เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เสียงนาฬิกาปลุก หรือเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกดังลั่นหัวนอน กับภาพที่คุณสะลึมสะลือควานหาปุ่มหยุดเสียง ต้องตื่นไปทำงานอีกแล้วหรอเนี่ยถึงจะเป้นพนักงานออฟฟิสหรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามเถอะ แล้วก็ทิ้งตัวลงนอนต่ออีกครั้ง แล้วคุณก็ต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะความตกใจกับเวลาที่หายไปจากความขี้เกียจในการไปทำงาน ความลุกลี้ลุกลนออกจากบ้าน เดินทางไปทำงานด้วยความกระวนกระวาย จบท้ายในช่วงเช้ากับการเข้างานสายไปเกือบๆชั่วโมง

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เริ่มต้นวันด้วยความไม่สดใสตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน สุดท้ายแล้วคุณก็กลับมานั่งเนือยที่โต๊ะทำงานคุณใหม่ ตามด้วยการทำงานแบบเซ็งๆ ความขี้เกียจในที่ทำงาน ยังคงลากยาวไปช่วงบ่ายด้วยการสัปงกที่โต๊ะทำงาน และที่ประหลาดคือเมื่อใกล้เลิกงาน คุณจะสดชื่นเหมือนได้ยาบำรุงเป็นอย่างดีพร้อมกลับบ้าน

ก่อนอื่น ถามตัวเองเสียก่อน คุณขี้เกียจทำงานจริงๆหรือแค่เหนื่อยเกินไป

ความขี้เกียจในที่ทำงาน เริ่มเป็นปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
จริงๆแล้ว ความขี้เกียจในที่ทำงานทำให้คุณทำงานไม่เสร็จตามกำหนดด้วยใช่หรือเปล่า การทำงานให้เสร็จต้องล่าช้าไปเกินกว่าเวลาปกติเพียงเล็กน้อยก็ยังนับว่ายังพอรับได้อยู่ แต่ถ้าความขี้เกียจนั้นสร้างปัญหาในการทำงานของคุณต่อไปล่ะ ? การเลื่อนส่งงานทำให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไปเรื่อยๆ เมื่อคุณเลื่อนเดดไลน์ส่งงานไปครั้งหนึ่งแล้ว การประเมินผลงานของคุณหรือแม้กระทั่งการได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรโมตก็อาจมีผลด้วยทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีผลโดยตรงกับความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพการทำงาน

ยังมีวิธีการหยุดความขี้เกียจนี้ การทำให้ตัวเองกระปรี้กระเปร่า กระตุ้นตัวเองให้พร้อมเริ่มงานในทุกเช้า ลองใช้กลยุทธ์ทั้ง 7 แบบนี้ในการสู้กับความขี้เกียจและค้นหาแรงบันดาลใจในวันที่คุณขี้เกียจทำงานดูครับ

วิธีการหยุดความขี้เกียจในที่ทำงาน
1. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

คุณต้องระบุปัญหาที่เกิดก่อนที่คุณจะแก้ไขปัญหานั้นได้ การบอกแค่เพียงคุณขี้เกียจในที่ทำงานนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เลิกโทษอย่างอื่นแล้วยอมรับความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้คุณขี้เกียจในการทำงานซึ่งมีแต่จะทำให้งานออกมาแย่หรือพลาดเดดไลน์ในการทำงานไป

ลองมองดูงานที่คุณเพิ่งทำผ่านไปไม่กี่วัน คุณได้โยนงานให้คนอื่นแบกอยู่หรือเปล่า คุณเป็นพนักงานในทีมแบบไหนกัน ? ลองประเมินพฤติกรรมในการทำงานของคุณ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะขี้เกียจทำงาน การประเมินด้วยตัวคุณเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงผลงานของคุณเอง พฤติกรรมของคุณมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะปรับปรุงและพัฒนามันได้

2. ใช้ตัวช่วยวางแผนการทำงาน

เปลี่ยนความขี้เกียจในการทำงานแต่ละวันด้วยการใช้แพลนเนอร์เพื่อช่วยวางแผนการทำงาน การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญในการทำงานแทนที่การทำงานแบบเฉพาะหน้านั้นมีความสำคัญมากที่สุดซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้น การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้คุณโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นและทำให้เสร็จตามแผนคุณจะรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายและมีแรงกระตุ้นในการทำงาน

ลองใช้แพลนเนอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ bullet เพื่อเน้นความสำคัญ คุณสามารถสร้างรายการทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยแพลนเนอร์นั้นไม่ควรจะซับซ้อนจนเกินไป มีเพียงลำดับรายการที่คุณต้องทำให้เสร็จและไม่ต้องลงงานที่ไม่สำคัญลงในนั้น

3. ตั้งเป้าหมายเป็นประจำ

การทำงานง่ายๆให้สำเร็จตามเป้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุณก็ยังต้องการเป้าหมายในการพัฒนาด้วยเช่นกัน เป้าหมายดังกล่าวควรจะช่วยให้คุณเกิดการพัฒนาทักษะและการรับมือในสถานการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจตั้งเป้าในการเลื่อนขั้น ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นหรือรู้จักเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายดังกล่าวอาจกำหนดเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาสหรือรายปี พยายามรายงานผลการทำงานให้เป็นประจำสม่ำเสมอด้วย

เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้คุณมีทิศทางในการทำงานใสมากยิ่งกว่าเดิม และช่วยขจัดความขี้เกียจในระหว่างวันทำงานอีกต่างหาก

4. พักเสียบ้าง

การพักไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหายขี้เกียจแล้ว ยังช่วยลดความเครียดและการขาดเป้าหมายในการทำงานได้อีกด้วย ช่วยให้เติมเต็มไฟในการกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง การพักในระหว่างการทำงานยังช่วยไม่ให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งจะก่อให้เกิดความขี้เกียจอีกด้วย

5. สร้างลักษณะนิสัยที่ดีนอกเหนือที่ทำงาน

ถ้าคุณสามารถสร้างรูปแบบการทำงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนอกเหนือจากในที่ทำงานแล้ว คุณสามารถนำไปใช้ในที่ทำงานได้เช่นเดียวกัน คุณสามารถเลือกที่จะใช้เวลาทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่าเสียเวลากับการนั่งดูซีรีย์ที่บ้านเป็นชั่วโมงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าวหรือทำความสะอาดบ้านเพียงไม่กี่นาทีก่อนทำอย่างอื่น อย่าลืมเรื่องของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพกายคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังชีวิตการทำงานของคุณอีกด้วย การออกกำลังกายช่วยให้คุณสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆได้และช่วยให้คุณรู้สึกมีแรงกระตุ้นและพยายามยิ่งกว่าเดิม การออกกำลังกายด้วยตารางการฝึกง่ายๆช่วยขจัดความขี้เกียจและได้รับแรงกระตุ้นดียิ่งขึ้น

6. จัดการปัญหาต่างๆที่แอบแฝงอยู่

ถ้าคุณพบว่าตัวเองยังขี้เกียจในที่ทำงาน แน่ใจหรือยังว่าไม่มีปัญหาอื่นๆซ่อนอยู่มีผลต่อคุณ สาเหตุที่คุณขี้เกียจอาจจะมาจากปัญหาอื่นๆก็เป็นไปได้ เช่น หากคุณรู้สึกหมดแรง คุณอาจต้องปรับการทานอาหาร หรือหากคุณนอนไม่หลับ อาจมีสาเหตุมาจากที่นอนหลับพักผ่อนที่ไม่โอเคก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสาเหตุจากความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาจากความไม่พึงพอใจในทีี่ทำงาน อาจเกิดจากงานที่ไม่เหมาะสมกับคุณก็เป็นไปได้ ลองหางานใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีตัวเลือกงานและบริษัทให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของแต่ละคนด้วยครับ เมื่อคุณได้งานที่ดี แรงบันดาลใจในการทำงานจะกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

7. ให้รางวัลตัวเอง

เมื่อคุณสามารถปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้แล้ว คุณก็ควรจะให้รางวัลตัวเองได้ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ สร้างระบบการให้รางวัลสำหรับคุณเอง ทำให้คุณมีแรงกระตุ้นอยู่เสมอ และทำให้เห็นว่าคุณเองก็สามารถมาได้ไกลมากแค่ไหนแล้ว เพียงเท่านี้คุณก็จะก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจไปได้

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยรายงาน Global Digital Transformation Benefits Report 2019 รายงานเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลทั่วโลก ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นการนำเสนอบทพิสูจน์ที่เห็นเป็นรูปธรรมของพลังแห่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทั้งในอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และภาครัฐฯ บทพิสูจน์ดังกล่าว ล้วนมาจากประโยชน์ทางธุรกิจในหลายรูปแบบทั้งในเชิงลึก เชิงปริมาณ จาก 230 โครงการของลูกค้าที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ให้บริการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จาก 41 ประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้ EcoStruxure ซึ่งเป็นทั้งแพลตฟอร์ม และสถาปัตยกรรมของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

เป้าหมายของรายงานดังกล่าวคือการนำเสนอการเปรียบเทียบศักยภาพของการปฏิรูปดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่นบนฐานของความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน โดยหัวใจสำคัญของรายงานดังกล่าวคือ ประโยชน์หลักที่ธุรกิจจะได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลใน 12 เรื่อง ซึ่งแยกออกเป็น 3 ประเภท แต่ละประเภทล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) รวมถึงประเด็นความยั่งยืน ความเร็ว และประสิทธิภาพ ทั้งนี้การรายงานมุ่งเน้นที่ 4 กลุ่มหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ได้แก่อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมดอยู่ระหว่างการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานทั้งเรื่องวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงการทำงาน และการพักผ่อน

การประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญมาก

บทพิสูจน์ที่ได้จากรายงาน นับเป็นการจบข้อกังขาและความกังวลในตลาดที่ว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่แพง เพราะต้องใช้ระบบใหม่และการทำงานร่วมกับกระบวนการเดิม ซึ่งจากที่รายงานได้ศึกษาโครงการของลูกค้า ชี้ให้เห็นถึงบทพิสูจน์ที่ได้ผลตรงกันข้าม

โดยการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ทางวิศวกรรมไปสู่ระบบดิจิทัล สามารถช่วยธุรกิจและองค์กรต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และใช้เวลาได้อย่างเหมาะสมได้ถึง 35% โดยเฉลี่ย นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้สินทรัพย์และระบบงานใหม่ เฉลี่ยถึง 29%

การศึกษายังเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล เพื่อควบคุมการใช้ IoT ให้ผลลัพธ์ในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความยั่งยืน โดยทั้งองค์กรและภาคธุรกิจต่างรายงานถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้พลังงานได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล

ในการประยุกต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม การปฏิรูปสู่ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น เช่น เพิ่มผลผลิตมากขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ใช้วัตถุดิบน้อยลง ใช้แรงงานต่อชั่วโมงน้อยลง โดยสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 50% เหล่านี้เป็นผลที่ได้จากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ผ่านห่วงโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการติดตาม IoT ตลอดจนการช่วยให้สายการผลิตดำเนินงานได้โดยอัตโนมัติ

ทศวรรษแห่งประสบการณ์ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เริ่มเดินทางสู่การปฏิรูปดิจิทัลหลายปีมาแล้ว โดยในปี 2009 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัว EcoStruxure™ ซึ่งเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ติดตั้งง่ายแบบ plug and play อีกทั้งยังเป็นระบบเปิด สามารถทำงานร่วมกันกับระบบอื่นๆ ได้

ปัจจุบันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เพิ่มบริการด้านคลาวด์และดิจิทัล เพื่อให้ EcoStruxure™ สามารถนำเสนอประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการเชื่อมต่อ โดย EcoStruxure™ ได้นำความล้ำหน้าด้าน IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มาช่วยในการนำเสนอนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีเชื่อมต่อ ระบบควบคุมการใช้อุปกรณ์ปลายทาง (Edge Control) และแอปพลิเคชั่น รวมถึงการวิเคราะห์ และบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายให้การสนับสนุน และมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับอุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ โดยมีการบริหารจัดการ ผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ ซึ่งจำนวน 45 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปี 2017 ทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ IoT ที่สร้างบนแพลตฟอร์ม EcoStruxure™

เรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นที่ปรากฏในผลรายงานเกี่ยวกับพลังแห่งดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ก็คือ เมื่อธุรกิจก้าวเข้าสู่ดิจิทัลทั้งการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ทั้งสองส่วนทำงานผสานกันเพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นหนทางเดียวที่จะสร้างเสถียรภาพ และประสิทธิภาพให้กับทั้งบริษัท ด้วยเทคโนโลยีเช่น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ทำให้หลายบริษัทสามารถสร้างประสิทธิภาพ และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน” มร.ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “รายงานของเราชี้ให้เห็นว่าธุรกิจและองค์กรมากมาย ล้วนต้องการอำนาจที่เชื่อมั่นได้ ในการบริหารจัดการความซับซ้อน เพื่อปลดล็อคประสิทธิภาพการปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้อย่างเต็มพิกัด ซึ่งเทคโนโลยีของเราสร้างบน EcoStruxure™ ช่วยควบคุมพลังแห่งดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีความน่าเชื่อถือ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทั้งหมด ให้ความยั่งยืน นับว่าเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่นี้อย่างแท้จริง”

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น?

นั่งทำงานมาจนจะครบปี งานบนหน้าตักยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำงานก็พลาดบ่อย นายก็น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานก็ไม่น่าคบ ครั้นจะลาออก เปลี่ยนงานใหม่ก็เสียดายเงินเดือน เจอแบบนี้ทั้ง งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ ทำอย่างไรดีหละ? ถึงคุณจะเป็น ฟรีแลนซ์ ก็ต้องเจอลูกค้าแบบนี้เช่นกัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวันจันทร์ และนั่งทำงานแบบเคาท์ดาวน์รอวันศุกร์ อยากบอกคุณว่า โชคดีแค่ไหนที่คุณมีงานทำ และนี่คือวิธีจุดไฟทำงานในตัวคุณเองได้ง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับการทำงานของคุณ

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น?

หาเวลาพักผ่อน

การนั่งทำงานบนความเบื่อหน่ายนาน ๆ ยิ่งทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรีบเคลียร์งานให้เสร็จ ใช้สิทธิวันลาทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่คุณไม่เคยไป พร้อมพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มโปรด และเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย

หากบริษัทของคุณมี flexible benefit (สวัสดิการแบบยืดหยุ่น) ให้ แล้วคุณไม่เคยใช้มันเลย เวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะนำไปใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำสปา ฟิตเนส นวดหน้าทำหน้า ซื้อหนังสือ เสื้อผ้า หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณอยากได้ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ตามแต่ละบริษัทของคุณ ที่จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและพักผ่อนได้ จะยิ่งเพิ่มความสุขให้คุณขึ้นได้

นึกถึงวันทำงานวันแรก

หลังกลับจากการลาพักร้อนแล้ว หากยังรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ให้คุณนึกย้อนไปถึงวันแรกที่บริษัทตอบรับคุณเข้าทำงาน ข้อดีต่าง ๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมทำงานในบริษัท นึกถึงความตื่นเต้นตอนเจ้านายมอบหมายงานชิ้นแรกให้คุณ ความกระตือรือร้นที่คุณพยายามทำช่วงทดลองงานจนผ่านโปร อาจจะช่วยจุดไฟในตัวคุณได้

มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่บวกจะช่วยทำให้คุณผ่านพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ลองคิดดูว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ ในขณะที่ใครหลายคนกำลังตกงาน ในขณะที่เจ้าของกิจการหลายรายกำลังประสบปัญหาขาดทุน แต่คุณเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน มีเงินส่งเลี้ยงดูพ่อแม่ มีเงินส่งลูกเรียนในโรงเรียนดี ๆ มีเงินซื้อของที่อยากได้ มีเงินท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป

ปิดหูปิดตา

เมื่อต้องเจอกับเจ้านายที่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าคบ ให้คุณมาทำงาน -เลิกงานตามเวลาที่บริษัทกำหนด เดินเข้าออฟฟิศแบบปิดหููปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท ก้มหน้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ผลงานออกมาตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หรือหากมีโอกาสทำงานใหญ่ คุณอาจรับอาสาทำแบบเงียบ ๆ ตั้งใจทำให้เสร็จ เพื่อผลงานเข้าตาผู้บริหารใหญ่ คุณอาจได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งงาน

ให้รางวัลตัวเอง

เคยคิดบ้างไหมว่าทุกวันนี้ คุณก้มหน้าก้มตาทนทำงานด้วยความเครียดไปเพื่ออะไร? หากคุณยังตอบไม่ได้ คุณลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น “หากชั้นทำงานโปรเจคนี้สำเร็จ ชั้นจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมหรู หรือการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาสะพายไปทำงาน และหากคุณมีเงินมากพอ อาจตั้งเป้ารางวัลให้ตัวเองด้วยการนำโบนัสปลายปี ไปซื้อบ้านหลังใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ได้

หาเวลาพัฒนาตัวเอง

หากงานมันซ้ำซากจำเจมากนัก ลองหาเวลาลงสมัครเรียนคอร์สระยะสั้น หาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในสายงานที่คุณทำ ให้คุณมีโอกาสมองเห็นโลกที่มันกว้างกว่าสังคมออฟฟิศเดิม ๆ ของคุณ ได้รู้จักเพื่อนร่วมคอร์สเรียนใหม่ ๆ ซึ่งคุณอาจนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนางานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน หรือมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในตำแหน่งสูงขึ้น และผลตอบแทนมากขึ้นได้

หาเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังเลิกงานประมาณ 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) และสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง มีไฟที่จะทำงานอีกด้วย

คำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงเปลี่ยนงานถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานที่ตอบยากที่สุดคงหนีไม่พ้น “เพราะอะไรคุณถึงเปลี่ยนงาน” เป็นที่รู้กันว่าการที่คนหนึ่งคนคิดจะเปลี่ยนงานย่อมหนีไม่พ้นความไม่พอใจที่ทำงานเก่าในด้านต่างๆ เมื่อเจอ คำถามสัมภาษณ์งาน ก็ไม่อยากตอบว่าเป็นเรื่องระบบงาน หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน การเมืองในที่ทำงาน เงินเดือนหรือสวัสดิการ แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็หลีกหนีไม่ค่อยจะพ้น ครั้นจะเล่าเรื่องเหล่านี้ก็เกรงว่าจะดูเป็นคนช่างเม้าท์ ไม่มีความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แท้จริงแล้วเบื้องหลังของคำถามนี้มักจะเป็นเพียงการถามเพื่อทดสอบทัศนคติของคุณ ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะตอบคำถามนี้ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่คุณประสบพบเจอมาแม้ว่าที่ทำงานเก่าจะไม่ดีจริง ๆ ก็ตาม มาลองตอบคำถามนี้ด้วยการเน้นไปที่หนึ่งในสามประเด็นดังต่อไปนี้กันดูดีกว่า

คำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงเปลี่ยนงานถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

คำถามสัมภาษณ์งาน ทำไมถึงเปลี่ยนงานถ้าไม่มีความสุขกับงานที่ทำ

ตัวเอง

เช่น คุณต้องการเปลี่ยนงานเพื่อความก้าวหน้า เพื่อโอกาสในหน้าที่การงานที่เพิ่มขึ้น หรือเพื่อตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น

ตัวงาน

ตัวเนื้องานที่สมัครมีความน่าสนใจและความท้าทาย อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้คุณได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ เช่น ได้ใช้ภาษาต่างประเทศ มีการเดินทาง การติดต่อกับต่างชาติ มีโอกาสได้ทำโปรเจคใหญ่ระดับประเทศ

ตัวบริษัทที่สมัครงาน

หากเป็นบริษัทใหญ่ คุณสามารถกล่าวถึงความมั่นคง ระบบที่ดี ความภาคภูมิใจที่ได้อยู่องค์กรระดับชาติ หรือแม้จะเป็นบริษัทเล็ก ก็ยังสามารถเปิดโอกาสให้คุณทำงานอย่างครบวงจรมากขึ้น หรือได้ทำงานที่เฉพาะทางมากขึ้น

ไม่มีคำตอบตายตัวสำหรับคำถามนี้ แต่ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้เหตุผลไหนเป็นหลักในการตอบ อย่าลืมว่าคำตอบของคุณจะต้องเป็นเหตุผลที่แท้จริงสำหรับตัวคุณด้วย เพียงแต่แทนที่จะเน้นที่เรื่องลบ เราอยากให้คุณเน้นมองไปที่มุมบวกและอนาคต มองไปถึงสิ่งที่คุณสามารถมอบให้บริษัทใหม่ และสิ่งที่คุณหวังจะได้รับจากบริษัทใหม่มากกว่า อย่างไรก็ตาม คุณสามารถดูสถานการณ์ของผู้สัมภาษณ์ได้เช่นกัน บางครั้งการบอกเหตุผลออกไปตรง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพียงแต่ต้องระวังเลือกใช้คำพูดให้สุภาพและบอกข้อมูลตามความเป็นจริง ไม่เสริมแต่งด้วยอารมณ์จนกลายเป็นความดราม่า

สุดท้ายแล้ว เหนือกว่าคำตอบใด ๆ การสื่อสาร บุคลิกภาพ คุณสมบัติและความสามารถของคุณต่างหาก ที่จะส่งผลต่อบริษัทใหม่ในการพิจารณารับคุณเข้าทำงานหรือไม่ อย่ากังวลที่คำถามใดคำถามหนึ่งมากจนเกินไป ตอบคำถามสัมภาษณ์งานต่าง ๆ ด้วยทัศนคติในแง่บวก และเตรียมตัวให้พร้อม มีการซ้อมก่อนการสัมภาษณ์งานจริง ทั้งหมดนี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณทำได้ดีไม่ว่าจะเจอคำถามแบบไหนแน่นอน

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่เพียงการตอบคำถามกับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว หากผู้ประกอบการไม่ได้ถามคำถามในทางที่คุณจะนำเสนอคุณสมบัติได้อย่างเต็มที่ คุณอาจคิดว่าต้องหมดโอกาสได้งานจากการสัมภาษณ์งานครั้งนี้แล้วแน่ แต่คุณสามารถเลือก คำถามในตอนสัมภาษณ์ ได้นะ เพราะคุณยังไม่ได้นำเสนอความโดดเด่นของตัวเองให้ผูประกอบการได้เห็นเลย อย่ากังวลไปค่ะ คุณยังสามารถทำคะแนนได้ในช่วงที่ผู้ประกอบการเปิดโอกาสให้คุณถามคำถามกลับได้อยู่

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

การตั้งคำถามของคุณจะเป็นวิธีที่แสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน คุณเข้าใจทิศทางและเป้าหมายของบริษัท และคุณมั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้บริษัทไปถึงเป้าหมายนั้นได้ โดยคำถามที่ทำให้ผู้ประกอบการสนใจคุณได้มากที่สุด ได้แก่

1. สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุดคืออะไร และงานของผม/ ดิฉันมีความสำคัญกับบริษัทอย่างไร คำถามนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของคุณ ความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมกับบริษัท ในขณะเดียวกันคำตอบที่คุณได้รับจะทำให้คุณเห็นภาพตัวคุณในบริษัทนี้ ได้ชัดเจนขึ้นว่าคุณจะเข้าไปอยู่ในจุดไหนของบริษัท และมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด

2. สไตล์การทำงานของบริษัทเป็นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร คำถามนี้จะทำให้คุณได้ทราบว่า บริษัทนี้มีวิธีการทำงานอย่างไร คุณจะปรับสไตล์การทำงานของคุณให้เข้ากับบริษัทนี้ได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ประกอบการรู้จักตัวคุณและสไตล์การทำงานของคุณจากการพูดคุยในประเด็นนี้

3. สิ่งสำคัญที่สุดที่ผม/ ดิฉันสามารถทำให้สำเร็จภายใน 60 วันแรกคืออะไร คุณจะทราบความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณ อะไรที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ และใช้ในการทดสอบฝีมือของคุณ คำถามนี้บอกให้ผู้ประกอบการรู้ว่าคุณเอาจริง และกระตือรือร้นที่จะทำงานนี้

4. ช่วยยกตัวอย่างลักษณะที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ที่สุดสำหรับองค์กรได้ไหมครับ/ คะ คุณจะทราบแนวทางในการปฏิบัติและการวางตัวในมุมมองของผู้ประกอบการที่มีต่อพนักงานเมื่ออยู่บริษัทนี้ คุณอาจพบว่า บางเรื่องที่คุณคิดว่าเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้วกลับไม่เล็กเลยก็ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณรู้ว่าจะต้องระวังในเรื่องใดบ้าง ที่สำคัญผู้ประกอบการจะเห็นว่าคุณมีการเตรียมพร้อมในการทำงานมากแค่ไหน

5. วิธีการประเมินผลงานเป็นอย่างไร และผม/ ดิฉันจะทราบได้อย่างไรว่า ผลงานของผม/ ดิฉันบรรลุตามความคาดหวังของคุณแล้ว แสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณเป็นมืออาชีพในการทำงาน ส่วนคุณจะทราบแนวทางการวัดผลการทำงาน ว่าบริษัทใช้ KPI ตัวไหนในการประเมินผลงาน และยังทราบแนวทางในการทำงานให้บรรลุความคาดหวังของผู้ประกอบการอีกด้วย

6. จากที่เราคุยกันถึงคุณสมบัติของผม/ ดิฉัน และตำแหน่งงานนี้ คุณคิดว่าผม/ ดิฉันสามารถประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้ได้ไหมครับ/ คะ คำถามนี้ดูเหมือนถามตรง ๆ ว่ามีโอกาสจะได้งานหรือไม่ แต่ในตัวคำถามบอกถึงความตั้งใจ และความปรารถนาที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ให้ประสบความสำเร็จ จากคำถามนี้คุณจะได้ทราบความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่มีต่อตัวคุณ ว่าคุณเข้าตาผู้ประกอบการหรือไม่ และมีส่วนไหนที่ควรปรับปรุงหรือเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณในการทำงานต่อไป

คนส่วนใหญ่เมื่อเจอปัญหาหรือห้องสัมภาษณ์เงียบมักจะตระหนก ลนลาน และเงียบไปทั้งห้องในที่สุด ทำให้เกิดช่องว่างของการสัมภาษณ์งานและให้ความอึมครึมไม่เป็นที่โปรดปรานทั้งตัวคนถูกสัมภาษณ์ และผู้สัมภาษณ์เองก็ตาม การที่เรารู้จักแสดงตัวตนขยับนิดพูดหน่อยจะทำให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพิ่มบรรยากาศให้มีความตึงเครียดน้อยลง ซึ่งมันส่งผลดีกับทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียวกับการถามคำถามและการตอบคำถามที่คาดว่าอยากจะได้ยินจากคนเหล่านั้น ซึ่งทักษะตรงนี้แนะนำให้ฝึกบ่อยๆ พยายามพูดคุยกับผู้คนรอบตัวเพื่อขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น แน่นอนว่าตัวคุณเองไม่รู้สึกแต่คนรอบข้างจะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงการแสดงออกและบริบทในการพูดที่ดียิ่งขึ้นไป อย่างน้อยๆ คนใกล้ตัวที่สุดก็ต้องเป็นครอบครัว หรือเพื่อนๆ ที่คุณพบเจอบ่อยๆ นั่นเอง

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คนที่จะไปสัมภาษณ์งานมีความพร้อมและเตรียมตัวอย่างดีก่อนจะเข้าไป เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวเองทั้งยังเพิ่มความมั่นใจได้ดีสุดๆ เลยละ และเป็นการผลักดันตัวเองให้เผชิญหน้ากับปัญหาและคำถามที่ต้องเจอแบบไม่ลังเล ทำให้ความโดดเด่นของการสัมภาษณ์งานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จนไม่แน่การสัมภาษณ์งานของคุณอาจจะราบลื่นจนคุณเองยังต้องทึ่งเลยทีเดียว และทำให้การสัมภาษณ์งานของคุณสวยหรูผ่านได้สบายเลยนะ เน้นย้ำสิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นใจในการพูดและการตอบคำถามได้ตรงประเด็นและชัดเจนที่สุด ช่วยเพิ่มคะแนนความหนักแน่นมากขึ้นส่งผลกับการทำงานเมื่อเข้ามาอยู่ในบริษัทนั้นๆ แล้วคุณสามารถที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ เอาละถ้าหลายๆ คนเตรียมตัวเตรียมใจกันพร้อมแล้วก็ลุยได้แบบหายห่วง และขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปกันนะจ้ะ

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

กลายเป็นอคติกลาย ๆ เมื่อต้องร่วมงานคนรุ่นใหม่ในองค์กร ภาพจำเดิม ๆ เกี่ยวกับ คนยุคใหม่ Gen Y, Z จะจริงแท้ประการใด เรามาร่วมกันเปิดใจ ลองมองคนทำงานรุ่นใหม่ ด้วยมุมมองที่ต่างออกไปกันอีกครั้ง ว่าเป็นไปตามที่ใคร ๆ เขาว่ามาหรือไม่ … ไม่แน่ว่าเด็กรุ่นใหม่ก็อาจมีข้อดีในการทำงานอีกมากมายที่หลาย ๆ คนอาจมองข้ามไปก็ได้

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

1. เชื่อมั่นในตัวเอง รักอิสระ

คนทำงานยุคใหม่มี background ที่เติบโตมาจากการดูแลตัวเองเป็นหลัก เนื่องจากถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านอยู่ตลอด พวกเขาจึงเติบโตแบบดูแลตัวเองได้ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองอย่างมาก จึงชอบทำงานสไตล์ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม ขณะเดียวกันก็ต้องการอิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน ภายใต้รูปแบบและกระบวนการที่พวกเขาคิดขึ้นมาด้วยตนเอง การตีกรอบในการทำงานจึงไม่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ด้วยประการทั้งปวง ลองคิดในอีกแง่ว่า การคิดนอกกรอบบ้าง ก็อาจได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่น่าสนใจให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

2. เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี

การเติบโตมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างทันสมัย ทำให้คนทำงานยุคใหม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีไปโดยอัตโนมัติ บางคนไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือได้ เห็นได้จากเวลาสัมภาษณ์งานคนรุ่นใหม่ พวกเขาต้องการรู้ข้อมูลจากบริษัทมากไปกว่าการรู้เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ แต่ยังต้องรู้ด้วยว่าบริษัทที่เข้าไปร่วมงานด้วยนั้นใช้เทคโนโลยีแบบใด และให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในการทำงานมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

3. อยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

คนทำงานยุคใหม่ไม่ต้องการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่ต้องการรอจนเกษียณถึงจะได้บำเหน็จหรือบำนาญ แต่ต้องการที่จะรู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้างในปัจจุบัน เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และพวกเขาจะได้รับอะไรจากองค์กรบ้างในวันนี้ ไม่ใช่อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า หากองค์กรไม่สามารถชี้แจงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานใหม่ได้อย่างไม่ลังเลเช่นกัน

4. มีสายเลือดผู้ประกอบการ ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่

คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนายตัวเองอย่างสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินงานต่าง ๆ ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองตั้งแต่ยังอายุน้อย พลังความอยากรู้อยากลอง การได้ทดลองลงสนามการทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ หากนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร จะเอื้อให้องค์กรมีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมีทางเลือกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

5. มีพลังที่จะรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ

ใครที่คิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบอาจต้องคิดใหม่ เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นการสร้างความท้าทายในชีวิต และเป็นโอกาสในการสร้างเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้การได้รับการมอบหมายงานเพิ่มขึ้นยังทำให้พวกเขารู้สึกถึงการได้รับความเชื่อถือจากหัวหน้างาน สร้างแรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรได้อย่างมาก

6. ไม่ชอบให้ใครล้ำเส้น

ไม่มีใครชอบโดนบ่นโดนว่าเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ที่คนทำงานรุ่นใหม่มักตกเป็นเป้าหมายของการเข้าไปจุกจิกจู้จี้ของหัวหน้างาน ก็เพราะพวกเขาชอบทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาว่าง และอาจใช้เวลาที่เหลือไปแบบไม่มีประโยชน์ หัวหน้างานพบเข้าก็ต้องโดนตำหนิ คนรุ่นใหม่จึงรู้สึกว่าถูกล้ำเส้น มีคนเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากเกินไป หากอยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างราบรื่น อย่าปล่อยให้พวกเขาว่าง คอยป้อนงานหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ทำอยู่เสมอ จะได้ฝึกฝนฝีมือ แบ่งเบาภาระเพื่อนร่วมงาน และไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายจนต้องหาอย่างอื่นทำเพื่อฆ่าเวลา

7. มองหาความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ไม่หยุดนิ่ง

คนยุคนี้มีความพร้อมในการปรับตัวกับกลุ่มคนใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ ๆ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การให้คนรุ่นใหม่ติดอยู่กับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น จะทำให้พวกเขาไม่มีความสุขในการทำงาน ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตพัฒนาด้านความรู้ ทักษะ ได้พบปะกับกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสั่งสมประสบการณ์ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของทั้งตัวคนทำงานและการเติบโตขององค์กรในอนาคต

8. มองเห็นคุณค่าในตนเอง

คนรุ่นใหม่ชื่นชอบองค์กรที่ลงทุนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร และดูแลบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีความสุขในทุกด้าน หากองค์กรตอบโจทย์ได้ตรงจุด พวกเขาก็จะทุ่มเททำงานแบบสุดตัวเช่นกัน และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ยังรับรู้ว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับคนทำงาน และมองเห็นคุณค่าในตัวคนทำงานทุกคน

ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ไร้กังวลการเงินติดขัด ด้วยหลักสูตรชีวิตที่ครบ

คนทำงานทุกคนย่อมต้องการมีอิสระในการเลือกสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของเรา ทำงานที่รักไปด้วย ใช้ชีวิตได้อย่างที่ชอบ ไปเที่ยวได้ ช็อปปิ้งได้ แม้อาชีพที่ทำอยู่จะเป็นพนักงานออฟฟิส รับจ้างทั่วไป นายจ้าง หรือแม้กระทั่ง ฟรีแลนซ์ เองก็ตาม จะไร้ปัญหาหรือกังวลเรื่องการเงิน มีเคล็ดลับมาบอกรับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถ หากอยากก้าวสู่ความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ทุกคนปรารถนา

ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ไร้กังวลการเงินติดขัด ด้วยหลักสูตรชีวิตที่ครบ

ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ไร้กังวลการเงินติดขัด ด้วยหลักสูตรชีวิตที่ครบ

ทำอย่างไรให้เงินออมของเราเติบโต

1. ปลดหนี้ระยะสั้น : ก่อนจะคิดทำการใหญ่ อันดับแรกต้องหาทางปลดฤทธิ์หนี้สั้นให้ได้ หนี้สั้นที่ว่านี้ก็คือหนี้ที่ต้องรีบใช้คืนภายในระยะเวลา 1 ปี หรือน้อยกว่า เช่น หนี้จากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดทั้งหลาย หรือผ่อนสินค้า 0% 10 เดือน 12 เดือน ฯลฯ ซึ่งหนี้เหล่านี้ต้องมีการชำระทุกเดือน และวิธีที่ดีที่สุดในการปลดหนี้ก็คือการชำระเงินให้เต็มจำนวน จำไว้ว่ายิ่งปล่อยไว้นาน ดอกเบี้ยยิ่งมาก และพยายามอย่าก่อหนี้เพิ่มเติม เพื่อเริ่มขยับ step ต่อไป

2. ขยันเก็บเงิน : มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา หากไม่มีแผนลาออกจากงาน หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงตกงาน ย่อมมีรายได้ที่แน่นอนเข้ามาทุกเดือน หลังจากหักค่าใช้จ่ายประจำ รวมถึงหนี้สินต่าง ๆ ก็ยังอยู่ได้สบาย ๆ จนอาจเผลอใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย เดือนไหนค่าใช้จ่ายน้อย เหลือเงินเยอะ ก็หมดไปกับการใช้จ่ายสิ่งฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่มีเงินเก็บสักที สำหรับมือใหม่หัดออม แนะนำคาถาประจำตัวง่าย ๆ นั่นก็คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินออม

3. ควบคุมการใช้จ่าย สร้างวินัยทางการเงิน : ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้เหมาะสมกับ lifestyle ของตัวเรา แน่นอนว่าเงินเก็บยิ่งเยอะ ก็ยิ่งดีกับตัวเรา แต่การประหยัดอดออมมากเกินไปจนใช้ชีวิตลำบาก อาจทำให้ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ส่งผลให้ท้อแท้และล้มเลิกความตั้งใจที่จะออมเงินไปได้ในที่สุด เงินออมที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 10 – 20% ของรายได้ เมื่อเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายเต็มรูปแบบ เราก็จะเริ่มเห็น list รายการการใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จากนั้นให้ปรับแต่งรายการในเดือนต่อ ๆ มา ตั้งธงให้ตัวเองว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เงินออมเพิ่มมากขึ้น เช่น ลดค่าใช้จ่ายบางรายการ หรือรับ job หารายได้เสริม ก็น่าสนใจไม่น้อย เมื่อเริ่มปรับ lifestyle ได้ สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ การมีวินัย ทุกครั้งที่ได้รับเงินเดือนหรือรายได้พิเศษต้องหักเก็บเป็นเงินออมทันที เหลือเท่าไหร่ค่อยนำไปใช้จ่าย

4. ลดความเสี่ยง อุดรอยรั่วทางการเงิน : ความเสี่ยงที่ว่าก็คือเหตุการณ์ไม่แน่นอนใด ๆ ก็ตาม ที่หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลให้เกิดปัญหาทางการเงิน เช่น ตกงาน อุบัติเหตุ การเจ็บป่วยต่าง ๆ ทางแก้ก็คือ ต้องเตรียมเงินฉุกเฉิน โดยเตรียมเงินในส่วนนี้ไว้ 3 – 6 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ จะได้มีเงินไว้พร้อมแก้ปัญหา อีกวิธีหนึ่งที่เป็นตัวช่วยที่ดีก็คือ การทำประกันภัย โอนความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้กับบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เป็นผู้ดูแลเราเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

5. ลงทุนเพื่อเป้าหมายที่สำคัญ แล้วยกระดับผลตอบแทน : เป้าหมายที่สำคัญในชีวิต จะมีทั้งระยะยาว กลาง และสั้น ควรให้ความสำคัญจากเป้าหมายระยะยาวไปสู่ระยะสั้น เช่น วางแผนเตรียมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ ก่อนการวางแผนเพื่อซื้อรถยนต์ การท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ หรือช็อปปิ้งให้รางวัลกับตัวเอง เพราะเงินหลังเกษียณนั้นมีความสำคัญมาก ส่วนใหญ่เมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะไม่มีรายรับเป็นกอบเป็นกำอีกต่อไป ขณะที่รายจ่ายนั้นมีอยู่ตลอดเวลา การกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายนั้นเป็นอันว่าอย่าหวัง และการหารายได้เพิ่มเติมอื่น ๆ ก็ยิ่งลำบาก คิดดูให้ดีว่า หากตอนนี้เรายังไม่มีเงินซื้อรถ ไปเที่ยว หรือช็อปปิ้ง ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่เทียบกันไม่ได้เลยกับความลำบากจากการไม่มีเงินใช้ในวัยเกษียณ

ลงทุนเพื่อเป้าหมายสำคัญในชีวิตกันไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือการลงทุนเพื่อมุ่งเน้นให้เกิดผลตอบแทนที่มากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ เช่น หากรับความเสี่ยงได้น้อย ก็อาจลงทุนกับหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ หรือกองทุนต่าง ๆ แต่หากรับความเสี่ยงได้มากก็อาจจะลงทุนในหุ้น หรืออนุพันธ์ เป็นต้น

6. สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อตัวเองและคนที่เรารัก : การวางแผนการเงินนอกจากช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าในทุกช่วงเวลาของชีวิต ช่วยให้เราสามารถเอาเวลาไปใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์และเกิดความสุขได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองมากนัก หรือต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินจนแทบไม่มีเวลาใช้ชีวิต ความมั่งคั่งทางการเงินที่เราได้สร้างขึ้นมายังส่งผลถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนรอบข้าง ครอบครัว คนที่เรารัก อีกทั้งยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้จากรุ่นสู่รุ่น

การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต ท้ายที่สุดผลดีก็ย่อมตกอยู่กับตัวเราเอง นอกจากมีเงินเหลือเก็บแต่ละเดือน ยังสามารถเพิ่มพูนรายได้โดยไม่ต้องเหนื่อยหลายทาง ต่อยอดลงทุนให้เงินทำงานแทนเรา ลงมือทำแล้วจะรู้ว่าการออมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยหัวใจที่มุ่งมั่นและความมีวินัยอย่างสูง เพิ่มเติมอีกนิดสำหรับคนที่มองหาโอกาสสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงิน คือการเลือกทำงานที่ใช่ รายได้ดี มีสวัสดิการที่มั่นคง

วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน

คนเรามักเจอปัญหาได้อย่างหลากหลาย บางครั้งเจอในเวลาพร้อมกันนี่แทบร้องขอชีวิตเลยทีเดียว แม้แต่อาชีพ ฟรีแลนซ์ เองก็ยังต้องโดนสักทางและ ไม่ว่าจะงานเร่ง งานรีบ งานแก้ โอ้ย ชีวิตแทบล้มกองกันตรงนั้นทีเดียว แต่ใจเย็นก่อนวันนี้เรามี วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน

วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน

1. มองปัญหาอย่างเฉพาะเจาะจง บางคนอาจเจอปัญหาหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน และแต่ละปัญหามีความคล้ายคลึงกันบ้าง คุณจึงต้องพิจารณาปัญหาเหล่านั้นอย่างเจาะจงลงไป ถ้ารู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง ก็จะสามารถหาหนทางในการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น ทำให้เกิดความมั่นใจ มองเห็นปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง และได้คำตอบที่ชัดเจน

2. คิด วิเคราะห์ แยกแยะ การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นมักต้องใช้วิธีแก้ปัญหาหรือคำตอบหลาย ๆ ทาง วิธีการแก้ปัญหาหรือคำตอบที่คิดได้เป็นอันดับแรก ๆ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะความคิดเห็นและข้อมูลที่สำคัญ ๆ นั้นมีอยู่มากมาย ต้องพยายามคิดให้รอบด้าน แยกแยะ และคัดเลือกออกมา เพื่อให้ได้คำตอบที่ดี สร้างสรรค์ และตอบโจทย์ได้มากที่สุด

3. Brainstorming ระดมสมองหาทางออกที่ดีกว่า ระดมความคิดจากหลาย ๆ คน เพื่อคิดหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เหมาะสม และได้ผลดี โดยวางกฎพื้นฐานในการระดมสมองไว้ เช่น ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตัดสินว่าความคิดใดดีหรือไม่ดี ถ้าใครคิดวิธีการอะไรได้ต้องกล้าพูดออกมา และอย่าอายที่จะนำความคิดของคนอื่นมาผสมผสานกับความคิดของตน เพื่อสร้างเป็นความคิดใหม่ จากนั้นวางขั้นตอนในการระดมสมองให้เป็นลำดับ เช่น กำหนดเวลาในการคิด กำหนดให้มีคนเขียนสาเหตุของปัญหาและจดวิธีแก้ปัญหา และให้สมาชิกทุกคนแสดงความคิดเห็นเรียงกันไปทีละคน ที่สำคัญต้องจดทุกความคิด ไม่ว่าจะแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม เพื่อนำไปคัดเลือก แล้วร่วมกันลงมติเลือกวิธีแก้ที่ดีที่สุด

4. Mind Mapping แผนภูมิความคิดช่วยแก้ปัญหา การทำแผนภูมิความคิดหรือเป็นการกระตุ้นสมองให้เกิดความคิดที่เป็นอิสระจากปัญหาที่เป็นศูนย์กลาง ออกไปสู่วิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แปลกและแตกต่างจากเดิมได้ เริ่มจากการเขียนสาเหตุของปัญหาไว้กลางหน้ากระดาษ แล้วลากเส้นโยงออกมารอบ ๆ ถ้าคิดวิธีแก้ไขได้ ก็ให้เขียนวิธีนั้นไว้เหนือเส้นที่เพิ่งลากออกมา ความคิดใดสัมพันธ์หรือสนับสนุนวิธีแก้ไขที่มีอยู่แล้ว ก็ให้เติมความคิดใหม่นั้นต่อยอดจากวิธีแก้เดิม เมื่อได้ความคิดใหม่ ๆ ที่หลากหลายแล้ว ก็สามารถนำความคิดเหล่านั้นไปใช้ในขั้นตอนของการวางแผนแก้ไขปัญหาได้

5. มุ่งสู่เหตุผลเพื่อแก้ปัญหา ต้องมองเหตุผลที่แท้จริงว่า เราต้องการแก้ปัญหาเพื่ออะไร อย่ามัวแต่คิดว่ามีปัญหาอะไรและเกิดอะไรขึ้น เพราะจะไม่ทำให้เราได้ทางออก ให้คิดว่าเรากำลังพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาเพื่อผลลัพธ์อะไร สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดความคิด กระตุ้นให้หาวิธีหรือหาหนทางแก้ไขปัญหาได้

6. ฝึกมองปัญหาอย่างเป็นระบบ และฝึกมองการณ์ไกล เมื่อฝึกมองปัญหาและหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบได้ ก็จะทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในงานต่าง ๆ ได้ ทำให้งานที่คุณทำนั้นจะราบรื่นมากกว่าเดิม จะพบเจอกับปัญหาน้อยลง

7. ละทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็น ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น คนส่วนมากจะใช้ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อประกอบการตัดสินใจแก้ไขปัญหา แต่อย่าลืมว่าบางครั้งการมีข้อมูลมากเกินไป ทำให้เราไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้ มัวแต่ติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิม ๆ เพราะข้อมูลนั้นเองกลับกลายเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เราใช้สัญชาตญาณและความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่าที่ควร

8. คำนึงถึงปัจจัย “บุคคล” เมื่อสามารถพัฒนาวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงประการต่อไปคือ ความร่วมมือของบุคคล เพราะคนจะเป็นตัวขับเคลื่อนไอเดียการแก้ปัญหาให้เกิดขึ้นได้จริง นับเป็นตัวแปรสำคัญของการแก้ปัญหาให้ประสบผลสำเร็จ นักแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จึงต้องพยายามหาวิธีแก้ปัญหาแบบให้ concept กว้าง ๆ พร้อมยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยของบุคลากรในทีมหรือองค์กรอยู่เสมอ

9. เปลี่ยนความคิดเห็นให้เป็นการกระทำ อย่าแค่พูดแต่ไม่ทำ จุดมุ่งหมายสำคัญของการแก้ปัญหาก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติจริง พยายามดึงคิดสร้างสรรค์ออกมาไม่ให้จบลงเพียงแค่การคิดในใจ แล้วลงมือทำอย่างมั่นใจ ไม่กังวลถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ใส่ใจพร้อมความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและพากเพียรพยายาม จนกระทั่งเกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้ในที่สุด

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างส่งผลกระทบต่อตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีพอ การเปิด AEC เป็นการรวมตัวกันของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็อาจจะเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์เหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนลำดับต้น ๆ ของเอเชีย และเป็นประเทศที่คนทำงานให้ความสนใจที่จะไปทำงานในประเทศนี้ และจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่วัฒนธรรมการทำงานของสิงคโปร์นั้นมีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน หลายคนเกิดคำถามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง สิงคโปร์จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

คนทำงานที่ต้องการไปทำงาน หรือสัมผัสวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานเบื้องต้นกันเสียก่อน เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดในการทำงาน หรือหากผิดพลาดก็จะปรับตัวได้อย่างมีแบบแผน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยวัฒนธรรมการทำงานแบบคนสิงคโปร์นั้น มีลักษณะดังนี้

ความมั่นคงในการทำงาน

ประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ล้วนได้รับการศึกษาในระดับที่ดี การทำงานจึงดีตามไปด้วย อีกทั้งการสนับสนุนของภาครัฐในหลาย ๆ ด้านทำให้เกิดการพัฒนาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและการวิจัย และจุดนี้เอง ได้กลายเป็นจุดดึงดูดคนทำงานจากภายนอกให้ไปทำงานในประเทศนี้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่สนใจที่จะไปทำงานในบริษัทชั้นนำ หรือองค์กรข้ามชาติ

ความแตกต่างคือสากล

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากประชากรที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่จุดนี้เอง ทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจ และดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในประเทศเล็ก ๆ นี้มากขึ้น คนทำงานที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายเช่นนี้ได้ ย่อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ความแตกต่างได้กลายเป็นความเป็นสากลที่ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลกมาสู่สิงคโปร์

อัตราการแข่งขันสูง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการแข่งขันกันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการลงทุน การใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันค่อนข้างสูง คนที่เข้มแข็งและเก่งที่สุดเท่านั้น ที่สามารถเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน คนที่สามารถทำงานได้ในวัฒนธรรมแบบสิงคโปร์ คือ คนที่แสวงหาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จะเป็นที่จับตามอง และเป็นผู้ที่มีชัยชนะในการทำงาน ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เกิดความแตกต่าง คนที่ต้องการทำงานในประเทศสิงคโปร์ หากมีความความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ก็จะได้เปรียบกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงภาษาเดียว แต่ถ้าพูดได้เพียงภาษาเดียว ก็ต้องเป็นคนที่มาพร้อมกับความสามารถที่หลากหลาย

รูปแบบการสื่อสารที่ฉับไว

การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจกับคนทำงานในสิงคโปร์ค่อนข้างมีความกระชับ ฉับไว คนต่างชาติสามารถจับมือทักทายได้ทั้งชายหญิง แต่ต้องไม่บีบแน่นหรือทิ้งไว้นานเกินไป โดยการจับมือนั้นจะจับทั้งสองมือ ไม่เหมือนกับการเชคแฮนด์แบบชาวตะวันตก รูปแบบของการทำงานนั้น ค่อนข้างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว และมีความกระตือรือร้น สามารถปรับตัวเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คนทำงานที่สามารถนำเอาเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้กับการทำงาน แล้วการทำงานนั้นประสบผลสำเร็จ จะได้รับการชื่นชมและเป็นที่จับตามอง

หากต้องการทำงานข้ามวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การเปิดใจเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง ทำให้เรามีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงานได้ง่ายขึ้น

จัดอันดับรายชื่อ Carbon Clean 200 ของ Corporate Knights

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของ Carbon Clean 200 ซึ่งเป็นการรวบรวมรายชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 200 บริษัททั่วโลก โดยจัดอันดับตามขนาดรายได้รวมจากพลังงานสะอาดขององค์กร

จัดอันดับรายชื่อ Carbon Clean 200 ของ Corporate Knights

จัดอันดับรายชื่อ Carbon Clean 200 ของ Corporate Knights

รายชื่อ Clean 200 ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 โดย Corporate Knights ซึ่งเป็นนิตยสารสำหรับระบบทุนนิยมที่ขาวสะอาด และ As You Sow องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รณรงค์เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ผ่านการสนับสนุนของผู้ถือหุ้น (shareholder advocacy) และความร่วมมือที่เป็นหนึ่งเดียว โดยจุดมุ่งหมายคือการก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่กว้างขวาง และมีพลัง ในกรณีว่านักลงทุนจะสามารถช่วยกันสรรค์สร้างเศรษฐกิจพลังงานแบบยั่งยืน (clean energy economy) และจะประเมิน พร้อมทั้งให้ความสำคัญแก่บริษัทที่มีการปรับเปลี่ยนด้านการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร

ผลักดัน “การสร้างนวัตกรรมในทุกระดับ” (Innovation at Every Level) เพื่อความยั่งยืน
การจัดอันดับคือผลการยอมรับในพันธสัญญาของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการนำเสนอโซลูชันนวัตกรรมที่ช่วยจัดการปัญหาความขัดแย้งด้านพลังงาน ระหว่างการสร้างสมดุลของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากวงจรของผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Carbon Footprint) กับสิทธิมนุษยชนที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ในการใช้พลังงานที่มีคุณภาพ ชไนเดอร์ อิเล็ค ทริค และพนักงานต่างช่วยกันผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในทุกลำดับชั้นผ่านการจัดการพลังงานที่เชื่อมโยงถึงกัน รวมทั้งเทคโนโลยีการทำงานโดยอัตโนมัติรูปแบบต่างๆ ที่เปลี่ยนโฉมใหม่ให้กับอุตสาหกรรม เปลี่ยนเมือง และช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเรียกสิ่งนี้เหล่านี้ว่า “Life is On”

“เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งถึงการยอมรับในครั้งนี้ ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปไกลกว่าความพยายามที่จะคงไว้ซึ่งการลดขนาดของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ (carbon footprint) โดยแนวคิดดังกล่าวถูกฝังอยู่ในทุกสิ่งที่เราทำ เริ่มต้นจากกลยุทธ์การดำเนินงาน การวิจัยและพัฒนา ลงมาจนถึงคุณค่าที่เรามอบให้กับลูกค้าของเรา” เอมมานูเอล ลาการ์ริเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว แทค ไลน์ (tagline) ที่ใช้ในงาน วันสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Day) ที่ผ่านมา ในการเชิญชวนให้พนักงานทั้ง 160,000 คน ร่วมฉลองความสำเร็จ และนวัตกรรมสำหรับสิ่งแวดล้อม คือ « A Passion for Green Growth »: ที่น่าจะสรุปได้ถึงมุมมองที่เรามีต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี”

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 หนึ่งวันก่อนการประชุม COP21 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ปรับวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยเป้าหมายในการสร้างสมดุลทางคาร์บอน (carbon neutrality) สำหรับบริษัท และระบบนิเวศในอีก 15 ปีข้างหน้า ผ่านผลิตภัณฑ์ โซลูชัน งานวิจัยและพัฒนา และการปฏิบัติการทางอุตสาหกรรม ซึ่งพันธสัญญาเหล่านั้นรวมไปถึง
– การประเมินผลกระทบของคาร์บอน 100% ที่มีต่อโครงการของลูกค้ารายสำคัญ
– การออกแบบการนำเสนอใหม่ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ด้วยการใช้ Schneider ecoDesign Way™ และบรรลุมาตรฐาน Green Premium™ standard ของบริษัทฯ สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจ
– การหลีกเลี่ยงการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณ 120,000 ตัน ด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์จนถึงบั้นปลาย หรือ “End of Life” product ให้สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
– การช่วยเหลือประชากรมากกว่า 50 ล้านคนที่ฐานของปิรามิดเศรษฐกิจ ให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้า และการติดต่อสื่อสารในอีก 10 ปีข้างหน้าผ่านโซลูชันคาร์บอนต่ำ

ศักยภาพชไนเดอร์ อิเล็คทริคในด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแบบยั่งยืนถูกรายงานทุกไตรมาสผ่านกระบวนการวัดขององค์กรที่เรียกว่า Planet & Society barometer ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องโดยองค์กรภายนอกถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม และคำปฏิญาณที่มีต่อลูกค้า และพนักงานขององค์กร