จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

หลายๆคน อาจจะเคยรู้สึกหมดไฟ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตหรือแม้แต่ในการทำงาน ไม่ได้มีเพียงแต่พนักงานทั่วไปเท่านั้นยังรวมไปถึงนายจ้าง หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง ฟรีแลนซ์ ก็หมดไฟทำงานได้เหมือนกันนะ เราขอแนะนำ 5 วิธีจุดไฟในการทำงานใกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

1.ให้เวลาตัวเองกับสิ่งที่ชอบ

เหนื่อยนักก็พักซะหน่อย ตึงไปก็ผ่อนบ้าง แล้วให้เวลาได้เติมพลังตัวเองกับสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ช็อปปิ้ง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำอาหาร ท่องเที่ยว ไปทะเล ปืนเขา ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่าต้องไปท่องโลกกว้างอย่างเดียว ทิ้งทุกอย่างแล้วไปค้นหาตัวเองอย่างเดียว แต่ทำอะไรก็ได้ที่เราเอนจอย โดยปราศจากความกังวล ช่วงเวลาที่มีคุณภาพกับสิ่งที่เราชอบ จะช่วยให้เรามีแรงต่อสู้กับเรื่องหนักๆ อื่นๆ ในชีวิตต่อไป

2.เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายิ่งนอย และหงุดหงิดไม่พอใจในสถานะของตัวเอง ก็คือ ความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และไม่มั่นใจในตัวเอง เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยแก้ไขสถานะที่ไม่มั่นคงนี้ก็คือ เพิ่มความรู้ให้ตัวเองซะสิ อาจจะอ่านหนังสือ อ่านบทความในเรื่องที่เราสนใจ หรือไปลงเรียนคอร์สเพื่อศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

4. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้เราเห็นภาพ และไล่เรียงออกมาได้เป็นส่วนๆ ว่าต้องทำอะไร อย่างไร ให้เสร็จเมื่อไหร่ ตรงนี้จะช่วยลดอาการกังวล และเบื่อหน่ายลงไปได้ เพราะเราจะเห็นชัดเจนขึ้นว่ามันมีวันเสร็จสิ้น ไม่ใช่ลากยาวให้เหนื่อยแบบไร้จุดจบ รู้สึกอีกแค่นิดเดียว แล้วเราก็จะได้ไปพักแล้วนะ

5.มีเช็คลิสของตัวเอง
ช่วงที่เราหมดไฟ มักจะเป็นเหมือนช่วง “ดำดิ่ง” ของชีวิต มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน หรือมองอีกแง่ก็คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน จึงเกิดความเครียดขึ้นไปอีก วิธีการแก้ก็คือ มีเช็คลิสให้ตัวเอง คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราอยู่จุดไหนแล้ว เป้าหมายของเราคืออะไร ห่างไกลแค่ไหน ถ้าจริงๆ เราใกล้ถึงแล้ว ก็จะถือเป็นกำลังใจกับตัวเอง หรือถ้าเราเห็นว่าจะมีอะไรที่แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำอะไรบางอย่าง แบบมีจุดหมายไม่ไร้ทิศทาง

5.นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค
เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกไปถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้น หากเราทำสิ่งนี้ได้ เหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่มักจะมีทริคเล็กๆ ช่วยให้ลูกๆมีกำลังใจเวลาเรียน เช่น ถ้าสอบได้จะได้ไปเที่ยวทะเล ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราทำได้ เราจะภูมิใจกับผลงานของเราแน่นอน

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น?

นั่งทำงานมาจนจะครบปี งานบนหน้าตักยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำงานก็พลาดบ่อย นายก็น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานก็ไม่น่าคบ ครั้นจะลาออก เปลี่ยนงานใหม่ก็เสียดายเงินเดือน เจอแบบนี้ทั้ง งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ ทำอย่างไรดีหละ? ถึงคุณจะเป็น ฟรีแลนซ์ ก็ต้องเจอลูกค้าแบบนี้เช่นกัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวันจันทร์ และนั่งทำงานแบบเคาท์ดาวน์รอวันศุกร์ อยากบอกคุณว่า โชคดีแค่ไหนที่คุณมีงานทำ และนี่คือวิธีจุดไฟทำงานในตัวคุณเองได้ง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับการทำงานของคุณ

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น?

หาเวลาพักผ่อน

การนั่งทำงานบนความเบื่อหน่ายนาน ๆ ยิ่งทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรีบเคลียร์งานให้เสร็จ ใช้สิทธิวันลาทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่คุณไม่เคยไป พร้อมพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มโปรด และเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย

หากบริษัทของคุณมี flexible benefit (สวัสดิการแบบยืดหยุ่น) ให้ แล้วคุณไม่เคยใช้มันเลย เวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะนำไปใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำสปา ฟิตเนส นวดหน้าทำหน้า ซื้อหนังสือ เสื้อผ้า หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณอยากได้ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ตามแต่ละบริษัทของคุณ ที่จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและพักผ่อนได้ จะยิ่งเพิ่มความสุขให้คุณขึ้นได้

นึกถึงวันทำงานวันแรก

หลังกลับจากการลาพักร้อนแล้ว หากยังรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ให้คุณนึกย้อนไปถึงวันแรกที่บริษัทตอบรับคุณเข้าทำงาน ข้อดีต่าง ๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมทำงานในบริษัท นึกถึงความตื่นเต้นตอนเจ้านายมอบหมายงานชิ้นแรกให้คุณ ความกระตือรือร้นที่คุณพยายามทำช่วงทดลองงานจนผ่านโปร อาจจะช่วยจุดไฟในตัวคุณได้

มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่บวกจะช่วยทำให้คุณผ่านพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ลองคิดดูว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ ในขณะที่ใครหลายคนกำลังตกงาน ในขณะที่เจ้าของกิจการหลายรายกำลังประสบปัญหาขาดทุน แต่คุณเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน มีเงินส่งเลี้ยงดูพ่อแม่ มีเงินส่งลูกเรียนในโรงเรียนดี ๆ มีเงินซื้อของที่อยากได้ มีเงินท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป

ปิดหูปิดตา

เมื่อต้องเจอกับเจ้านายที่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าคบ ให้คุณมาทำงาน -เลิกงานตามเวลาที่บริษัทกำหนด เดินเข้าออฟฟิศแบบปิดหููปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท ก้มหน้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ผลงานออกมาตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หรือหากมีโอกาสทำงานใหญ่ คุณอาจรับอาสาทำแบบเงียบ ๆ ตั้งใจทำให้เสร็จ เพื่อผลงานเข้าตาผู้บริหารใหญ่ คุณอาจได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งงาน

ให้รางวัลตัวเอง

เคยคิดบ้างไหมว่าทุกวันนี้ คุณก้มหน้าก้มตาทนทำงานด้วยความเครียดไปเพื่ออะไร? หากคุณยังตอบไม่ได้ คุณลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น “หากชั้นทำงานโปรเจคนี้สำเร็จ ชั้นจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมหรู หรือการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาสะพายไปทำงาน และหากคุณมีเงินมากพอ อาจตั้งเป้ารางวัลให้ตัวเองด้วยการนำโบนัสปลายปี ไปซื้อบ้านหลังใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ได้

หาเวลาพัฒนาตัวเอง

หากงานมันซ้ำซากจำเจมากนัก ลองหาเวลาลงสมัครเรียนคอร์สระยะสั้น หาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในสายงานที่คุณทำ ให้คุณมีโอกาสมองเห็นโลกที่มันกว้างกว่าสังคมออฟฟิศเดิม ๆ ของคุณ ได้รู้จักเพื่อนร่วมคอร์สเรียนใหม่ ๆ ซึ่งคุณอาจนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนางานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน หรือมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในตำแหน่งสูงขึ้น และผลตอบแทนมากขึ้นได้

หาเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังเลิกงานประมาณ 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) และสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง มีไฟที่จะทำงานอีกด้วย

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

คนเราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้หลากหลายขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และพรแสวง บางคนเก่งในตำราแต่บางคนเก่งจากการลงมือทำ คนที่เรียนเก่งก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสารที่ดีหรือเข้าสังคมเก่งตามไปด้วย ทักษะนอกห้องเรียนเหล่านี้เป็นทักษะที่จำเป็นจะต้องมีในการประสบความสำเร็จในโลกของการทำงานหรือ ฟรีแลนซ์ ดังนั้นหากคุณเป็นหนึ่งในเด็กจบใหม่ที่ได้เกรดค่อนข้างน้อย เชิดหน้าเข้าไว้ เพราะเกรดอาจไม่ได้เป็นตัววัดว่าคุณจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานหรือไม่เสมอไป

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

เรียนไม่เก่งเกรดไม่สูงกังวลใจ กลัวหางานดีทำไม่ได้ ทำไงดี

หลายต่อหลายครั้งที่เราเห็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมาย มีเหตุให้ต้องหยุดเรียนกลางคันเพราะไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ที่เขามีไปสร้างสิ่งที่โลกต้องตะลึงในโลกของการทำงานนอกรั้วมหาวิทยาลัย กลุ่มคนดังเหล่านี้ เช่น ริชาร์ด แบรนสัน, สตีฟ จ๊อปส์, โอปราห์ วินฟรีย์ หรือ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก เป็นต้น

การได้เกรดเอรวด หรือได้เกรดสูง ๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่เกรดเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวที่เป็นตัววัดวุฒิภาวะ ความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) หรือคุณลักษณะโดดเด่นอื่น ๆ เช่น การเอาตัวรอดนอกห้องเรียน ความรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นต้น

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งเรียนจบด้วยเกรดเฉลี่ยที่ไม่สูงนัก อย่าให้เกรดเป็นอุปสรรคในการตามความฝันของคุณ พร้อมแนวคิดดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณสร้างโอกาสในการได้งานที่ดีโดยไม่พึ่งเกรดมาฝากกัน

1. ทดลองไปฝึกงานที่บริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง

การมีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างจะทำให้คุณได้เปรียบและในบางกรณีดูมี “อะไร” มากกว่าการมีเกรดที่สวยหรู นายจ้างมักต้องการเด็กจบใหม่ที่พร้อมจะทำงานได้อย่างเป็นอิสระโดยที่ไม่ต้องมีคนมาดูแลมากมาย ขณะเรียนคุณควรหาโอกาสไปฝึกงานตามบริษัทที่มีชื่อเสียงหลาย ๆ แห่ง ประสบการณ์ในการฝึกงานมากกว่าหนึ่งแห่งในบริษัทที่เชื่อถือได้จะเป็นการรับรองทางอ้อมให้นายจ้างเห็นว่าคุณมีความสามารถและความน่าเชื่อถือในการทำงานในระดับหนึ่ง

2. ทำกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เป็นเด็กเรียนได้เกรดสูง แต่การเป็นเด็กกิจกรรมก็ทำให้คุณได้สั่งเสริมประสบการณ์ด้านต่าง ๆ การเข้าร่วมเป็นสมาชิกของชมรม สมาคมต่าง ๆ ที่มีในมหาวิทยาลัยจะช่วยขัดเกลาและฝึกฝนทักษะการเข้าสังคม การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และในขณะเดียวกันก็ช่วยให้คุณได้ค้นหาตัวเองว่ามีความชอบและความถนัดในด้านใดเป็นพิเศษได้อีกด้วย การได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมทำกิจกรรมนอกหลักสูตรยังจะช่วยฝึกทักษะความเป็นผู้นำ และเปิดโอกาสให้คุณได้ฝึกการจัดการงานอีเวนท์ต่าง ๆ ได้ กิจกรรมเหล่านี้จะทำให้คุณได้เปรียบผู้สมัครงานคนอื่น ๆ ที่อาจมีดีแค่เกรดเพียงอย่างเดียวได้

3. ทำงานอาสาสมัครเป็นจิตอาสา

การอาสาสมัครทำงานเป็นจิตอาสาให้กับองค์กรการกุศลต่าง ๆ เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณได้รับประสบการณ์ในการทำงานและยังได้ช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งนี้ยังทำให้ว่าที่นายจ้างได้เห็นอีกด้านของคุณว่าเป็นคนที่มีจิตใจเมตตาที่อยากจะช่วยเหลือสังคม

4. ใช้จุดแข็งด้านโซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์

หากคุณเป็นเด็กจบใหม่ในตอนนี้ นั่นหมายความว่าคุณได้เปรียบที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ยุคมิลเลนเนียลที่เทคโนโลยีกำลังครองโลก โปรดจำไว้ว่าคนยุคมิลเลนเนียลเช่นคุณคือกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดกลุ่มหลักของธุรกิจเชิงพาณิชย์และนายจ้างส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ฉะนั้นนี่เป็นโอกาสอันดีของคุณที่จะทำให้ว่าที่นายจ้างประทับใจในทักษะการใช้โซเชียลมีเดียและความรู้ทางเทคโนโลยีของคุณให้เป็นประโยชน์

คุณควรจะรักษาสถานภาพทางโซเชียลมีเดียของคุณให้มีความน่าเชื่อถือ หมั่นอัปโหลดบล็อกส่วนตัวของคุณ และการมีแอคเคานท์ในอินสตาแกรมหรือยูทูปและสร้างคอนเทนท์ใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยคุณได้หากคุณสนใจในอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารโดยใช้โซเชียลมีเดียหรือธุรกิจที่ต้องใช้การตลาดออนไลน์ การมีผู้ติดตามในอินสตาแกรมหรือยูทูปหลายพันคนจะสร้างความน่าเชื่อถือให้คุณไปโดยปริยายไม่ว่าคุณจะมีเกรดเท่าใดก็ตาม

5. มุ่งเน้นไปที่ทักษะความสามารถที่ถ่ายทอดผ่านงานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากผลการเรียน

ทักษะทางการทำงานที่คุณได้รับและฝึกฝนผ่านการทำงานและทำกิจกรรมต่าง ๆ (Transferable Skills) มีความสำคัญเทียบเท่ากับทักษะทางเทคนิคหรือองค์ความรู้ที่คุณได้รับจากตำราเรียน ความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีวินัย มีความรับผิดชอบจะทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การมีทักษะการติดต่อสื่อสารและการเข้าสังคมที่ดีที่รู้จักกาลเทศะจะช่วยให้คุณทำงานกับคนอื่น ๆ ได้อย่างราบรื่น สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะทางการทำงานพื้นฐานที่คุณควรต้องมีและฝึกฝนเพื่อจะได้ประสบความสำเร็จในโลกของการทำงาน

การที่คุณได้เกรดต่ำ หรือมีผลการเรียนที่ไม่ดีไม่ได้หมายความว่าโลกของคุณจะดับสูญไป คุณเป็นเด็กจบใหม่ที่ยังมีโอกาสรอคุณอยู่มากมาย คำถามคือคุณควรจะใช้ความสามารถและทักษะที่คุณมีอย่างไร และใช้มันไปทำอะไร พวกเราล้วนมีพรสวรรค์และพรแสวงที่ต่างกัน คุณแค่ต้องรู้จักใช้มันให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่เพียงการตอบคำถามกับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว หากผู้ประกอบการไม่ได้ถามคำถามในทางที่คุณจะนำเสนอคุณสมบัติได้อย่างเต็มที่ คุณอาจคิดว่าต้องหมดโอกาสได้งานจากการสัมภาษณ์งานครั้งนี้แล้วแน่ แต่คุณสามารถเลือก คำถามในตอนสัมภาษณ์ ได้นะ เพราะคุณยังไม่ได้นำเสนอความโดดเด่นของตัวเองให้ผูประกอบการได้เห็นเลย อย่ากังวลไปค่ะ คุณยังสามารถทำคะแนนได้ในช่วงที่ผู้ประกอบการเปิดโอกาสให้คุณถามคำถามกลับได้อยู่

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

การตั้งคำถามของคุณจะเป็นวิธีที่แสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน คุณเข้าใจทิศทางและเป้าหมายของบริษัท และคุณมั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้บริษัทไปถึงเป้าหมายนั้นได้ โดยคำถามที่ทำให้ผู้ประกอบการสนใจคุณได้มากที่สุด ได้แก่

1. สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุดคืออะไร และงานของผม/ ดิฉันมีความสำคัญกับบริษัทอย่างไร คำถามนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของคุณ ความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมกับบริษัท ในขณะเดียวกันคำตอบที่คุณได้รับจะทำให้คุณเห็นภาพตัวคุณในบริษัทนี้ ได้ชัดเจนขึ้นว่าคุณจะเข้าไปอยู่ในจุดไหนของบริษัท และมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด

2. สไตล์การทำงานของบริษัทเป็นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร คำถามนี้จะทำให้คุณได้ทราบว่า บริษัทนี้มีวิธีการทำงานอย่างไร คุณจะปรับสไตล์การทำงานของคุณให้เข้ากับบริษัทนี้ได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ประกอบการรู้จักตัวคุณและสไตล์การทำงานของคุณจากการพูดคุยในประเด็นนี้

3. สิ่งสำคัญที่สุดที่ผม/ ดิฉันสามารถทำให้สำเร็จภายใน 60 วันแรกคืออะไร คุณจะทราบความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณ อะไรที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ และใช้ในการทดสอบฝีมือของคุณ คำถามนี้บอกให้ผู้ประกอบการรู้ว่าคุณเอาจริง และกระตือรือร้นที่จะทำงานนี้

4. ช่วยยกตัวอย่างลักษณะที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ที่สุดสำหรับองค์กรได้ไหมครับ/ คะ คุณจะทราบแนวทางในการปฏิบัติและการวางตัวในมุมมองของผู้ประกอบการที่มีต่อพนักงานเมื่ออยู่บริษัทนี้ คุณอาจพบว่า บางเรื่องที่คุณคิดว่าเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้วกลับไม่เล็กเลยก็ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณรู้ว่าจะต้องระวังในเรื่องใดบ้าง ที่สำคัญผู้ประกอบการจะเห็นว่าคุณมีการเตรียมพร้อมในการทำงานมากแค่ไหน

5. วิธีการประเมินผลงานเป็นอย่างไร และผม/ ดิฉันจะทราบได้อย่างไรว่า ผลงานของผม/ ดิฉันบรรลุตามความคาดหวังของคุณแล้ว แสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณเป็นมืออาชีพในการทำงาน ส่วนคุณจะทราบแนวทางการวัดผลการทำงาน ว่าบริษัทใช้ KPI ตัวไหนในการประเมินผลงาน และยังทราบแนวทางในการทำงานให้บรรลุความคาดหวังของผู้ประกอบการอีกด้วย

6. จากที่เราคุยกันถึงคุณสมบัติของผม/ ดิฉัน และตำแหน่งงานนี้ คุณคิดว่าผม/ ดิฉันสามารถประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้ได้ไหมครับ/ คะ คำถามนี้ดูเหมือนถามตรง ๆ ว่ามีโอกาสจะได้งานหรือไม่ แต่ในตัวคำถามบอกถึงความตั้งใจ และความปรารถนาที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ให้ประสบความสำเร็จ จากคำถามนี้คุณจะได้ทราบความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่มีต่อตัวคุณ ว่าคุณเข้าตาผู้ประกอบการหรือไม่ และมีส่วนไหนที่ควรปรับปรุงหรือเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณในการทำงานต่อไป

คนส่วนใหญ่เมื่อเจอปัญหาหรือห้องสัมภาษณ์เงียบมักจะตระหนก ลนลาน และเงียบไปทั้งห้องในที่สุด ทำให้เกิดช่องว่างของการสัมภาษณ์งานและให้ความอึมครึมไม่เป็นที่โปรดปรานทั้งตัวคนถูกสัมภาษณ์ และผู้สัมภาษณ์เองก็ตาม การที่เรารู้จักแสดงตัวตนขยับนิดพูดหน่อยจะทำให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพิ่มบรรยากาศให้มีความตึงเครียดน้อยลง ซึ่งมันส่งผลดีกับทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียวกับการถามคำถามและการตอบคำถามที่คาดว่าอยากจะได้ยินจากคนเหล่านั้น ซึ่งทักษะตรงนี้แนะนำให้ฝึกบ่อยๆ พยายามพูดคุยกับผู้คนรอบตัวเพื่อขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น แน่นอนว่าตัวคุณเองไม่รู้สึกแต่คนรอบข้างจะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงการแสดงออกและบริบทในการพูดที่ดียิ่งขึ้นไป อย่างน้อยๆ คนใกล้ตัวที่สุดก็ต้องเป็นครอบครัว หรือเพื่อนๆ ที่คุณพบเจอบ่อยๆ นั่นเอง

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คนที่จะไปสัมภาษณ์งานมีความพร้อมและเตรียมตัวอย่างดีก่อนจะเข้าไป เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวเองทั้งยังเพิ่มความมั่นใจได้ดีสุดๆ เลยละ และเป็นการผลักดันตัวเองให้เผชิญหน้ากับปัญหาและคำถามที่ต้องเจอแบบไม่ลังเล ทำให้ความโดดเด่นของการสัมภาษณ์งานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จนไม่แน่การสัมภาษณ์งานของคุณอาจจะราบลื่นจนคุณเองยังต้องทึ่งเลยทีเดียว และทำให้การสัมภาษณ์งานของคุณสวยหรูผ่านได้สบายเลยนะ เน้นย้ำสิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นใจในการพูดและการตอบคำถามได้ตรงประเด็นและชัดเจนที่สุด ช่วยเพิ่มคะแนนความหนักแน่นมากขึ้นส่งผลกับการทำงานเมื่อเข้ามาอยู่ในบริษัทนั้นๆ แล้วคุณสามารถที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ เอาละถ้าหลายๆ คนเตรียมตัวเตรียมใจกันพร้อมแล้วก็ลุยได้แบบหายห่วง และขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปกันนะจ้ะ

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

กลายเป็นอคติกลาย ๆ เมื่อต้องร่วมงานคนรุ่นใหม่ในองค์กร ภาพจำเดิม ๆ เกี่ยวกับ คนยุคใหม่ Gen Y, Z จะจริงแท้ประการใด เรามาร่วมกันเปิดใจ ลองมองคนทำงานรุ่นใหม่ ด้วยมุมมองที่ต่างออกไปกันอีกครั้ง ว่าเป็นไปตามที่ใคร ๆ เขาว่ามาหรือไม่ … ไม่แน่ว่าเด็กรุ่นใหม่ก็อาจมีข้อดีในการทำงานอีกมากมายที่หลาย ๆ คนอาจมองข้ามไปก็ได้

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

1. เชื่อมั่นในตัวเอง รักอิสระ

คนทำงานยุคใหม่มี background ที่เติบโตมาจากการดูแลตัวเองเป็นหลัก เนื่องจากถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านอยู่ตลอด พวกเขาจึงเติบโตแบบดูแลตัวเองได้ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองอย่างมาก จึงชอบทำงานสไตล์ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม ขณะเดียวกันก็ต้องการอิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน ภายใต้รูปแบบและกระบวนการที่พวกเขาคิดขึ้นมาด้วยตนเอง การตีกรอบในการทำงานจึงไม่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ด้วยประการทั้งปวง ลองคิดในอีกแง่ว่า การคิดนอกกรอบบ้าง ก็อาจได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่น่าสนใจให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

2. เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี

การเติบโตมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างทันสมัย ทำให้คนทำงานยุคใหม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีไปโดยอัตโนมัติ บางคนไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือได้ เห็นได้จากเวลาสัมภาษณ์งานคนรุ่นใหม่ พวกเขาต้องการรู้ข้อมูลจากบริษัทมากไปกว่าการรู้เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ แต่ยังต้องรู้ด้วยว่าบริษัทที่เข้าไปร่วมงานด้วยนั้นใช้เทคโนโลยีแบบใด และให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในการทำงานมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

3. อยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

คนทำงานยุคใหม่ไม่ต้องการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่ต้องการรอจนเกษียณถึงจะได้บำเหน็จหรือบำนาญ แต่ต้องการที่จะรู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้างในปัจจุบัน เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และพวกเขาจะได้รับอะไรจากองค์กรบ้างในวันนี้ ไม่ใช่อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า หากองค์กรไม่สามารถชี้แจงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานใหม่ได้อย่างไม่ลังเลเช่นกัน

4. มีสายเลือดผู้ประกอบการ ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่

คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนายตัวเองอย่างสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินงานต่าง ๆ ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองตั้งแต่ยังอายุน้อย พลังความอยากรู้อยากลอง การได้ทดลองลงสนามการทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ หากนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร จะเอื้อให้องค์กรมีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมีทางเลือกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

5. มีพลังที่จะรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ

ใครที่คิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบอาจต้องคิดใหม่ เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นการสร้างความท้าทายในชีวิต และเป็นโอกาสในการสร้างเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้การได้รับการมอบหมายงานเพิ่มขึ้นยังทำให้พวกเขารู้สึกถึงการได้รับความเชื่อถือจากหัวหน้างาน สร้างแรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรได้อย่างมาก

6. ไม่ชอบให้ใครล้ำเส้น

ไม่มีใครชอบโดนบ่นโดนว่าเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ที่คนทำงานรุ่นใหม่มักตกเป็นเป้าหมายของการเข้าไปจุกจิกจู้จี้ของหัวหน้างาน ก็เพราะพวกเขาชอบทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาว่าง และอาจใช้เวลาที่เหลือไปแบบไม่มีประโยชน์ หัวหน้างานพบเข้าก็ต้องโดนตำหนิ คนรุ่นใหม่จึงรู้สึกว่าถูกล้ำเส้น มีคนเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากเกินไป หากอยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างราบรื่น อย่าปล่อยให้พวกเขาว่าง คอยป้อนงานหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ทำอยู่เสมอ จะได้ฝึกฝนฝีมือ แบ่งเบาภาระเพื่อนร่วมงาน และไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายจนต้องหาอย่างอื่นทำเพื่อฆ่าเวลา

7. มองหาความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ไม่หยุดนิ่ง

คนยุคนี้มีความพร้อมในการปรับตัวกับกลุ่มคนใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ ๆ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การให้คนรุ่นใหม่ติดอยู่กับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น จะทำให้พวกเขาไม่มีความสุขในการทำงาน ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตพัฒนาด้านความรู้ ทักษะ ได้พบปะกับกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสั่งสมประสบการณ์ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของทั้งตัวคนทำงานและการเติบโตขององค์กรในอนาคต

8. มองเห็นคุณค่าในตนเอง

คนรุ่นใหม่ชื่นชอบองค์กรที่ลงทุนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร และดูแลบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีความสุขในทุกด้าน หากองค์กรตอบโจทย์ได้ตรงจุด พวกเขาก็จะทุ่มเททำงานแบบสุดตัวเช่นกัน และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ยังรับรู้ว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับคนทำงาน และมองเห็นคุณค่าในตัวคนทำงานทุกคน

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างส่งผลกระทบต่อตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีพอ การเปิด AEC เป็นการรวมตัวกันของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็อาจจะเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์เหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนลำดับต้น ๆ ของเอเชีย และเป็นประเทศที่คนทำงานให้ความสนใจที่จะไปทำงานในประเทศนี้ และจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่วัฒนธรรมการทำงานของสิงคโปร์นั้นมีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน หลายคนเกิดคำถามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง สิงคโปร์จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

คนทำงานที่ต้องการไปทำงาน หรือสัมผัสวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานเบื้องต้นกันเสียก่อน เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดในการทำงาน หรือหากผิดพลาดก็จะปรับตัวได้อย่างมีแบบแผน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยวัฒนธรรมการทำงานแบบคนสิงคโปร์นั้น มีลักษณะดังนี้

ความมั่นคงในการทำงาน

ประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ล้วนได้รับการศึกษาในระดับที่ดี การทำงานจึงดีตามไปด้วย อีกทั้งการสนับสนุนของภาครัฐในหลาย ๆ ด้านทำให้เกิดการพัฒนาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและการวิจัย และจุดนี้เอง ได้กลายเป็นจุดดึงดูดคนทำงานจากภายนอกให้ไปทำงานในประเทศนี้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่สนใจที่จะไปทำงานในบริษัทชั้นนำ หรือองค์กรข้ามชาติ

ความแตกต่างคือสากล

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากประชากรที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่จุดนี้เอง ทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจ และดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในประเทศเล็ก ๆ นี้มากขึ้น คนทำงานที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายเช่นนี้ได้ ย่อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ความแตกต่างได้กลายเป็นความเป็นสากลที่ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลกมาสู่สิงคโปร์

อัตราการแข่งขันสูง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการแข่งขันกันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการลงทุน การใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันค่อนข้างสูง คนที่เข้มแข็งและเก่งที่สุดเท่านั้น ที่สามารถเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน คนที่สามารถทำงานได้ในวัฒนธรรมแบบสิงคโปร์ คือ คนที่แสวงหาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จะเป็นที่จับตามอง และเป็นผู้ที่มีชัยชนะในการทำงาน ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เกิดความแตกต่าง คนที่ต้องการทำงานในประเทศสิงคโปร์ หากมีความความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ก็จะได้เปรียบกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงภาษาเดียว แต่ถ้าพูดได้เพียงภาษาเดียว ก็ต้องเป็นคนที่มาพร้อมกับความสามารถที่หลากหลาย

รูปแบบการสื่อสารที่ฉับไว

การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจกับคนทำงานในสิงคโปร์ค่อนข้างมีความกระชับ ฉับไว คนต่างชาติสามารถจับมือทักทายได้ทั้งชายหญิง แต่ต้องไม่บีบแน่นหรือทิ้งไว้นานเกินไป โดยการจับมือนั้นจะจับทั้งสองมือ ไม่เหมือนกับการเชคแฮนด์แบบชาวตะวันตก รูปแบบของการทำงานนั้น ค่อนข้างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว และมีความกระตือรือร้น สามารถปรับตัวเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คนทำงานที่สามารถนำเอาเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้กับการทำงาน แล้วการทำงานนั้นประสบผลสำเร็จ จะได้รับการชื่นชมและเป็นที่จับตามอง

หากต้องการทำงานข้ามวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การเปิดใจเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง ทำให้เรามีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงานได้ง่ายขึ้น

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

เมื่อเอ่ยถึงงานธนาคาร หลายคนจะเข้าใจไปว่า เป็นงานของพนักงานธนาคารที่ให้บริการ รับฝาก-ถอน หรือเปิดปัญชีเพียงอย่างเดียว แต่งานธนาคารยังมีอีกหลายตำแหน่งที่ให้บริการที่ให้เราได้ใช้บริการ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพ ฟรีแลนซ์ แม่บ้าน พนักงานออฟฟิส หรือผู้บริหารก็ตาม อีกทั้งยังมีตำแหน่งงานอีกหลายตำแหน่งที่เปิดรับบุคลากรเข้าไปร่วมงานในองค์กร เพียงแต่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงาน โดยดูว่าเรามีงานที่ตรงกับความต้องการในตำแหน่งงานเหล่านั้นหรือไม่ธนาคารแต่ละแห่งจะมีธุรกิจหลัก ๆ ที่ให้บริการอยู่หลายด้าน ตำแหน่งงานธนาคาร จึงแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะการให้บริการของธนาคาร อาทิ งานบริการด้านการเงิน งานบริการลูกค้า งานบริการด้านบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ งานบริการรับฝากเงิน งานบริการด้านการบริหารสินทรัพย์ งานสินเชื่อพาณิชย์ งานบริการบริหารเงินสด งานการบริการเงินทุน งานบริการด้านหลักทรัพย์ และงานบริการด้านเงินกู้สำหรับธุรกิจ

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

ตำแหน่งงานธนาคารเปิดรับสมัครผู้เรียนจบมาจากหลากหลายสาขา เพราะโอกาสที่จะได้งานธนาคารนั้นค่อนข้างกว้าง หากทำงานด้านการเงิน ผู้ที่เรียนจบมาจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) ก็มีโอกาสที่จะได้งานนี้ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการธนาคาร เช่น คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะวิทยาการจัดการ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะเศรษฐศาสตร์ (สาขาการเงิน และการธนาคาร)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการสมัครงานธนาคารตำแหน่งอะไร เพราะคนหางานที่เรียนจบมาต่างสาขา แต่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงกับที่นายจ้างต้องการ ก็สามารถสมัครงานธนาคารได้ เพราะอาจจะมีงานบางตำแหน่งที่เปิดกว้าง และพร้อมที่จะรับคนหางานที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรง ดังนั้นเวลาหางานจึงต้องดูให้รอบคอบว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับงานตำแหน่งนั้นจริง ๆ คุณสมบัติของผู้ที่ทำงานธนาคาร เพราะงานธนาคารไม่ได้มีเพียงแค่งานให้บริการรับฝาก ถอนเงิน เพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้ที่กำลังหางานด้านนี้จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม และมั่นใจว่าตนเองมีคุณสมบัติ เหล่านี้

  • มีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งงานที่ทำ
  • บุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ
  • มีใจรักในงานบริการ
  • มีความขยัน และอดทน
  • มีความสามารถด้านการสื่อสาร
  • สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้
  • มีความละเอียดรอบคอบในการจัดการข้อมูล
  • ลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับงานธนาคาร
  • ให้บริการทางด้านการบัญชี เปิดปิด บัญชี
  • หาลูกค้าสำหรับลงทุน ทั้งการทำประกันภัย ประกันชีวิต
  • ให้บริการทางการเงิน
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน
  • รับผิดชอบจัดทำรายการประจำวันของธุรกรรมทางการเงิน
  • ติดต่อประสานงานทางด้านข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกับคู่ค้า
  • วางแผนและวิเคราะห์ทางการเงินการบริหารเงินทุน
  • ควบคุมและติดตามบัญชีลูกหนี้

งานธนาคาร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเงิน งานด้านนี้ เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องอาศัยความสามารถของพนักงานในการดึงดูดลูกค้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเกิดความสนใจลงทุนกับธนาคาร ทั้งการฝากเงิน การกู้เงิน และการลงทุนต่าง ๆ ที่ธนาคารให้บริการ

ทำงานตามเงินเดือน ท้าทายนายจ้างแบบไม่รู้ตัว

การทำงานก็เป็นการเดินหรือใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ อยู่กับงานที่รัก งานที่ทำ ซึ่งตัวแปรมีหลายปัจจัยที่จูงใจในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน สังคมในที่ทำงาน หัวหน้า นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าไม่จำกัดอาชีพแม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็ยังต้องเจอด้วยแน่ๆ จริงอยู่ว่าคนเราส่วนมากต่างก็มีเงินเดือนเป็นแรงจูงใจในการทำงาน แต่ถ้าวันใดลูกจ้างเกิดหมดไฟ เริ่มทำงานเช้าชามเย็นชาม แถมยังรู้สึกว่าตัวเองทำตัวถูกต้องแล้วด้วยความคิดที่ว่า “ก็ฉันทำงานตามฐานเงินเดือน” วันนั้นนายจ้างคงจะนั่งกุมขมับและต้องรีบหาทางออกโดยเร่งด่วนก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนส่งผลเสียต่อองค์กรโดยรวม และอาจทำให้ทำงานได้ยากมากขึ้น โดยต้องกระตุ้น หรือวิธีการอื่นๆ ที่ได้ผลดีที่สุด อย่างไรก็ตามนายจ้างต้องเข้าใจถึงความเป็นไปภายในองค์กรและพนักงานนั้นๆ เสียก่อนที่จะบานปลายจนกู่ไม่กลับ

ทำงานตามเงินเดือน ท้าทายนายจ้างแบบไม่รู้ตัว

ทำงานตามเงินเดือน ท้าทายนายจ้างแบบไม่รู้ตัว

  • ค้นหาสาเหตุ – หัวหน้าควรรีบค้นหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดความคิดนี้ไม่ว่าจะด้วยการสังเกตเอง ลองคุยกับเพื่อนร่วมงานในทีมคนอื่นหรือพูดคุยซักถามโดยตรงกับเจ้าตัว ส่วนมากแล้วปัญหานี้มักเกิดกับพนักงานที่ทำงานมานานแต่อาจไม่ได้รับความก้าวหน้าหรือไม่ได้เงินเดือนขึ้นอย่างที่พวกเขาต้องการ และยังอาจมีปัญหาอื่นอีกมากมายที่ทำให้เขาเกิดอาการขาดแรงจูงใจในการทำงานไปเสียอย่างนั้น เช่น รู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับอย่างที่ควร หัวหน้าต้องค้นหาให้พบก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาหมดไฟ
  • ช่วยแก้ไข – เมื่อรู้ต้นเหตุแห่งความเฉื่อยชาแล้ว หัวหน้าควรดูขั้นตอนต่อไปว่าจะเรียกพลังของพนักงานคนนี้กลับมาอย่างไรให้เหมือนวันแรกที่เขาเข้าทำงาน อะไรคือแรงกระตุ้นหรือเป้าหมายการทำงานของเขา หากเขามีปัญหาเรื่องเงินเดือนไม่ค่อยขึ้นจริง แล้วผลการทำงานของเขาเป็นอย่างไร ถ้าผลงานดีแต่ขาดการยอมรับ หัวหน้าจะสามารถช่วยได้ไหม หรือหากผลงานไม่ดีก็ควรช่วยให้คำแนะนำและให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงแก้ตัวอีกครั้ง การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ ลูกน้องจะรู้สึกดีขึ้นมากหากหัวหน้าลงมาใส่ใจดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด
  • ใส่ใจกับพนักงานระดับหัวหน้างาน – จะเห็นได้ว่าหัวหน้ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหานี้ คำกล่าวที่ว่า “คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่ลาออกเพราะหัวหน้า” จึงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงไปนัก มีหลายคนอยู่กับองค์กรนาน ซ้ำยังขยันตั้งใจทำงานไม่มีขาดตกบกพร่องไม่ใช่เพราะผลตอบแทน แต่เพราะรักและชื่นชมในตัวหัวหน้า ในฐานะนายจ้าง คุณอาจไม่สามารถดูแลลูกน้องทุกคนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นหัวหน้าโดยตรงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากกับความกระตือรือร้นของทีม หัวหน้าที่มีความเป็นผู้นำจะสามารถกระตุ้นให้ลูกน้องมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ สามารถทำให้ผู้คนมีไฟและมีใจในการทำงานได้ ดังนั้นนายจ้างต้องคัดเลือกคนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมให้ดี ดูที่บุคลิคและคุณสมบัติเป็นหลัก ไม่ใช่อายุงานหรือประสบการณ์การทำงานเพียงอย่างเดียว และต้องหมั่นสื่อสารกับหัวหน้าทุกคนเพื่อจะได้รับรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละทีมและช่วยให้คำแนะนำได้อย่างทันสถานการณ์ตามความเหมาะสม

ฟังดูผิวเผินคำพูดนี้อาจดูเหมือนมาจากพนักงานที่ขาดแรงกระตุ้นเรื่องรายได้ แต่หากนายจ้างมีความใส่ใจที่จะลงรายละเอียดและลองรับฟังปัญหาของแต่ละคนแล้ว อาจพบว่ามีความคาดหวังหรือความต้องการบางอย่างที่พวกเขาคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรมมากกว่าเรื่องของเงินเดือน บางครั้งก็เป็นเรื่องการเมืองในที่ทำงาน ความสัมพันธ์กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ปัญหาเรื่องเนื้องาน หรือบางครั้งก็อาจเป็นปัญหาด้านทัศนคติของตัวพนักงานเอง เราต้องคอยหาสาเหตุอยู่เรื่อยๆ และคอยดูพฤติกรรมของพนักงาน การเอาใจใส่ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วพนักงานจะไม่เอาแต่ทำตามเงินเดือนที่ได้รับแน่นอน ถึงแม้ว่าปัจจัยจะเยอะมากแต่เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของหัวหน้า ผู้จัดการที่ได้เลือกพนักงานคนดังกล่าวเข้ามาแน่ เพราะพนักงานแต่ละคนมีความสามารถและบุคลิกภาพที่ต่างกันก็จริง แต่โดยเนื้องานแล้วอาจมีความคล้ายคลึงจนทำให้มองออกได้ไม่ยาก

หัวหน้าหรือนายจ้างส่วนใหญ่ (บางคน) มักคิดว่าการขึ้นเงินเดือนแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวได้ เพราะแม้หากเป็นปัญหาเรื่องเงินจริง พนักงานเองก็มักจะมีส่วนที่ต้องปรับปรุงผลงานของตัวเองด้วยเช่นกันซึ่งหัวหน้าต้องเข้าไปช่วยดูแล ดังนั้นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้พบก่อนจึงจะสามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน และทำให้ผลงานภายในทีมส่งผลดีรวมไปถึงองค์กรเองด้วยที่มีผลงานยอดเยี่ยม ฉะนั้นปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นจุดด่างเล็กๆ แต่ส่งผลเสียเกินกว่าที่จะได้รับด้วยซ้ำ ยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งทำให้ปัญหายาวนานยิ่งขึ้น อาจทำให้ต้องไล่ออกหรือหาพนักงานเพิ่มเติมทำให้ต้องจ้างพนักงานเกินจำนวน ทั้งเสียรายได้กับสิ่งที่ไม่คุ้มค่ามากที่สุด อย่างไรก็ดีแอดมินเอาแนวทางมานำเสนอเพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ก็สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์และองค์ประกอบโดยรวม อาทิเช่น เงินเดือน สุขภาพ โบนัส และอื่นๆ อาจจะไม่ทั้งหมดแต่รับรองว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อยเลยละ แล้วพบกันใหม่กับบทความครั้งหน้านะจ้ะ