลาด Intel®Unite® เข้ามาทำงานร่วมกับ ViewSonic®ViewBoard® พัฒนาระบบการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพและครบวงจรในห้องเรียนและห้องประชุมให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และให้สามารถจัดการด้าน การสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ (UC) ได้อย่างง่ายดายอีกด้วย และ Logitech Conference CAM อีกหนึ่งพันธมิตรที่วิวโซนิคเชิญเข้ามาร่วมงานในส่วนของ The Logitech® Collaboration Program (LCP) เพื่อส่งมอบความสะดวกสบายในการใช้งานโซลูชั่น Video Conference โดยให้คุณภาพในระดับสูงเช่นกัน

“Viewsonic, See the Difference กับ 31 ปีของผู้คร่ำควอดในเทคโนโลยีด้านการแสดงผลจอภาพ เราได้วางเป้าหมายสำคัญในการโฟกัสให้ประเทศไทยเติบโตในตลาดของ APAC ภายใน 3 ปีนี้ นอกจากการส่งมอบผลิตภัณฑ์ระดับโลกเข้าสู่ตลาดพร้อมกับการพัฒนาการเทคโนโลยีเฉพาะตัวของวิวโซนิคอย่างไม่หยุดยั้งแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขายที่เราการันตีความเป็นมืออาชีพทั้งก่อนและหลังบริการเพื่อให้บรรลุความปรารถนาในการสร้างความแตกต่างให้กับตลาดในปัจจุบัน” นายเชาว์ กล่าวเสริม