ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ไร้กังวลการเงินติดขัด ด้วยหลักสูตรชีวิตที่ครบ

คนทำงานทุกคนย่อมต้องการมีอิสระในการเลือกสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของเรา ทำงานที่รักไปด้วย ใช้ชีวิตได้อย่างที่ชอบ ไปเที่ยวได้ ช็อปปิ้งได้ แม้อาชีพที่ทำอยู่จะเป็นพนักงานออฟฟิส รับจ้างทั่วไป นายจ้าง หรือแม้กระทั่ง ฟรีแลนซ์ เองก็ตาม จะไร้ปัญหาหรือกังวลเรื่องการเงิน มีเคล็ดลับมาบอกรับรองว่าไม่ยากเกินความสามารถ หากอยากก้าวสู่ความมั่งคั่งและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างที่ทุกคนปรารถนา

ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ไร้กังวลการเงินติดขัด ด้วยหลักสูตรชีวิตที่ครบ

ใช้ชีวิตได้เต็มที่ ไร้กังวลการเงินติดขัด ด้วยหลักสูตรชีวิตที่ครบ

ทำอย่างไรให้เงินออมของเราเติบโต

1. ปลดหนี้ระยะสั้น : ก่อนจะคิดทำการใหญ่ อันดับแรกต้องหาทางปลดฤทธิ์หนี้สั้นให้ได้ หนี้สั้นที่ว่านี้ก็คือหนี้ที่ต้องรีบใช้คืนภายในระยะเวลา 1 ปี หรือน้อยกว่า เช่น หนี้จากบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดทั้งหลาย หรือผ่อนสินค้า 0% 10 เดือน 12 เดือน ฯลฯ ซึ่งหนี้เหล่านี้ต้องมีการชำระทุกเดือน และวิธีที่ดีที่สุดในการปลดหนี้ก็คือการชำระเงินให้เต็มจำนวน จำไว้ว่ายิ่งปล่อยไว้นาน ดอกเบี้ยยิ่งมาก และพยายามอย่าก่อหนี้เพิ่มเติม เพื่อเริ่มขยับ step ต่อไป

2. ขยันเก็บเงิน : มนุษย์เงินเดือนอย่างเรา หากไม่มีแผนลาออกจากงาน หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงตกงาน ย่อมมีรายได้ที่แน่นอนเข้ามาทุกเดือน หลังจากหักค่าใช้จ่ายประจำ รวมถึงหนี้สินต่าง ๆ ก็ยังอยู่ได้สบาย ๆ จนอาจเผลอใช้ชีวิตแบบเลื่อนลอย เดือนไหนค่าใช้จ่ายน้อย เหลือเงินเยอะ ก็หมดไปกับการใช้จ่ายสิ่งฟุ่มเฟือย ส่งผลให้ทำงานเท่าไหร่ก็ไม่มีเงินเก็บสักที สำหรับมือใหม่หัดออม แนะนำคาถาประจำตัวง่าย ๆ นั่นก็คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย = เงินออม

3. ควบคุมการใช้จ่าย สร้างวินัยทางการเงิน : ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ให้เหมาะสมกับ lifestyle ของตัวเรา แน่นอนว่าเงินเก็บยิ่งเยอะ ก็ยิ่งดีกับตัวเรา แต่การประหยัดอดออมมากเกินไปจนใช้ชีวิตลำบาก อาจทำให้ไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต ส่งผลให้ท้อแท้และล้มเลิกความตั้งใจที่จะออมเงินไปได้ในที่สุด เงินออมที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 10 – 20% ของรายได้ เมื่อเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายเต็มรูปแบบ เราก็จะเริ่มเห็น list รายการการใช้จ่ายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน จากนั้นให้ปรับแต่งรายการในเดือนต่อ ๆ มา ตั้งธงให้ตัวเองว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เงินออมเพิ่มมากขึ้น เช่น ลดค่าใช้จ่ายบางรายการ หรือรับ job หารายได้เสริม ก็น่าสนใจไม่น้อย เมื่อเริ่มปรับ lifestyle ได้ สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ การมีวินัย ทุกครั้งที่ได้รับเงินเดือนหรือรายได้พิเศษต้องหักเก็บเป็นเงินออมทันที เหลือเท่าไหร่ค่อยนำไปใช้จ่าย

4. ลดความเสี่ยง อุดรอยรั่วทางการเงิน : ความเสี่ยงที่ว่าก็คือเหตุการณ์ไม่แน่นอนใด ๆ ก็ตาม ที่หากเกิดขึ้นแล้วจะส่งผลให้เกิดปัญหาทางการเงิน เช่น ตกงาน อุบัติเหตุ การเจ็บป่วยต่าง ๆ ทางแก้ก็คือ ต้องเตรียมเงินฉุกเฉิน โดยเตรียมเงินในส่วนนี้ไว้ 3 – 6 เท่าของรายได้ในแต่ละเดือน เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินต่าง ๆ จะได้มีเงินไว้พร้อมแก้ปัญหา อีกวิธีหนึ่งที่เป็นตัวช่วยที่ดีก็คือ การทำประกันภัย โอนความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้กับบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เป็นผู้ดูแลเราเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

5. ลงทุนเพื่อเป้าหมายที่สำคัญ แล้วยกระดับผลตอบแทน : เป้าหมายที่สำคัญในชีวิต จะมีทั้งระยะยาว กลาง และสั้น ควรให้ความสำคัญจากเป้าหมายระยะยาวไปสู่ระยะสั้น เช่น วางแผนเตรียมเงินเพื่อใช้หลังเกษียณ ก่อนการวางแผนเพื่อซื้อรถยนต์ การท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ หรือช็อปปิ้งให้รางวัลกับตัวเอง เพราะเงินหลังเกษียณนั้นมีความสำคัญมาก ส่วนใหญ่เมื่อถึงเวลานั้นเราก็จะไม่มีรายรับเป็นกอบเป็นกำอีกต่อไป ขณะที่รายจ่ายนั้นมีอยู่ตลอดเวลา การกู้ยืมเงินเพื่อใช้จ่ายนั้นเป็นอันว่าอย่าหวัง และการหารายได้เพิ่มเติมอื่น ๆ ก็ยิ่งลำบาก คิดดูให้ดีว่า หากตอนนี้เรายังไม่มีเงินซื้อรถ ไปเที่ยว หรือช็อปปิ้ง ก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่เทียบกันไม่ได้เลยกับความลำบากจากการไม่มีเงินใช้ในวัยเกษียณ

ลงทุนเพื่อเป้าหมายสำคัญในชีวิตกันไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือการลงทุนเพื่อมุ่งเน้นให้เกิดผลตอบแทนที่มากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้ เช่น หากรับความเสี่ยงได้น้อย ก็อาจลงทุนกับหุ้นกู้ที่มีผลตอบแทนมากกว่าเงินเฟ้อ หรือกองทุนต่าง ๆ แต่หากรับความเสี่ยงได้มากก็อาจจะลงทุนในหุ้น หรืออนุพันธ์ เป็นต้น

6. สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อตัวเองและคนที่เรารัก : การวางแผนการเงินนอกจากช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าในทุกช่วงเวลาของชีวิต ช่วยให้เราสามารถเอาเวลาไปใช้กับกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์และเกิดความสุขได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองมากนัก หรือต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินจนแทบไม่มีเวลาใช้ชีวิต ความมั่งคั่งทางการเงินที่เราได้สร้างขึ้นมายังส่งผลถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของคนรอบข้าง ครอบครัว คนที่เรารัก อีกทั้งยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกได้จากรุ่นสู่รุ่น

การวางแผนการเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต ท้ายที่สุดผลดีก็ย่อมตกอยู่กับตัวเราเอง นอกจากมีเงินเหลือเก็บแต่ละเดือน ยังสามารถเพิ่มพูนรายได้โดยไม่ต้องเหนื่อยหลายทาง ต่อยอดลงทุนให้เงินทำงานแทนเรา ลงมือทำแล้วจะรู้ว่าการออมไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยหัวใจที่มุ่งมั่นและความมีวินัยอย่างสูง เพิ่มเติมอีกนิดสำหรับคนที่มองหาโอกาสสู่การสร้างความมั่นคงทางการเงิน คือการเลือกทำงานที่ใช่ รายได้ดี มีสวัสดิการที่มั่นคง

วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน

คนเรามักเจอปัญหาได้อย่างหลากหลาย บางครั้งเจอในเวลาพร้อมกันนี่แทบร้องขอชีวิตเลยทีเดียว แม้แต่อาชีพ ฟรีแลนซ์ เองก็ยังต้องโดนสักทางและ ไม่ว่าจะงานเร่ง งานรีบ งานแก้ โอ้ย ชีวิตแทบล้มกองกันตรงนั้นทีเดียว แต่ใจเย็นก่อนวันนี้เรามี วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน

วิธีแก้ปัญหา ที่ชาญฉลาดและสร้างสรรค์ มาให้วิเคราะห์กัน

1. มองปัญหาอย่างเฉพาะเจาะจง บางคนอาจเจอปัญหาหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน และแต่ละปัญหามีความคล้ายคลึงกันบ้าง คุณจึงต้องพิจารณาปัญหาเหล่านั้นอย่างเจาะจงลงไป ถ้ารู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง ก็จะสามารถหาหนทางในการแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น ทำให้เกิดความมั่นใจ มองเห็นปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง และได้คำตอบที่ชัดเจน

2. คิด วิเคราะห์ แยกแยะ การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นมักต้องใช้วิธีแก้ปัญหาหรือคำตอบหลาย ๆ ทาง วิธีการแก้ปัญหาหรือคำตอบที่คิดได้เป็นอันดับแรก ๆ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะความคิดเห็นและข้อมูลที่สำคัญ ๆ นั้นมีอยู่มากมาย ต้องพยายามคิดให้รอบด้าน แยกแยะ และคัดเลือกออกมา เพื่อให้ได้คำตอบที่ดี สร้างสรรค์ และตอบโจทย์ได้มากที่สุด

3. Brainstorming ระดมสมองหาทางออกที่ดีกว่า ระดมความคิดจากหลาย ๆ คน เพื่อคิดหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เหมาะสม และได้ผลดี โดยวางกฎพื้นฐานในการระดมสมองไว้ เช่น ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตัดสินว่าความคิดใดดีหรือไม่ดี ถ้าใครคิดวิธีการอะไรได้ต้องกล้าพูดออกมา และอย่าอายที่จะนำความคิดของคนอื่นมาผสมผสานกับความคิดของตน เพื่อสร้างเป็นความคิดใหม่ จากนั้นวางขั้นตอนในการระดมสมองให้เป็นลำดับ เช่น กำหนดเวลาในการคิด กำหนดให้มีคนเขียนสาเหตุของปัญหาและจดวิธีแก้ปัญหา และให้สมาชิกทุกคนแสดงความคิดเห็นเรียงกันไปทีละคน ที่สำคัญต้องจดทุกความคิด ไม่ว่าจะแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม เพื่อนำไปคัดเลือก แล้วร่วมกันลงมติเลือกวิธีแก้ที่ดีที่สุด

4. Mind Mapping แผนภูมิความคิดช่วยแก้ปัญหา การทำแผนภูมิความคิดหรือเป็นการกระตุ้นสมองให้เกิดความคิดที่เป็นอิสระจากปัญหาที่เป็นศูนย์กลาง ออกไปสู่วิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แปลกและแตกต่างจากเดิมได้ เริ่มจากการเขียนสาเหตุของปัญหาไว้กลางหน้ากระดาษ แล้วลากเส้นโยงออกมารอบ ๆ ถ้าคิดวิธีแก้ไขได้ ก็ให้เขียนวิธีนั้นไว้เหนือเส้นที่เพิ่งลากออกมา ความคิดใดสัมพันธ์หรือสนับสนุนวิธีแก้ไขที่มีอยู่แล้ว ก็ให้เติมความคิดใหม่นั้นต่อยอดจากวิธีแก้เดิม เมื่อได้ความคิดใหม่ ๆ ที่หลากหลายแล้ว ก็สามารถนำความคิดเหล่านั้นไปใช้ในขั้นตอนของการวางแผนแก้ไขปัญหาได้

5. มุ่งสู่เหตุผลเพื่อแก้ปัญหา ต้องมองเหตุผลที่แท้จริงว่า เราต้องการแก้ปัญหาเพื่ออะไร อย่ามัวแต่คิดว่ามีปัญหาอะไรและเกิดอะไรขึ้น เพราะจะไม่ทำให้เราได้ทางออก ให้คิดว่าเรากำลังพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาเพื่อผลลัพธ์อะไร สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดความคิด กระตุ้นให้หาวิธีหรือหาหนทางแก้ไขปัญหาได้

6. ฝึกมองปัญหาอย่างเป็นระบบ และฝึกมองการณ์ไกล เมื่อฝึกมองปัญหาและหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบได้ ก็จะทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในงานต่าง ๆ ได้ ทำให้งานที่คุณทำนั้นจะราบรื่นมากกว่าเดิม จะพบเจอกับปัญหาน้อยลง

7. ละทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็น ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น คนส่วนมากจะใช้ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อประกอบการตัดสินใจแก้ไขปัญหา แต่อย่าลืมว่าบางครั้งการมีข้อมูลมากเกินไป ทำให้เราไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้ มัวแต่ติดอยู่ในกรอบความคิดแบบเดิม ๆ เพราะข้อมูลนั้นเองกลับกลายเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เราใช้สัญชาตญาณและความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่าที่ควร

8. คำนึงถึงปัจจัย “บุคคล” เมื่อสามารถพัฒนาวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงประการต่อไปคือ ความร่วมมือของบุคคล เพราะคนจะเป็นตัวขับเคลื่อนไอเดียการแก้ปัญหาให้เกิดขึ้นได้จริง นับเป็นตัวแปรสำคัญของการแก้ปัญหาให้ประสบผลสำเร็จ นักแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จึงต้องพยายามหาวิธีแก้ปัญหาแบบให้ concept กว้าง ๆ พร้อมยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยของบุคลากรในทีมหรือองค์กรอยู่เสมอ

9. เปลี่ยนความคิดเห็นให้เป็นการกระทำ อย่าแค่พูดแต่ไม่ทำ จุดมุ่งหมายสำคัญของการแก้ปัญหาก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดไปสู่การปฏิบัติจริง พยายามดึงคิดสร้างสรรค์ออกมาไม่ให้จบลงเพียงแค่การคิดในใจ แล้วลงมือทำอย่างมั่นใจ ไม่กังวลถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ใส่ใจพร้อมความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและพากเพียรพยายาม จนกระทั่งเกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจได้ในที่สุด

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างส่งผลกระทบต่อตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีพอ การเปิด AEC เป็นการรวมตัวกันของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็อาจจะเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์เหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนลำดับต้น ๆ ของเอเชีย และเป็นประเทศที่คนทำงานให้ความสนใจที่จะไปทำงานในประเทศนี้ และจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่วัฒนธรรมการทำงานของสิงคโปร์นั้นมีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน หลายคนเกิดคำถามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง สิงคโปร์จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

คนทำงานที่ต้องการไปทำงาน หรือสัมผัสวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานเบื้องต้นกันเสียก่อน เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดในการทำงาน หรือหากผิดพลาดก็จะปรับตัวได้อย่างมีแบบแผน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยวัฒนธรรมการทำงานแบบคนสิงคโปร์นั้น มีลักษณะดังนี้

ความมั่นคงในการทำงาน

ประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ล้วนได้รับการศึกษาในระดับที่ดี การทำงานจึงดีตามไปด้วย อีกทั้งการสนับสนุนของภาครัฐในหลาย ๆ ด้านทำให้เกิดการพัฒนาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและการวิจัย และจุดนี้เอง ได้กลายเป็นจุดดึงดูดคนทำงานจากภายนอกให้ไปทำงานในประเทศนี้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่สนใจที่จะไปทำงานในบริษัทชั้นนำ หรือองค์กรข้ามชาติ

ความแตกต่างคือสากล

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากประชากรที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่จุดนี้เอง ทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจ และดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในประเทศเล็ก ๆ นี้มากขึ้น คนทำงานที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายเช่นนี้ได้ ย่อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ความแตกต่างได้กลายเป็นความเป็นสากลที่ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลกมาสู่สิงคโปร์

อัตราการแข่งขันสูง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการแข่งขันกันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการลงทุน การใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันค่อนข้างสูง คนที่เข้มแข็งและเก่งที่สุดเท่านั้น ที่สามารถเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน คนที่สามารถทำงานได้ในวัฒนธรรมแบบสิงคโปร์ คือ คนที่แสวงหาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จะเป็นที่จับตามอง และเป็นผู้ที่มีชัยชนะในการทำงาน ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เกิดความแตกต่าง คนที่ต้องการทำงานในประเทศสิงคโปร์ หากมีความความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ก็จะได้เปรียบกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงภาษาเดียว แต่ถ้าพูดได้เพียงภาษาเดียว ก็ต้องเป็นคนที่มาพร้อมกับความสามารถที่หลากหลาย

รูปแบบการสื่อสารที่ฉับไว

การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจกับคนทำงานในสิงคโปร์ค่อนข้างมีความกระชับ ฉับไว คนต่างชาติสามารถจับมือทักทายได้ทั้งชายหญิง แต่ต้องไม่บีบแน่นหรือทิ้งไว้นานเกินไป โดยการจับมือนั้นจะจับทั้งสองมือ ไม่เหมือนกับการเชคแฮนด์แบบชาวตะวันตก รูปแบบของการทำงานนั้น ค่อนข้างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว และมีความกระตือรือร้น สามารถปรับตัวเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คนทำงานที่สามารถนำเอาเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้กับการทำงาน แล้วการทำงานนั้นประสบผลสำเร็จ จะได้รับการชื่นชมและเป็นที่จับตามอง

หากต้องการทำงานข้ามวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การเปิดใจเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง ทำให้เรามีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงานได้ง่ายขึ้น

จัดอันดับรายชื่อ Carbon Clean 200 ของ Corporate Knights

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ได้รับเลือกให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของ Carbon Clean 200 ซึ่งเป็นการรวบรวมรายชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 200 บริษัททั่วโลก โดยจัดอันดับตามขนาดรายได้รวมจากพลังงานสะอาดขององค์กร

จัดอันดับรายชื่อ Carbon Clean 200 ของ Corporate Knights

จัดอันดับรายชื่อ Carbon Clean 200 ของ Corporate Knights

รายชื่อ Clean 200 ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 โดย Corporate Knights ซึ่งเป็นนิตยสารสำหรับระบบทุนนิยมที่ขาวสะอาด และ As You Sow องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รณรงค์เกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร ผ่านการสนับสนุนของผู้ถือหุ้น (shareholder advocacy) และความร่วมมือที่เป็นหนึ่งเดียว โดยจุดมุ่งหมายคือการก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่กว้างขวาง และมีพลัง ในกรณีว่านักลงทุนจะสามารถช่วยกันสรรค์สร้างเศรษฐกิจพลังงานแบบยั่งยืน (clean energy economy) และจะประเมิน พร้อมทั้งให้ความสำคัญแก่บริษัทที่มีการปรับเปลี่ยนด้านการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร

ผลักดัน “การสร้างนวัตกรรมในทุกระดับ” (Innovation at Every Level) เพื่อความยั่งยืน
การจัดอันดับคือผลการยอมรับในพันธสัญญาของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการนำเสนอโซลูชันนวัตกรรมที่ช่วยจัดการปัญหาความขัดแย้งด้านพลังงาน ระหว่างการสร้างสมดุลของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากวงจรของผลิตภัณฑ์หรือบริการ (Carbon Footprint) กับสิทธิมนุษยชนที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ในการใช้พลังงานที่มีคุณภาพ ชไนเดอร์ อิเล็ค ทริค และพนักงานต่างช่วยกันผลักดันให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในทุกลำดับชั้นผ่านการจัดการพลังงานที่เชื่อมโยงถึงกัน รวมทั้งเทคโนโลยีการทำงานโดยอัตโนมัติรูปแบบต่างๆ ที่เปลี่ยนโฉมใหม่ให้กับอุตสาหกรรม เปลี่ยนเมือง และช่วยให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สำหรับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเรียกสิ่งนี้เหล่านี้ว่า “Life is On”

“เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งถึงการยอมรับในครั้งนี้ ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเดินหน้าไปไกลกว่าความพยายามที่จะคงไว้ซึ่งการลดขนาดของปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ (carbon footprint) โดยแนวคิดดังกล่าวถูกฝังอยู่ในทุกสิ่งที่เราทำ เริ่มต้นจากกลยุทธ์การดำเนินงาน การวิจัยและพัฒนา ลงมาจนถึงคุณค่าที่เรามอบให้กับลูกค้าของเรา” เอมมานูเอล ลาการ์ริเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายกลยุทธ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว แทค ไลน์ (tagline) ที่ใช้ในงาน วันสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Day) ที่ผ่านมา ในการเชิญชวนให้พนักงานทั้ง 160,000 คน ร่วมฉลองความสำเร็จ และนวัตกรรมสำหรับสิ่งแวดล้อม คือ « A Passion for Green Growth »: ที่น่าจะสรุปได้ถึงมุมมองที่เรามีต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี”

ในเดือนพฤศจิกายน 2558 หนึ่งวันก่อนการประชุม COP21 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ปรับวัตถุประสงค์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรให้เพิ่มสูงขึ้นด้วยเป้าหมายในการสร้างสมดุลทางคาร์บอน (carbon neutrality) สำหรับบริษัท และระบบนิเวศในอีก 15 ปีข้างหน้า ผ่านผลิตภัณฑ์ โซลูชัน งานวิจัยและพัฒนา และการปฏิบัติการทางอุตสาหกรรม ซึ่งพันธสัญญาเหล่านั้นรวมไปถึง
– การประเมินผลกระทบของคาร์บอน 100% ที่มีต่อโครงการของลูกค้ารายสำคัญ
– การออกแบบการนำเสนอใหม่ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ด้วยการใช้ Schneider ecoDesign Way™ และบรรลุมาตรฐาน Green Premium™ standard ของบริษัทฯ สูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของธุรกิจ
– การหลีกเลี่ยงการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ปริมาณ 120,000 ตัน ด้วยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงการใช้งานผลิตภัณฑ์จนถึงบั้นปลาย หรือ “End of Life” product ให้สอดคล้องตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
– การช่วยเหลือประชากรมากกว่า 50 ล้านคนที่ฐานของปิรามิดเศรษฐกิจ ให้สามารถเข้าถึงไฟฟ้า และการติดต่อสื่อสารในอีก 10 ปีข้างหน้าผ่านโซลูชันคาร์บอนต่ำ

ศักยภาพชไนเดอร์ อิเล็คทริคในด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแบบยั่งยืนถูกรายงานทุกไตรมาสผ่านกระบวนการวัดขององค์กรที่เรียกว่า Planet & Society barometer ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับอย่างต่อเนื่องโดยองค์กรภายนอกถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม และคำปฏิญาณที่มีต่อลูกค้า และพนักงานขององค์กร

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

เมื่อเอ่ยถึงงานธนาคาร หลายคนจะเข้าใจไปว่า เป็นงานของพนักงานธนาคารที่ให้บริการ รับฝาก-ถอน หรือเปิดปัญชีเพียงอย่างเดียว แต่งานธนาคารยังมีอีกหลายตำแหน่งที่ให้บริการที่ให้เราได้ใช้บริการ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพ ฟรีแลนซ์ แม่บ้าน พนักงานออฟฟิส หรือผู้บริหารก็ตาม อีกทั้งยังมีตำแหน่งงานอีกหลายตำแหน่งที่เปิดรับบุคลากรเข้าไปร่วมงานในองค์กร เพียงแต่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงาน โดยดูว่าเรามีงานที่ตรงกับความต้องการในตำแหน่งงานเหล่านั้นหรือไม่ธนาคารแต่ละแห่งจะมีธุรกิจหลัก ๆ ที่ให้บริการอยู่หลายด้าน ตำแหน่งงานธนาคาร จึงแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะการให้บริการของธนาคาร อาทิ งานบริการด้านการเงิน งานบริการลูกค้า งานบริการด้านบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ งานบริการรับฝากเงิน งานบริการด้านการบริหารสินทรัพย์ งานสินเชื่อพาณิชย์ งานบริการบริหารเงินสด งานการบริการเงินทุน งานบริการด้านหลักทรัพย์ และงานบริการด้านเงินกู้สำหรับธุรกิจ

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

ตำแหน่งงานธนาคารเปิดรับสมัครผู้เรียนจบมาจากหลากหลายสาขา เพราะโอกาสที่จะได้งานธนาคารนั้นค่อนข้างกว้าง หากทำงานด้านการเงิน ผู้ที่เรียนจบมาจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) ก็มีโอกาสที่จะได้งานนี้ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการธนาคาร เช่น คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะวิทยาการจัดการ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะเศรษฐศาสตร์ (สาขาการเงิน และการธนาคาร)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการสมัครงานธนาคารตำแหน่งอะไร เพราะคนหางานที่เรียนจบมาต่างสาขา แต่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงกับที่นายจ้างต้องการ ก็สามารถสมัครงานธนาคารได้ เพราะอาจจะมีงานบางตำแหน่งที่เปิดกว้าง และพร้อมที่จะรับคนหางานที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรง ดังนั้นเวลาหางานจึงต้องดูให้รอบคอบว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับงานตำแหน่งนั้นจริง ๆ คุณสมบัติของผู้ที่ทำงานธนาคาร เพราะงานธนาคารไม่ได้มีเพียงแค่งานให้บริการรับฝาก ถอนเงิน เพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้ที่กำลังหางานด้านนี้จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม และมั่นใจว่าตนเองมีคุณสมบัติ เหล่านี้

  • มีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งงานที่ทำ
  • บุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ
  • มีใจรักในงานบริการ
  • มีความขยัน และอดทน
  • มีความสามารถด้านการสื่อสาร
  • สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้
  • มีความละเอียดรอบคอบในการจัดการข้อมูล
  • ลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับงานธนาคาร
  • ให้บริการทางด้านการบัญชี เปิดปิด บัญชี
  • หาลูกค้าสำหรับลงทุน ทั้งการทำประกันภัย ประกันชีวิต
  • ให้บริการทางการเงิน
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน
  • รับผิดชอบจัดทำรายการประจำวันของธุรกรรมทางการเงิน
  • ติดต่อประสานงานทางด้านข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกับคู่ค้า
  • วางแผนและวิเคราะห์ทางการเงินการบริหารเงินทุน
  • ควบคุมและติดตามบัญชีลูกหนี้

งานธนาคาร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเงิน งานด้านนี้ เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องอาศัยความสามารถของพนักงานในการดึงดูดลูกค้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเกิดความสนใจลงทุนกับธนาคาร ทั้งการฝากเงิน การกู้เงิน และการลงทุนต่าง ๆ ที่ธนาคารให้บริการ

DropBox คลังเก็บไฟล์สำหรับทุกการสำรองข้อมูลสำคัญ

DropBox คลังเก็บไฟล์สำหรับทุกการสำรองข้อมูลสำคัญ

หากเราพูดถึงการเก็บข้อมูล คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงฮาร์ดดิสก์ก่อนเป็นอันดับแรก หากจะสำรองข้อมูลไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ก็คงมีตัวเลือกเพิ่มมาอีกนิดคงจะเป็นเอกเทอนอลฮาร์ดดิสก์ (Extranal HardDisk) ที่มีความจุตั้งแต่ 500 GB – 2 TB หรือจะเป็น USB Drive ที่มีขนาดความจุตั้งแต่ 4 – 32 GB แต่ก็ยังไม่เป็นที่ตอบรับที่ดีของเหล่าผู้คนในแวดวงธุรกิจแน่นอน เพราะเอกสารสำคัญ ไฟล์ที่ใช้พรีเซ็นงาน (Presentation) ก็มีขนาดเล็กมากโดยไม่จำเป็นต้องใช้ถึงขนาดที่กล่าวมานั้น จะมีใครบ้างที่จะบ้าแบกเอกเทอนอลฮาร์ดดิสก์ไปประชุมทุกนัดสำคัญ หรือจะพก USB Drive ที่มีขนาดแตกต่างกัน เผลอๆ อาจจะลืมพกมาเองด้วยซ้ำ เลยอยากเสนอระบบการเก็บข้อมูลแบบใหม่ DropBox เป็นระบบการเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ หรือการฝากไฟล์ไว้บนเซอเวอร์เหมือนอีเมล์นั่นเอง แต่คุณสามารถเรียกใช้ อัพโหลดไฟล์ต่างๆ ได้ทันทีที่ต้องการ เพียงแค่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและทำการล็อคอิน (Login) ชื่อผู้ใช้งานให้เรียบร้อย ก็สามารถเริ่มใช้งานได้ทันที มันรองรับการอัพโหลดไฟล์ได้ทุกแบบ ทุกขนาดไฟล์ ตามความจุที่มีให้ โดยมันยังทำงานข้ามแพลตฟอร์มได้ทั้งหมดเลย ไม่ว่าคุณจะใช้งานผ่าน คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แล้วดาวน์โหลดไฟล์จากสมาร์ทโฟนก็ไม่มีปัญหา มันรองรับการใช้งานได้ทั้งบน สมาร์ทโฟน พีซี แมคอินทอช แท็บเล็ต เพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก


โปรแกรม DropBox ตอบรับทุกแพลตฟอร์ม

DropBox คลังเก็บข้อมูลออนไลน์ให้คุณเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา

  • DropBox หนึ่งในระบบบริการคลาวด์ (Cloud Computing) จัดอยู่ในประเภทของ Cloud Storageให้คุณเก็บข้อมูลทั้งภาพ เอกสาร และอื่นๆ มากมาย
  • ข้อมูลบน DropBox จะออนไลน์ให้คุณเรียกฝช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ใช้งานง่ายมาก แค่คุณสมัครชื่อผู้ใช้งานและทำการล็อคอิน (Login) เข้าระบบ ก็อัพโหลด/ดาวน์โหลดไฟล์ได้ทันที
  • มีความสามารถในการลากแล้ววาง (Drag n’ Drop) เพิ่มความคล่องตัว สะดวก รวดเร็วในการใช้งาน
  • DropBox ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เหมือนโปรแกรมจากวินโดวส์เลย
  • สามารถแชร์ไฟล์ไปยังเพื่อน หรือ บุคคลที่เรียกขอโดยไม่ต้องล็อคอินแต่อย่างใด
  • ใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Computer, SmartPhone, Tablet, Macintosh ทั้ง iOS, Android และ Windows
  • อัพโหลดไฟล์ต่างๆ และสามารถแชร์เป็นลิงค์ (Hyper-Link) เพื่อให้เพื่อนๆ หรือ ผู้อื่นมาดาวน์โหลดได้
  • แชร์ไฮเปอร์ลิงค์ (Hyper-Link) ผ่านทาง Facebook, Twitter, E-mail หรือ โซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ แบบไม่กั้กกันเลย