ไทยพาณิชย์ ยกเลิกค่าธรรมเนียม ผู้ประกอบการรายย่อยส่งแคมเปญยักษ์

ไทยพาณิชย์ ยกเลิกค่าธรรมเนียม ผู้ประกอบการรายย่อยส่งแคมเปญยักษ์

ธนาคารไทยพาณิชย์ จับอินไซต์กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลัง “เหนื่อย” ต่อการทำธุรกิจในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมส่งแคมเปญ “SME Fighto” (เอสเอ็มอี ไฟท์โตะ) ปลุกสปิริตนักสู้ผู้ประกอบการให้ไม่ยอมแพ้ และอาวุธใหม่ “มณี Free Solution” ผู้ช่วยเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร ให้ค้าขายราบรื่น ร่ำรวย เติบโตอย่างมั่งคั่ง ด้วยสามจุดเด่นที่ให้แบบฟรีๆ สำหรับเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท ได้แก่ 1) ฟรี! ค่าธรรมเนียมทุกประเภทเมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง รวมถึงฟรีบริการรับฝากเช็คข้ามเขต 2) ฟรี! อัพเกรดดอกเบี้ย บัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเดินสะพัดดอกเบี้ยสูงสุด 1% รับดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เมื่อฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 3) ฟรี! บริการ Co-working Space และสัมมนาต่อยอดธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ธนาคารยังได้เปิดตัวแม่มณีรุ่นใหม่ปี 2019 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เป็นตัวแทน “นักสู้” ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีชนะทุกอุปสรรค และเปิดตัว “มณีเกิร์ล” คนล่าสุดประจำปี 2019 “คริส หอวัง” เพื่อช่วยสร้างการจดจำในกลุ่มเป้าหมาย พร้อมปูพรมกิจกรรมสื่อสารการตลาดครบวงจรเพื่อขยายการรับรู้ และมุ่งหวังให้กำลังใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ การมีบทบาทต่อการจ้างงานของประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นในการประกอบธุรกิจ เชื่อมโยงกับกิจกรรมขนาดใหญ่ และภาคการผลิตอื่นๆ โดยกว่า 99.8% ของผู้ประกอบการในไทยเป็นเอสเอ็มอี 50% ของการจ้างงานของธุรกิจในไทยมาจากเอสเอ็มอี และ 70% ของการผลิตของเอสเอ็มอีขายในประเทศ ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงเป็นกลไกหลักเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นช่องทางในการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ทว่าเอสเอ็มอีก็เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางจากภาวะความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากปัจจัยลบจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดกระแส Digital disruption ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบ เพราะปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง”

“ธนาคารไทยพาณิชย์ รับรู้และเข้าใจถึงสภาวะความกดดัน และความเหนื่อยล้าที่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังต้องเผชิญ จึงได้เร่งสานต่อแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างคล่องตัว ด้วยการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทุกประเภทสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยเมื่อทำผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “SME Fighto” ปลุกสปิริตนักสู้ผู้ประกอบการ และ “มณี Free Solution” ผู้ช่วยเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ค้าขายราบรื่น ร่ำรวย เติบโตอย่างมั่งคั่ง ด้วยสามโซลูชั่นสำหรับเอสเอ็มอี นอกจากนี้ธนาคารยังได้เปิดตัว “แม่มณี รุ่นใหม่” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเอสเอ็มอีเอาชนะทุกอุปสรรคและปัญหาที่เข้ามา” นางอภิพันธ์ กล่าว

นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวทางของธนาคารมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์แล้ว ยังต้องเข้าใจบริบทและสภาพแวดล้อมของลูกค้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งทุกวันนี้การทำธุรกิจต้องเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน และเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากและเต็มไปด้วยความท้าทายเช่นนี้ได้ ธนาคารจึงได้นำเสนอ ‘มณี Free Solution’ ซึ่งประกอบด้วยสามจุดเด่น เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท ให้สามารถลดต้นทุนจากการทำธุรกรรม เติบโตอย่างมั่งคั่ง และสามารถต่อยอดธุรกิจได้ ด้วย 1) ฟรี! ค่าธรรมเนียมทุกประเภท เมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง รวมถึงฟรีบริการรับฝากเช็คข้ามเขต 2) ฟรี! อัพเกรดดอกเบี้ย บัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเดินสะพัดดอกเบี้ยสูงสุด 1% รับดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เมื่อฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 3) ฟรี! บริการ Co-working Space และสัมมนาต่อยอดธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น โดยธนาคารได้ปรับ Business Center ให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของคนอยากทำธุรกิจ โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ ไปรษณีย์ไทย wongnai และ GET ที่จะมาร่วมมือในการช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และให้บริการที่สนับสนุนการดำเนินงาน และต่อยอดการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และยังได้ร่วมมือกับ Class café สร้างสรรค์พื้นที่ Co-working Space ขึ้นภายใน Business Center ให้กลายเป็นพื้นที่พบปะและต่อยอดธุรกิจสำหรับผู้ที่คิดอยากทำธุรกิจ รวมถึงการให้ความรู้ผ่านงานสัมมนาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ทดลองพัฒนาสาขาต้นแบบที่เปิดให้บริการธุรกรรมการเงินตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศที่ Business Center สาขาสยามสแควร์ อีกด้วย” นางสาวอรรัตน์ กล่าว

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวคิดแคมเปญ ‘SME Fighto’ มีที่มาจากการที่ธนาคารต้องการให้กำลังใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรค ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากการนำเสนอ ‘มณี Free Solution’ ที่เปรียบเสมือนอาวุธใหม่ให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้แล้ว ธนาคารยังต้องการปลุกพลัง สร้างกำลังใจให้กับผู้ประกอบการเอาชนะทุกอุปสรรคด้วยการออกแบบ ‘แม่มณี’ รุ่นใหม่ปี 2019 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบเอสเอ็มอีทั่วประเทศในการทำธุรกิจ หลังจากที่แม่มณีรุ่นแรกประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ”

“แม่มณี เป็นสัญลักษณ์ของการทำมาค้าขาย ดังนั้น เมื่อธนาคารต้องการช่วยเหลือ สนับสนุน และให้กำลังใจลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ลุกขึ้นมามีพลังใจในการต่อสู้ ‘แม่มณี’ จึงเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดที่จะช่วยสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยดีไซน์ใหม่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘มวยคาดเชือก’ ที่สะท้อนถึงการ ‘สู้ไม่ถอย’ แบบไทยๆ ซึ่งเราอยากปลุกสปิริต ‘นักสู้ที่สู้ไม่ถอย’ ให้กับเอสเอ็มอีไทยทุกคน ให้มีพลังต่อสู้ อย่ายอมแพ้กับอุปสรรค และปัญหาต่างๆ นานาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ โดยแม่มณีรุ่นใหม่ปี 2019 นี้จะสวมชุดตะเบงมาน นุ่งโจงกระเบน มือคาดเชือกสวมมงคล มีท่าทาง และหุ่นที่ทะมัดทะแมง มีมัดกล้ามเล็กๆ ผิวสีน้ำผึ้ง พร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง”

“และเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับแคมเปญฯ ในวงกว้าง ธนาคารจึงได้วางแผนโปรโมทแคมเปญดังกล่าวในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์แพลตฟอร์ม โดยอีกหนึ่งไฮไลท์ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับแคมเปญฯ คือ การเปิดตัว คุณคริส หอวัง ดาราสาวตัวแทนเจ้าของธุรกิจผู้มากความสามารถในฐานะ “มณีเกิร์ล” คนล่าสุด โดยคุณคริสได้ร่วมแสดงภาพยนตร์โฆษณา ถ่ายทอดบทบาทการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต่อสู้กับการโดนตามเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ จนทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย และท้อใจ จนได้มาเจอมณีปี 2019 และมณี Free Solution จากไทยพาณิชย์ ทำให้คุณคริสมีกำลังใจที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต่อไป” นายธนา กล่าว

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยรายงาน Global Digital Transformation Benefits Report 2019 รายงานเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลทั่วโลก ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นการนำเสนอบทพิสูจน์ที่เห็นเป็นรูปธรรมของพลังแห่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทั้งในอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และภาครัฐฯ บทพิสูจน์ดังกล่าว ล้วนมาจากประโยชน์ทางธุรกิจในหลายรูปแบบทั้งในเชิงลึก เชิงปริมาณ จาก 230 โครงการของลูกค้าที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ให้บริการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จาก 41 ประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้ EcoStruxure ซึ่งเป็นทั้งแพลตฟอร์ม และสถาปัตยกรรมของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

เป้าหมายของรายงานดังกล่าวคือการนำเสนอการเปรียบเทียบศักยภาพของการปฏิรูปดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่นบนฐานของความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน โดยหัวใจสำคัญของรายงานดังกล่าวคือ ประโยชน์หลักที่ธุรกิจจะได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลใน 12 เรื่อง ซึ่งแยกออกเป็น 3 ประเภท แต่ละประเภทล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) รวมถึงประเด็นความยั่งยืน ความเร็ว และประสิทธิภาพ ทั้งนี้การรายงานมุ่งเน้นที่ 4 กลุ่มหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ได้แก่อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมดอยู่ระหว่างการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานทั้งเรื่องวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงการทำงาน และการพักผ่อน

การประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญมาก

บทพิสูจน์ที่ได้จากรายงาน นับเป็นการจบข้อกังขาและความกังวลในตลาดที่ว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่แพง เพราะต้องใช้ระบบใหม่และการทำงานร่วมกับกระบวนการเดิม ซึ่งจากที่รายงานได้ศึกษาโครงการของลูกค้า ชี้ให้เห็นถึงบทพิสูจน์ที่ได้ผลตรงกันข้าม

โดยการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ทางวิศวกรรมไปสู่ระบบดิจิทัล สามารถช่วยธุรกิจและองค์กรต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และใช้เวลาได้อย่างเหมาะสมได้ถึง 35% โดยเฉลี่ย นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้สินทรัพย์และระบบงานใหม่ เฉลี่ยถึง 29%

การศึกษายังเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล เพื่อควบคุมการใช้ IoT ให้ผลลัพธ์ในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความยั่งยืน โดยทั้งองค์กรและภาคธุรกิจต่างรายงานถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้พลังงานได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล

ในการประยุกต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม การปฏิรูปสู่ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น เช่น เพิ่มผลผลิตมากขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ใช้วัตถุดิบน้อยลง ใช้แรงงานต่อชั่วโมงน้อยลง โดยสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 50% เหล่านี้เป็นผลที่ได้จากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ผ่านห่วงโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการติดตาม IoT ตลอดจนการช่วยให้สายการผลิตดำเนินงานได้โดยอัตโนมัติ

ทศวรรษแห่งประสบการณ์ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เริ่มเดินทางสู่การปฏิรูปดิจิทัลหลายปีมาแล้ว โดยในปี 2009 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัว EcoStruxure™ ซึ่งเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ติดตั้งง่ายแบบ plug and play อีกทั้งยังเป็นระบบเปิด สามารถทำงานร่วมกันกับระบบอื่นๆ ได้

ปัจจุบันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เพิ่มบริการด้านคลาวด์และดิจิทัล เพื่อให้ EcoStruxure™ สามารถนำเสนอประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการเชื่อมต่อ โดย EcoStruxure™ ได้นำความล้ำหน้าด้าน IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มาช่วยในการนำเสนอนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีเชื่อมต่อ ระบบควบคุมการใช้อุปกรณ์ปลายทาง (Edge Control) และแอปพลิเคชั่น รวมถึงการวิเคราะห์ และบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายให้การสนับสนุน และมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับอุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ โดยมีการบริหารจัดการ ผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ ซึ่งจำนวน 45 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปี 2017 ทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ IoT ที่สร้างบนแพลตฟอร์ม EcoStruxure™

เรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นที่ปรากฏในผลรายงานเกี่ยวกับพลังแห่งดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ก็คือ เมื่อธุรกิจก้าวเข้าสู่ดิจิทัลทั้งการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ทั้งสองส่วนทำงานผสานกันเพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นหนทางเดียวที่จะสร้างเสถียรภาพ และประสิทธิภาพให้กับทั้งบริษัท ด้วยเทคโนโลยีเช่น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ทำให้หลายบริษัทสามารถสร้างประสิทธิภาพ และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน” มร.ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “รายงานของเราชี้ให้เห็นว่าธุรกิจและองค์กรมากมาย ล้วนต้องการอำนาจที่เชื่อมั่นได้ ในการบริหารจัดการความซับซ้อน เพื่อปลดล็อคประสิทธิภาพการปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้อย่างเต็มพิกัด ซึ่งเทคโนโลยีของเราสร้างบน EcoStruxure™ ช่วยควบคุมพลังแห่งดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีความน่าเชื่อถือ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทั้งหมด ให้ความยั่งยืน นับว่าเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่นี้อย่างแท้จริง”