คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

กลายเป็นอคติกลาย ๆ เมื่อต้องร่วมงานคนรุ่นใหม่ในองค์กร ภาพจำเดิม ๆ เกี่ยวกับ คนยุคใหม่ Gen Y, Z จะจริงแท้ประการใด เรามาร่วมกันเปิดใจ ลองมองคนทำงานรุ่นใหม่ ด้วยมุมมองที่ต่างออกไปกันอีกครั้ง ว่าเป็นไปตามที่ใคร ๆ เขาว่ามาหรือไม่ … ไม่แน่ว่าเด็กรุ่นใหม่ก็อาจมีข้อดีในการทำงานอีกมากมายที่หลาย ๆ คนอาจมองข้ามไปก็ได้

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

1. เชื่อมั่นในตัวเอง รักอิสระ

คนทำงานยุคใหม่มี background ที่เติบโตมาจากการดูแลตัวเองเป็นหลัก เนื่องจากถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านอยู่ตลอด พวกเขาจึงเติบโตแบบดูแลตัวเองได้ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองอย่างมาก จึงชอบทำงานสไตล์ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม ขณะเดียวกันก็ต้องการอิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน ภายใต้รูปแบบและกระบวนการที่พวกเขาคิดขึ้นมาด้วยตนเอง การตีกรอบในการทำงานจึงไม่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ด้วยประการทั้งปวง ลองคิดในอีกแง่ว่า การคิดนอกกรอบบ้าง ก็อาจได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่น่าสนใจให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

2. เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี

การเติบโตมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างทันสมัย ทำให้คนทำงานยุคใหม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีไปโดยอัตโนมัติ บางคนไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือได้ เห็นได้จากเวลาสัมภาษณ์งานคนรุ่นใหม่ พวกเขาต้องการรู้ข้อมูลจากบริษัทมากไปกว่าการรู้เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ แต่ยังต้องรู้ด้วยว่าบริษัทที่เข้าไปร่วมงานด้วยนั้นใช้เทคโนโลยีแบบใด และให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในการทำงานมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

3. อยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

คนทำงานยุคใหม่ไม่ต้องการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่ต้องการรอจนเกษียณถึงจะได้บำเหน็จหรือบำนาญ แต่ต้องการที่จะรู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้างในปัจจุบัน เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และพวกเขาจะได้รับอะไรจากองค์กรบ้างในวันนี้ ไม่ใช่อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า หากองค์กรไม่สามารถชี้แจงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานใหม่ได้อย่างไม่ลังเลเช่นกัน

4. มีสายเลือดผู้ประกอบการ ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่

คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนายตัวเองอย่างสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินงานต่าง ๆ ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองตั้งแต่ยังอายุน้อย พลังความอยากรู้อยากลอง การได้ทดลองลงสนามการทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ หากนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร จะเอื้อให้องค์กรมีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมีทางเลือกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

5. มีพลังที่จะรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ

ใครที่คิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบอาจต้องคิดใหม่ เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นการสร้างความท้าทายในชีวิต และเป็นโอกาสในการสร้างเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้การได้รับการมอบหมายงานเพิ่มขึ้นยังทำให้พวกเขารู้สึกถึงการได้รับความเชื่อถือจากหัวหน้างาน สร้างแรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรได้อย่างมาก

6. ไม่ชอบให้ใครล้ำเส้น

ไม่มีใครชอบโดนบ่นโดนว่าเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ที่คนทำงานรุ่นใหม่มักตกเป็นเป้าหมายของการเข้าไปจุกจิกจู้จี้ของหัวหน้างาน ก็เพราะพวกเขาชอบทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาว่าง และอาจใช้เวลาที่เหลือไปแบบไม่มีประโยชน์ หัวหน้างานพบเข้าก็ต้องโดนตำหนิ คนรุ่นใหม่จึงรู้สึกว่าถูกล้ำเส้น มีคนเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากเกินไป หากอยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างราบรื่น อย่าปล่อยให้พวกเขาว่าง คอยป้อนงานหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ทำอยู่เสมอ จะได้ฝึกฝนฝีมือ แบ่งเบาภาระเพื่อนร่วมงาน และไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายจนต้องหาอย่างอื่นทำเพื่อฆ่าเวลา

7. มองหาความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ไม่หยุดนิ่ง

คนยุคนี้มีความพร้อมในการปรับตัวกับกลุ่มคนใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ ๆ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การให้คนรุ่นใหม่ติดอยู่กับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น จะทำให้พวกเขาไม่มีความสุขในการทำงาน ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตพัฒนาด้านความรู้ ทักษะ ได้พบปะกับกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสั่งสมประสบการณ์ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของทั้งตัวคนทำงานและการเติบโตขององค์กรในอนาคต

8. มองเห็นคุณค่าในตนเอง

คนรุ่นใหม่ชื่นชอบองค์กรที่ลงทุนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร และดูแลบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีความสุขในทุกด้าน หากองค์กรตอบโจทย์ได้ตรงจุด พวกเขาก็จะทุ่มเททำงานแบบสุดตัวเช่นกัน และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ยังรับรู้ว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับคนทำงาน และมองเห็นคุณค่าในตัวคนทำงานทุกคน

วิธีเปลี่ยนความคิด ของลูกค้าบิลกระดาษและบิลดิจิตอล

คุณกระดาษ (Paper Bill) ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงนาฬิกาปลุก แล้วลุกขึ้นไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบหนังสือพิมพ์ที่พึ่งมาส่งเมื่อเช้าขึ้นมาอ่าน เขาพลิกอ่านข่าวเด่นประจำวันขณะทานโจ๊กใส่ไข่ร้อนๆ เมื่อเขารู้ข่าวสารล่าสุดแล้ว เขาจึงเหลือบไปมองตารางงานประจำวัน เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันใหม่ หลังจากนั้น คุณกระดาษ ก็เดินไปเปิดซองจดหมายและบิลต่างๆที่ส่งมาถึงเขา เขาขมวดคิ้วและพยายามทำความเข้าใจกับบิลค่าโทรศัพท์ที่เขาได้รับ

วิธีเปลี่ยนความคิด ของลูกค้าบิลกระดาษและบิลดิจิตอล

วิธีเปลี่ยนความคิด ของลูกค้าบิลกระดาษและบิลดิจิตอล

คุณดิจิตอล (Digital Bill) ตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงปลุกจากไอแพด เธอแต่งตัวอย่างรวดเร็วเพื่อออกไปทำงาน เธอมักขับรถไปส่งลูกๆที่โรงเรียนก่อนเดินทางไปยังออฟฟิศ เด็กๆเชื่อมต่อสัญญานอินเตอร์เน็ต (Internet) จากบนรถเพื่อเข้าโซเซียลมีเดีย (SocialMedia) เมื่อถึงโรงเรียนเด็กๆ ลงจากรถโดยไม่หันมามอง คุณดิจิตอลถอนหายใจ และใช้ช่วงเวลาที่หยุดรถตอนนั้นเพื่อเช็คข้อมูลออนไลน์ของเธอ เธอเปิดอีเมล์ค่าโทรศัพท์จากผู้ให้บริการและรู้สึกสับสนอย่างมากกับค่าบริการที่ซ่อนอยู่ในหน้าสอง จากนั้นเธอถอนหายใจยาวๆ เมื่อเธอนึกขึ้นได้ว่าเธอจะต้องคุยโทรศัพท์กับ call center อีกยาวอย่างแน่นอน

ลูกค้าในชีวิตประจำวันมี 2 ประเภท เราสามารถแบ่งลูกค้าเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือลูกค้าที่ชื่นชอบการใช้กระดาษ และลูกค้าที่รักการเชื่อมต่อแบบดิจิตอล ซึ่งลูกค้าประเภทหลังมักคาดหวังว่าผู้ให้บริการจะสามารถตอบสนองทุกความต้องการและรองรับการใช้งานอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดของพวกเขาได้ผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งคำตอบที่รับรองความพึงพอใจของลูกค้าทั้งสองประเภทได้มาถึงแล้ว… สิ่งนั้นคือดิจิตอลบิลนั่นเอง

บิลรูปแบบดิจิตอลนั้นใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ลูกค้าของคุณเข้าใจค่าใช้จ่าย, ทำรายการ และติดต่อลูกค้าสัมพันธ์ได้ตามที่ต้องการ นั้นหมายถึงลูกค้าคุณทุกคนจะพึงพอใจกับการให้บริการ สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยในศักยภาพของบิลรูปแบบดิจิตอล งานวิจัยล่าสุดของ การ์ตเนอร์ แสดงให้เห็นว่าภายในปี 2017 เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของการสื่อสารกับลูกค้าจะเป็นการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ ซึ่งในบิลแบบดิจิตอลต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะอาจเกิดปัญหาได้หลายแบบ เช่น ในเรื่องการให้บริการหลังการขาย (Service and Service Mind), การติดต่อสอบถามข้อมูล รายละเอียดของบิล (Call Center) เป็นต้น นับเป็นช่องทางหนึ่งที่ลูกค้ามักคาดหวังเช่นกัน

4 ข้อได้เปรียบที่ลูกค้าของคุณจะได้รับจากดิจิตอลบิล

  • ใช้งานง่าย : ลูกค้าสามารถดิจิตอลบิลได้เอง ไม่จะเป็นตัวอักษรที่ใช้, กราฟิกแสดงผล หรือการใช้งาน ทำให้การเข้าใจค่าใช้จ่ายเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากขึ้น
  • ช่องทางการใช้งานที่สอดคล้องกัน : ไม่ว่าลูกค้าจะเลือกช่องทางไหนในการรับบิล (เช่น แอพพลิเคชั่น, SMS หรือเว็บ) ลูกค้าก็จะสามารถเข้าถึงและเรียกดูดิจิตอลบิลได้เมื่อต้องการ
  • การปรับแต่งแพคเกจให้เข้ากับความต้องการของลูกค้า : โปรโมชั่นจะถูกออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายเพื่อความพึงพอใจทางด้านบริการอย่างสูงสุด
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : ในปัจจุบัน ผู้คนในสังคมให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น แน่นอนว่ารวมไปถึงลูกค้าของคุณด้วย ดิจิตอลบิลเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายป่าอเมซอน จึงเป็นส่วนช่วยในการลดจำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์

จากบทความด้านบนทำให้นักธุรกิจ หรือองค์กรแต่ละแห่งควรเปลี่ยนมาใช้งานแบบดิจิตอลแต่อาจต้องคงอยู่ของบิลกระดาษไว้เช่นกัน เพราะเป็นหลักฐานในการใช้งานส่วนอื่นๆ ต่อไป ทั้งยังเป็นปรโยชน์กับลูกค้าในหลายส่วนอีกเช่นกัน ปัจจุบันความรวดเร็วต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นพุ่งเป้าไปที่ความชัดเจนของข้อมูลที่ลูกค้าได้รับ หวังว่าบทความนี้คงเป็นประโยชน์กับหลายๆ คน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ภายในชีวิตประจำวันให้ดีขึ้นไปอีกขั้น พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่และขับเคลื่อนกระตุ้นยอดต่างๆ ได้เป็นอย่างดี