เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เสียงนาฬิกาปลุก หรือเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกดังลั่นหัวนอน กับภาพที่คุณสะลึมสะลือควานหาปุ่มหยุดเสียง ต้องตื่นไปทำงานอีกแล้วหรอเนี่ยถึงจะเป้นพนักงานออฟฟิสหรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามเถอะ แล้วก็ทิ้งตัวลงนอนต่ออีกครั้ง แล้วคุณก็ต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะความตกใจกับเวลาที่หายไปจากความขี้เกียจในการไปทำงาน ความลุกลี้ลุกลนออกจากบ้าน เดินทางไปทำงานด้วยความกระวนกระวาย จบท้ายในช่วงเช้ากับการเข้างานสายไปเกือบๆชั่วโมง

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เริ่มต้นวันด้วยความไม่สดใสตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน สุดท้ายแล้วคุณก็กลับมานั่งเนือยที่โต๊ะทำงานคุณใหม่ ตามด้วยการทำงานแบบเซ็งๆ ความขี้เกียจในที่ทำงาน ยังคงลากยาวไปช่วงบ่ายด้วยการสัปงกที่โต๊ะทำงาน และที่ประหลาดคือเมื่อใกล้เลิกงาน คุณจะสดชื่นเหมือนได้ยาบำรุงเป็นอย่างดีพร้อมกลับบ้าน

ก่อนอื่น ถามตัวเองเสียก่อน คุณขี้เกียจทำงานจริงๆหรือแค่เหนื่อยเกินไป

ความขี้เกียจในที่ทำงาน เริ่มเป็นปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
จริงๆแล้ว ความขี้เกียจในที่ทำงานทำให้คุณทำงานไม่เสร็จตามกำหนดด้วยใช่หรือเปล่า การทำงานให้เสร็จต้องล่าช้าไปเกินกว่าเวลาปกติเพียงเล็กน้อยก็ยังนับว่ายังพอรับได้อยู่ แต่ถ้าความขี้เกียจนั้นสร้างปัญหาในการทำงานของคุณต่อไปล่ะ ? การเลื่อนส่งงานทำให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไปเรื่อยๆ เมื่อคุณเลื่อนเดดไลน์ส่งงานไปครั้งหนึ่งแล้ว การประเมินผลงานของคุณหรือแม้กระทั่งการได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรโมตก็อาจมีผลด้วยทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีผลโดยตรงกับความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพการทำงาน

ยังมีวิธีการหยุดความขี้เกียจนี้ การทำให้ตัวเองกระปรี้กระเปร่า กระตุ้นตัวเองให้พร้อมเริ่มงานในทุกเช้า ลองใช้กลยุทธ์ทั้ง 7 แบบนี้ในการสู้กับความขี้เกียจและค้นหาแรงบันดาลใจในวันที่คุณขี้เกียจทำงานดูครับ

วิธีการหยุดความขี้เกียจในที่ทำงาน
1. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

คุณต้องระบุปัญหาที่เกิดก่อนที่คุณจะแก้ไขปัญหานั้นได้ การบอกแค่เพียงคุณขี้เกียจในที่ทำงานนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เลิกโทษอย่างอื่นแล้วยอมรับความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้คุณขี้เกียจในการทำงานซึ่งมีแต่จะทำให้งานออกมาแย่หรือพลาดเดดไลน์ในการทำงานไป

ลองมองดูงานที่คุณเพิ่งทำผ่านไปไม่กี่วัน คุณได้โยนงานให้คนอื่นแบกอยู่หรือเปล่า คุณเป็นพนักงานในทีมแบบไหนกัน ? ลองประเมินพฤติกรรมในการทำงานของคุณ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะขี้เกียจทำงาน การประเมินด้วยตัวคุณเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงผลงานของคุณเอง พฤติกรรมของคุณมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะปรับปรุงและพัฒนามันได้

2. ใช้ตัวช่วยวางแผนการทำงาน

เปลี่ยนความขี้เกียจในการทำงานแต่ละวันด้วยการใช้แพลนเนอร์เพื่อช่วยวางแผนการทำงาน การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญในการทำงานแทนที่การทำงานแบบเฉพาะหน้านั้นมีความสำคัญมากที่สุดซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้น การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้คุณโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นและทำให้เสร็จตามแผนคุณจะรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายและมีแรงกระตุ้นในการทำงาน

ลองใช้แพลนเนอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ bullet เพื่อเน้นความสำคัญ คุณสามารถสร้างรายการทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยแพลนเนอร์นั้นไม่ควรจะซับซ้อนจนเกินไป มีเพียงลำดับรายการที่คุณต้องทำให้เสร็จและไม่ต้องลงงานที่ไม่สำคัญลงในนั้น

3. ตั้งเป้าหมายเป็นประจำ

การทำงานง่ายๆให้สำเร็จตามเป้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุณก็ยังต้องการเป้าหมายในการพัฒนาด้วยเช่นกัน เป้าหมายดังกล่าวควรจะช่วยให้คุณเกิดการพัฒนาทักษะและการรับมือในสถานการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจตั้งเป้าในการเลื่อนขั้น ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นหรือรู้จักเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายดังกล่าวอาจกำหนดเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาสหรือรายปี พยายามรายงานผลการทำงานให้เป็นประจำสม่ำเสมอด้วย

เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้คุณมีทิศทางในการทำงานใสมากยิ่งกว่าเดิม และช่วยขจัดความขี้เกียจในระหว่างวันทำงานอีกต่างหาก

4. พักเสียบ้าง

การพักไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหายขี้เกียจแล้ว ยังช่วยลดความเครียดและการขาดเป้าหมายในการทำงานได้อีกด้วย ช่วยให้เติมเต็มไฟในการกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง การพักในระหว่างการทำงานยังช่วยไม่ให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งจะก่อให้เกิดความขี้เกียจอีกด้วย

5. สร้างลักษณะนิสัยที่ดีนอกเหนือที่ทำงาน

ถ้าคุณสามารถสร้างรูปแบบการทำงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนอกเหนือจากในที่ทำงานแล้ว คุณสามารถนำไปใช้ในที่ทำงานได้เช่นเดียวกัน คุณสามารถเลือกที่จะใช้เวลาทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่าเสียเวลากับการนั่งดูซีรีย์ที่บ้านเป็นชั่วโมงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าวหรือทำความสะอาดบ้านเพียงไม่กี่นาทีก่อนทำอย่างอื่น อย่าลืมเรื่องของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพกายคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังชีวิตการทำงานของคุณอีกด้วย การออกกำลังกายช่วยให้คุณสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆได้และช่วยให้คุณรู้สึกมีแรงกระตุ้นและพยายามยิ่งกว่าเดิม การออกกำลังกายด้วยตารางการฝึกง่ายๆช่วยขจัดความขี้เกียจและได้รับแรงกระตุ้นดียิ่งขึ้น

6. จัดการปัญหาต่างๆที่แอบแฝงอยู่

ถ้าคุณพบว่าตัวเองยังขี้เกียจในที่ทำงาน แน่ใจหรือยังว่าไม่มีปัญหาอื่นๆซ่อนอยู่มีผลต่อคุณ สาเหตุที่คุณขี้เกียจอาจจะมาจากปัญหาอื่นๆก็เป็นไปได้ เช่น หากคุณรู้สึกหมดแรง คุณอาจต้องปรับการทานอาหาร หรือหากคุณนอนไม่หลับ อาจมีสาเหตุมาจากที่นอนหลับพักผ่อนที่ไม่โอเคก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสาเหตุจากความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาจากความไม่พึงพอใจในทีี่ทำงาน อาจเกิดจากงานที่ไม่เหมาะสมกับคุณก็เป็นไปได้ ลองหางานใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีตัวเลือกงานและบริษัทให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของแต่ละคนด้วยครับ เมื่อคุณได้งานที่ดี แรงบันดาลใจในการทำงานจะกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

7. ให้รางวัลตัวเอง

เมื่อคุณสามารถปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้แล้ว คุณก็ควรจะให้รางวัลตัวเองได้ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ สร้างระบบการให้รางวัลสำหรับคุณเอง ทำให้คุณมีแรงกระตุ้นอยู่เสมอ และทำให้เห็นว่าคุณเองก็สามารถมาได้ไกลมากแค่ไหนแล้ว เพียงเท่านี้คุณก็จะก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจไปได้

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

คนเราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้หลากหลายขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และพรแสวง บางคนเก่งในตำราแต่บางคนเก่งจากการลงมือทำ คนที่เรียนเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสารที่ดีหรือเข้าสังคมเก่งตามไปด้วย ทักษะนอกห้องเรียนเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นจะต้องมีในการประสบความสำเร็จในโลกของการทำงานหรือ ฟรีแลนซ์ ดังนั้นหากคุณเป็นหนึ่งในเด็กจบใหม่ที่ได้เกรดค่อนข้างน้อย เชิดหน้าเข้าไว้ เพราะเกรดอาจไม่ได้เป็นตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานหรือไม่เสมอไป

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

หลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีเหตุให้ต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ที่เขามีไปสร้างสิ่งที่โลกต้องตะลึงในโลกของการทำงานนอกรั้วมหาวิทยาลัย กลุ่มคนดังเหล่านี้ เช่น ริชาร์ด แบรนสัน, สตีฟ จ๊อปส์, โอปราห์ วินฟรีย์ หรือ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก เป็นต้น

การได้เกรดเอรวด หรือได้เกรดสูง ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่เกรดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นตัววัดวุฒิภาวะ ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) หรือคุณลักษณะโดดเด่นอื่น ๆ เช่น การเอาตัวรอดนอกห้องเรียน ความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นต้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่สูงนัก อย่าให้เกรดเป็นอุปสรรคในการตามความฝันของคุณ พร้อมแนวคิดดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณสร้างโอกาสในการได้งานที่ดีโดยไม่พึ่งเกรดมาฝากกัน

1. ทดลองไปฝึกงานที่บริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง

การมีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างจะทำให้คุณได้เปรียบและในบางกรณีดูมี “อะไร” มากกว่าการมีเกรดที่สวยหรู นายจ้างมักต้องการเด็กจบใหม่ที่พร้อมจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระโดยที่ไม่ต้องมีคนมาดูแลมากมาย ขณะเรียนคุณควรหาโอกาสไปฝึกงานตามบริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง ประสบการณ์ในการฝึกงานมากกว่าหนึ่งแห่งในบริษัทที่เชื่อถือได้จะเป็นการรับรองทางอ้อมให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีความสามารถและความน่าเชื่อถือในการทำงานในระดับหนึ่ง

2. ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเด็กเรียนได้เกรดสูง แต่การเป็นเด็กกิจกรรมก็ทำให้คุณได้สั่งเสริมประสบการณ์ด้านต่าง ๆ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรม สมาคมต่าง ๆ ที่มีในมหาวิทยาลัยจะช่วยขัดเกลาและฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณได้ค้นหาตัวเองว่ามีความชอบและความถนัดในด้านใดเป็นพิเศษได้อีกด้วย การได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมทำกิจกรรมนอกหลักสูตรยังจะช่วยฝึกทักษะความเป็นผู้นำ และเปิดโอกาสให้คุณได้ฝึกการจัดการงานอีเวนท์ต่าง ๆ ได้ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คุณได้เปรียบผู้สมัครงานคนอื่น ๆ ที่อาจมีดีแค่เกรดเพียงอย่างเดียวได้

3. ทำงานอาสาสมัครเป็นจิตอาสา

การอาสาสมัครทำงานเป็นจิตอาสาให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในการทำงานและยังได้ช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งนี้ยังทำให้ว่าที่นายจ้างได้เห็นอีกด้านของคุณว่าเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาที่อยากจะช่วยเหลือสังคม

4. ใช้จุดแข็งด้านโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์

หากคุณเป็นเด็กจบใหม่ในตอนนี้ นั่นหมายความว่าคุณได้เปรียบที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ยุคมิลเลนเนียลที่เทคโนโลยีกำลังครองโลก โปรดจำไว้ว่าคนยุคมิลเลนเนียลเช่นคุณคือกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดกลุ่มหลักของธุรกิจเชิงพาณิชย์และนายจ้างส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ฉะนั้นนี่เป็นโอกาสอันดีของคุณที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างประทับใจในทักษะการใช้โซเชียลมีเดียและความรู้ทางเทคโนโลยีของคุณให้เป็นประโยชน์

คุณควรจะรักษาสถานภาพทางโซเชียลมีเดียของคุณให้มีความน่าเชื่อถือ หมั่นอัปโหลดบล็อกส่วนตัวของคุณ และการมีแอคเคานท์ในอินสตาแกรมหรือยูทูปและสร้างคอนเทนท์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยคุณได้หากคุณสนใจในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารโดยใช้โซเชียลมีเดียหรือธุรกิจที่ต้องใช้การตลาดออนไลน์ การมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมหรือยูทูปหลายพันคนจะสร้างความน่าเชื่อถือให้คุณไปโดยปริยายไม่ว่าคุณจะมีเกรดเท่าใดก็ตาม

5. มุ่งเน้นไปที่ทักษะความสามารถที่ถ่ายทอดผ่านงานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากผลการเรียน

ทักษะทางการทำงานที่คุณได้รับและฝึกฝนผ่านการทำงานและทำกิจกรรมต่าง ๆ (Transferable Skills) มีความสำคัญเทียบเท่ากับทักษะทางเทคนิคหรือองค์ความรู้ที่คุณได้รับจากตำราเรียน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีวินัย มีความรับผิดชอบจะทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การมีทักษะการติดต่อสื่อสารและการเข้าสังคมที่ดีที่รู้จักกาลเทศะจะช่วยให้คุณทำงานกับคนอื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะทางการทำงานพื้นฐานที่คุณควรต้องมีและฝึกฝนเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน

การที่คุณได้เกรดต่ำ หรือมีผลการเรียนที่ไม่ดีไม่ได้หมายความว่าโลกของคุณจะดับสูญไป คุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังมีโอกาสรอคุณอยู่มากมาย คำถามคือคุณควรจะใช้ความสามารถและทักษะที่คุณมีอย่างไร และใช้มันไปทำอะไร พวกเราล้วนมีพรสวรรค์และพรแสวงที่ต่างกัน คุณแค่ต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด