Sandisk ออกแบบการ์ด ที่เหมาะกับ Lifestyle

เวิสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอร์เรชั่น (NASDAQ: WDC) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูล ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Sandisk ออกแบบการ์ด ที่เหมาะกับ Lifestyle ของสมาร์ทโฟน ซึ่งยังมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งความรวดเร็วและพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้มือถือของตนเอง โทรศัพท์มือถือยังคงเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย ผู้ใช้สมาร์ทโฟนจึงต้องการความจุที่มากเพียงพอต่อการถ่ายภาพและบันทึกภาพในทุกๆ เหตุการณ์ ทั้งยังสามารถรับชมหรือฟังสื่อต่างๆได้เป็นจำนวนมากและรวดเร็วเท่าที่ต้องการ อย่างไรก็ตามสมาร์ทโฟนยังคงมีพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลที่จำกัด จึงทำให้มีบ่อยครั้งที่ผู้ใช้งานต้องเลือกซื้อการ์ดความจำสำหรับมือถือมาเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล

การ์ดความจำสำหรับมือถือมีอย่างมากมาย หลากหลายประเภท ซึ่งมีความแตกต่างกันด้วยความเร็วในการเขียนข้อมูลและพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล จึงอาจกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ใช้ในการตัดสินใจเลือกซื้อการ์ดความจำที่ดีที่สุดและเหมาะสำหรับความต้องการของตนเอง คุณเจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการการตลาดและการค้าปลีกแซนดิสก์ ประจำประเทศไทย บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่นได้ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ผู้ใช้งานควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเลือกซื้อการ์ดความจำสำหรับมือถือ คือ คุณสมบัติของสมาร์ทโฟนท่านใช้งานอยู่ “ผู้ใช้งานควรคำนึงว่ากิจกรรมประเภทไหนที่เขามักใช้งานบนสมาร์ทโฟน รวมถึงแนวโน้มในการใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล ยกตัวอย่างเช่น สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ต้องการใช้มือถือในการบันทึกวิดีโอที่มีประสิทธิภาพสูง ผู้ใช้จึงควรเลือกใช้การ์ดความจำที่สามารถให้ความมั่นใจได้ว่าพร้อมจะประมอบความรวดเร็วในการเขียนข้อมูลได้ดี” คุณเจษฎากล่าว

Sandisk ออกแบบการ์ด ที่เหมาะกับ Lifestyle

Sandisk ออกแบบการ์ด ที่เหมาะกับ Lifestyle

แซนดิสก์ช่วยผู้บริโภคเลือกการ์ดความจำให้เหมาะกับการใช้งาน Speed Class เป็นคุณสมบัติของการ์ดความจำสำหรับมือถือที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการบันทึกวิดีโอ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ Speed Class สำหรับวิดีโอความละเอียดระดับมาตรฐาน ระดับ HD ระดับ Full HD รวมถึงแบบ UHS ที่ให้ความเร็วอันทรงประสิทธิภาพสำหรับวิดีโอความละเอียดระดับ Full HD และ 4K UHD Video โดยล่าสุดสมาคมผู้ผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการ์ด SD (SD Association) ได้ประกาศเปิดตัว Speed Class แบบใหม่ คือ Video Speed Class (V) เพื่อบ่งบอกถึงความละเอียดที่แตกต่างกันของวิดีโอ และฟีเจอร์ในการบันทึก รวมถึงกลุ่มภาพเสมือนจริง (virtual reality content) การจับภาพแบบ 360 องศา (360 capture) และ วิดีโอความละเอียดระดับ 8K เป็นต้น

คุณเจษฎา ได้กล่าวต่อว่า หากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานสามารถรองรับวิดีโอ 4K และมีความต้องการบันทึกวิดีโอแบบ 4K อีกจำนวนมาก พวกเขาควรเลือกการ์ดความจำรุ่น SanDisk Extreme หรือ SanDisk Extreme PRO microSDXC™ ซึ่งมาพร้อมกับโลโก้ U3 ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของโลโก้ V30 ที่มาจาก V Class และรองการบันทึกวิดีโอแบบ 4K อีกด้วย สำหรับผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนที่รองรับการบันทึกวิดีโอแบบ Full HD ควรเลือกใช้การ์ดความจำรุ่น SanDisk Ultra microSD ซึ่งมีโลโก้ C10 “หากว่าการ์ดความจำที่คุณเลือกซื้อไม่สามารถเล่นวิดีโอที่คุณบันทึกไปได้อย่างราบรื่น คุณก็อาจประสบปัญหาวิดีโอกระตุก (Dropped frames) ในขณะที่ดูวิดีโอ ซึ่งจะทำให้ภาพบางส่วนอาจขาดหายไปหรือเกิดการกระตุกค้างได้ ซึ่งอาจรวมถึงการบันทึกภาพที่คลาดเคลื่อนหรือมีจุดภาพที่รบกวน ที่ล้วนแต่เป็นผลจากการเลือกซื้อการ์ดความจำที่ผิดประเภท” คุณเจษฎากล่าวเสริม ทั้งนี้ความเร็วของการ์ดความจำยังสามารถบ่งบอกถึงความเร็วในการดาวน์โหลด การโอนถ่ายข้อมูล และการเข้าถึงข้อมูล ตัวอย่างเช่น การโอนถ่ายไฟล์ภาพยนตร์บลูเรย์ ที่อาจต้องใช้เวลามากถึง 91 นาที หากใช้การ์ดความจำที่มีความเร็วเพียง 4MB ต่อวินาที แต่หากถ่ายโอนข้อมูลเดียวกันด้วยการ์ดความจำที่มีให้ความเร็ว 95 MB ต่อวินาที ก็จะใช้เวลาถ่ายโอนเพียง 4 นาทีเท่านั้น

กลุ่มการ์ดความจำประสิทธิภาพสูงของแซนดิสก์
การ์ดความจำประสิทธิภาพสูงของแซนดิสก์มีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทย การ์ดความจำ microSD ที่มอบความเร็วที่สุดในโลกอย่าง SanDisk Extreme PRO microSDXC UHS-II ซึ่งมีจำหน่ายทั้งในขนาด 64 GB และ 128 GB สำหรับรุ่น SanDisk Extreme PRO มอบความเร็วสูงสุดถึง 275 MB ต่อวินาที และมาพร้อมกับ USB 3.O ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถถ่ายโอนไฟล์ วิดีโอแบบ 4K UHD ขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การ์ดความจำรุ่น SanDisk Extreme microSDHC™ / microSDXC™ UHS-I ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจับภาพที่สมบูรณ์แบบด้วยโหมดการถ่ายภาพแบบต่อเนื่อง มาพร้อมกับความจุตั้งแต่ขนาด 16GB ถึง 256GB สำหรับรุ่น SanDisk Extreme ได้ถูกผลิตขึ้นมาให้มีความทนทานเพื่อรองรับการใช้งานในทุกสภาวะแวดล้อม

การ์ดความจำรุ่น SanDisk Ultra® microSDXC™ UHS-I มอบความจุตั้งแต่ขนาด 200GB ถึง 256GB ซึ่งทำให้คุณสามารถถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอได้โดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่เก็บข้อมูลจะเพียงพอหรือไม่ และไม่ว่าไลฟ์สไตล์การใช้มือถือของคุณจะเป็นแบบไหน หรือมีความต้องการพิเศษมากเพียงใด คุณก็สามารถมั่นใจได้ว่าคุณจะสามารถมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของคุณได้จากผลิตภัณฑ์ของแซนดิสก์ที่ครอบคลุมทุกควาต้องการอย่างแท้จริง สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของแซนดิสก์โดยเวิสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอร์เรชั่น ได้มอบโซลูชั่นด้านการจัดเก็บข้อมูลสำหรับมือถือให้อย่างสมบูรณ์ จึงสะดวกต่อผู้ใช้งานในด้านการขยายพื้นที่การจัดเก็บข้อมูล การจัดการข้อมูลบนอุปกรณ์จาก Apple , Android และ Windows สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของกลุ่มผลิตภัณฑ์แห่งนวัตกรรมโดยเวิสเทิร์น ดิจิตอล สามารถเข้าชมได้ที่ www.sandisk.com/home/mobile-device-storage

USB Type-C รุ่นใหม่ ที่เร็วขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้น

เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: WDC) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลและโซลูชั่น เปิดตัวอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับมือถือภายใต้แบรนด์แซนดิสก์ ด้วยแฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C รุ่นใหม่ พร้อมดีไซน์ที่สามารถพับเก็บได้อีกทั้งความเร็วและความจุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเพิ่มพื้นที่การใช้งานและถ่ายโอนข้อมูลจากสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ USB-C ได้อย่างง่ายดาย1

USB TYPE-C ที่เร็วขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้น

USB Type-C รุ่นใหม่ ที่เร็วขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้น

เจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย แบรนด์แซนดิสก์ กล่าวว่า “USB Type-C พลิกวงการการจัดเก็บข้อมูลด้วยตัวเชื่อมที่สามารถพลิกกลับด้านได้ พร้อมความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลชั้นเลิศ และใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์อีกด้วย ในปัจจุบันอุปกรณ์ Type-C มีเพิ่มมากขึ้นในตลาดและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือแบบไดรฟ์ Type-C ดังนั้นแซนดิสก์จึงสามารถตอบโจทย์ด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลและโซลูชั่นแก่ผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C รุ่นใหม่มาพร้อมกับความจุที่มากขึ้นถึงสองเท่าและมอบความสะดวกสบายในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงเพิ่มพื้นที่สำหรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C รุ่นล่าสุดมาในรุ่นความจุขนาดสูงถึง 128GB* ในดีไซน์ที่เรียบหรูมาพร้อมกับตัวเชื่อม USB Type C และหัว USB มาตรฐาน (Type-A) ที่สามารถพลิกกลับด้านได้ จึงช่วยให้ผู้ใช้งานถ่ายโอนข้อมูลและเพิ่มพื้นที่การใช้งานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ Next-generation นอกจากนี้แล้วยังมาพร้อมกับไดร์ฟ USB 3.1 ที่มีความเร็วสูงถึง 150MB/s2 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนย้ายไฟล์รูปภาพและวีดีโอเข้าคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

เคน ไฮเยอร์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์ และกรรมการฝ่ายกลยุทธ์อุปกรณ์ไร้สาย กล่าวว่า “ภายในพ.ศ.2563 เราคาดการณ์ว่าประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของโทรศัพท์มือถือที่วางจำหน่ายทั่วโลกจะมีตัวเชื่อม USB-C หรือเท่ากับเพิ่มขึ้น 800 เปอร์เซ็นต์ภายใน 44 ปีข้างหน้า และตามอัตราการเติบโตที่คาดการณ์นี้แล้ว เราคาดว่าจะมีโซลูชั่นเช่นเดียวกับ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C เพื่อช่วยเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่มีตัวเชื่อมที่แตกต่างกันในตลาดเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C สามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น SanDisk® Memory Zone สำหรับอุปกรณ์ Android™ และช่วยให้ผู้ใช้งานสมารถจัดการและสำรองข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นได้ฟรีผ่าน Google Play™3 นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นจะเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเสียบไดรฟ์เข้าไปยังอุปกรณ์ที่รองรับ เพื่อช่วยมอบการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันที

สำหรับแฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยเติมเต็มความสมูรณ์ให้แก่แซนดิสก์ ในโซลูชั่นของอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลสำหรือมือถือแบบ USB Type-C ซึ่งมีทั้ง ไดรฟ์ USB และ SSDsที่พกพาได้

ราคาและการจัดจำหน่าย
แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี4 วางจำหน่ายที่ร้านค้าปลีกชั้นนำ ด้วยความจุขนาด 16GB, 32GB, 64GB และ 128GB ในราคา 420 บาท 690 บาท 990 บาท และ 1,890 บาท

Sandisk ขยายสู่ ตลาดค้าปลีก SSD ในประเทศไทย

แซนดิสก์พร้อมนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ ตลอดมา โดยล่าสุดได้ขยายตัวสู่นวัตกรรมใหม่ที่ครอบคลุมสู่กลุ่ม SSD เพื่อตอบสนองสู่ความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊คที่ต้องการความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งชำนาญด้านเทคโนโลยีที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีความเร็วมากขึ้นเพื่อรองรับเกมส์ใหม่ๆในปัจจุบัน หรือแม้แต่กลุ่มผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปหรือสื่อมวลชนที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้งานด้านสื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมด้านธุรกิจต่างๆ

Sandisk ขยายสู่ ตลาดค้าปลีก SSD ในประเทศไทย

Sandisk ขยายสู่ ตลาดค้าปลีก SSD ในประเทศไทย

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชมากว่า 27 ปี แซนดิสก์จึงมีองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่งอย่างมาก แซนดิสก์ได้เริ่มผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่ม SSD มาตั้งแต่ปี 1991 จนถึงปัจจุบัน โดยได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมมาจำนวนมาก4 ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลเทคโนโลยีใหม่แบบ 3D Memory แซนดิสก์นับเป็นผู้นำในกลุ่มอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช ซึ่งรวมถึงการมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม SSD ที่หลากหลายมากที่สุด ไม่ว่าจะเพื่อเสริมประสิทธิภาพของเซิฟเวอร์ในศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ รวมไปถึงลูกค้ากลุ่ม SSD รายย่อย แซนดิกส์จึงเป็นบริษัทที่ทำการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเมื่อเร็วๆนี้ แซนดิกส์ได้เปิดโรงงานแห่งใหม่ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกในวงการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีการผลิต SSD แบบครบวงจร โดยการรวบรวมทุกกระบวนการผลิตไว้ในที่เดียวกัน จึงสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง

เจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย แซนดิสก์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่ม SSD กำลังกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการเข้าถึงข้อมูลและการบูทเครื่องที่เร็วกว่า แต่กลับใช้พลังงานที่น้อยกว่า จึงไม่เพียงเหมาะแก่การใช้กับโน้ตบุ๊คเท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือใช้เพื่อการเล่นเกมส์ ที่ต่างเริ่มหันมาใช้ SSD เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มช่างถ่ายภาพและช่างถ่ายวิดีโอมืออาชีพ รวมถึงผู้ทำงานด้านกราฟฟิกต่างๆ ที่ต้องการความรวดเร็วในการโอนถ่ายไฟล์ขนาดใหญ่ ซึ่งด้วยความแข็งแกร่งและหลากหลายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD ของแซนดิสก์ ทำให้เราสามารถนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดของ SSD สู่กลุ่มต่างๆ ในท้องตลาดได้อย่างครอบคลุม

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม SSD สำหรับตลาดค้าปลีก ในปัจจุบัน ประกอบด้วย รุ่น SanDisk® SSD PLUS, SanDisk Ultra® II SSD และ SanDisk Extreme® Pro SSD ซึ่งใช้สำหรับติดตั้งภายในตัวเครื่อง นอกจากนี้ยังมีรูปแบบพกพาและใช้ภายนอกตัวเครื่องซึ่งอยู่ในกลุ่ม SSD แบบพกพา ในซีรี่ย์ของ SanDisk Extreme®

SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 900 – SSD แบบพกพารุ่นใหม่ พร้อมประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในโลกปัจจุบัน
SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 900 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความจุของข้อมูลโดยสามารถจัดเก็บได้สูงสุด 1.92 TB* และยังทำงานได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์1พกพาโดยทั่วไปสูงสุด 9 เท่าตัว ผู้ใช้งานจึงสามารถทำงานได้อย่างง่ายดายแม้จะมีวิดีโอความละเอียด 4K มีการถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงหรือการสร้างผลงานกราฟฟิกที่มีไฟล์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 900 ยังมีขนาดที่สะดวกในการพกพาและมีความคงทนจากกรอบอะลูมิเนียม ผู้ใช้งานจึงสามารถพกพาไปได้ทุกที่อย่างสะดวกสบาย โดยมีคุณสมบัติด้านการเข้าถึงหรือแชร์ไฟล์ดิจิตอลขนาดใหญ่ได้เพียงไม่กี่วินาทีด้วยความเร็วสูงสุด 850 MB/วินาที** จึงช่วยลดเวลาในการทำงาน ผู้ใช้สามารถเร่งทำงานตามแผนได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลถึงขนาดไฟล์ นอกจากนี้ยังมีสาย USB Type-C และ Type-A เพื่อความยืดหยุ่นด้านการทำงานในแต่ละระบบ

SanDisk Extreme 900 SSDs จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคม ด้วยความจุขนาด 480 GB 960GB และ 1.92TB ในราคา18,500 บาท 27,500 บาท และ 45,500 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 3 ปี

SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 500 – ขนาดกะทัดรัดแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ
SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 500 มีขนาดที่เล็กเพียงครึ่งหนึ่งของสมาร์ทโฟน แต่มาพร้อมความเร็วที่สูงกว่าฮาร์ดดิสก์1พกพาทั่วไป สูงสุด 4 เท่าตัว ซึ่งผู้ใช้สามารถถ่ายโอนไฟล์วิดีโอหรือภาพได้ด้วยความเร็วสูงสุด 415MB/วินาที** โดยให้ความจุสูงถึง 480 GB* แต่กลับมีน้ำหนักที่เบา ทนทานต่อการใช้งานและให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วและความปลอดภัยของข้อมูลตลอดระยะเวลาที่เดินทาง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สะดวกต่อการพกพา มีความทนทาน ด้วยสไตล์สีดำที่ให้ความทันสมัยพร้อมกันชนที่ทำจากยาง รวมถึงวงแหวนที่ออกแบบมาสำหรับการคล้องกับกระเป๋า

SanDisk Extreme 500 Portable SSDs พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 120 GB, 240 GB และ 480 GB ในราคา 4,500 บาท 7,000 บาท และ 11,500 บาท ตามลำดับ สำหรับพร้อมการรับประกัน 3 ปี

SanDisk SSD PLUS – ก้าวแรกสู่โลก SSD
SanDisk SSD Plus เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้โน้ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบการทำงานของเครื่อง โดยให้ความเร็วในการอ่านข้อูมลอย่างต่อเนื่องสูงสุดถึง 520 MB/วินาที** จึงสามารถบูทเครื่อง เข้าโปรแกรม ถ่ายโอนข้อมูล และเล่นเกมส์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน** นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีกมากมายรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ โปรแกรม ไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง เกมส์ และอีกมากมาย โดยผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายในความจุขนาด 120 GB และ 240 GB**

SanDisk SSD Plus พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 120 GB และ 240 GB ในราคา 1,850 บาท และ 3,150 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 3 ปี

SanDisk Ultra II SSD – ให้คุณใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ ด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น
SanDisk Ultra II SSD ได้รับการพัฒนาด้านแผงวงจร SSD เพิ่มความคุ้มค่าสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้ง่าย ทั้งยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่และพลังงาน นอกจากนี้ SanDisk Ultra II SSD ยังทำให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น2 กว่าฮาร์ดดิสก์ตัวเก่ามากถึง 28 เท่า และช่วยประหยัดแบตเตอรี่3ได้มากขึ้นถึง 20% พร้อมด้วยความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 550 MB/วินาที* และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 500 MB/วินาที* สามารถบูทเครื่องได้เร็วขึ้นพร้อมเพิ่มความเร็วในการเปิดใช้โปรแกรมต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยี X3 NAND Flash จึงทำให้ SanDisk Ultra II SSD มาพร้อมกับเทคโนโลยี nCache Pro 2.0 เทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยเพิ่มความเร็ว ความทนทาน ทั้งยังทนต่อการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการร่วงหล่นของตัวเครื่องโดยที่ข้อมูลยังคงปลอดภัยอยู่เช่นเดิม

SanDisk Ultra II SSD พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 120 GB 240 GB 480 GB และ 960 GB ในราคา 2,350 บาท 3,650 บาท 6,500 บาท และ 12,500 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 3 ปี

SanDisk Extreme Pro SSD – ส่งมอบความรวดเร็วได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับนักออกแบบงานกราฟฟิกมืออาชีพ
SanDisk Extreme PRO® SSD มาพร้อมกับเทคโนโลยี nCache Pro ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้รักการเล่นเกมส์ ผู้ที่จำเป็นต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ่อยครั้งและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อต่างๆ ซึ่งมีความต้องการประสิทธิภาพในการทำงานขั้นสูง โดยได้ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 550 MB/วินาที และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 520 MB/วินาที ดังนั้น SanDisk Extreme PRO จึงเหมาะแก่การใช้งานด้านโปรแกรมกราฟฟิกและการเล่นเกมส์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับการจัดเก็บข้อมูลสูงถึง 1 TB พร้อมรองรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของโปรแกรม เกมส์ หรือไฟล์ประเภทต่างๆ รวมถึงความรวดเร็วในการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ธรรมดากลายเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการเล่นเกมส์ได้อย่างง่ายดาย

SanDisk Extreme PRO® SSD พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 240 GB 480 GB และ 960 GB ในราคา 4,850 บาท 9,250 บาท และ 17,500 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 10 ปี