คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

การสัมภาษณ์งานไม่ใช่เพียงการตอบคำถามกับผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว หากผู้ประกอบการไม่ได้ถามคำถามในทางที่คุณจะนำเสนอคุณสมบัติได้อย่างเต็มที่ คุณอาจคิดว่าต้องหมดโอกาสได้งานจากการสัมภาษณ์งานครั้งนี้แล้วแน่ แต่คุณสามารถเลือก คำถามในตอนสัมภาษณ์ ได้นะ เพราะคุณยังไม่ได้นำเสนอความโดดเด่นของตัวเองให้ผูประกอบการได้เห็นเลย อย่ากังวลไปค่ะ คุณยังสามารถทำคะแนนได้ในช่วงที่ผู้ประกอบการเปิดโอกาสให้คุณถามคำถามกลับได้อยู่

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

คำถามในตอนสัมภาษณ์ ที่จะทำให้คุณโดดเด่นที่สุดจนทุกคนต้องจับตามอง

การตั้งคำถามของคุณจะเป็นวิธีที่แสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณมีความกระตือรือร้นที่จะทำงาน คุณเข้าใจทิศทางและเป้าหมายของบริษัท และคุณมั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้บริษัทไปถึงเป้าหมายนั้นได้ โดยคำถามที่ทำให้ผู้ประกอบการสนใจคุณได้มากที่สุด ได้แก่

1. สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากที่สุดคืออะไร และงานของผม/ ดิฉันมีความสำคัญกับบริษัทอย่างไร คำถามนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของคุณ ความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมกับบริษัท ในขณะเดียวกันคำตอบที่คุณได้รับจะทำให้คุณเห็นภาพตัวคุณในบริษัทนี้ ได้ชัดเจนขึ้นว่าคุณจะเข้าไปอยู่ในจุดไหนของบริษัท และมีความสำคัญมากน้อยเพียงใด

2. สไตล์การทำงานของบริษัทเป็นอย่างไร วัฒนธรรมองค์กรเป็นอย่างไร คำถามนี้จะทำให้คุณได้ทราบว่า บริษัทนี้มีวิธีการทำงานอย่างไร คุณจะปรับสไตล์การทำงานของคุณให้เข้ากับบริษัทนี้ได้อย่างไร ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้ประกอบการรู้จักตัวคุณและสไตล์การทำงานของคุณจากการพูดคุยในประเด็นนี้

3. สิ่งสำคัญที่สุดที่ผม/ ดิฉันสามารถทำให้สำเร็จภายใน 60 วันแรกคืออะไร คุณจะทราบความคาดหวังของผู้ประกอบการที่มีต่อคุณ อะไรที่ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ และใช้ในการทดสอบฝีมือของคุณ คำถามนี้บอกให้ผู้ประกอบการรู้ว่าคุณเอาจริง และกระตือรือร้นที่จะทำงานนี้

4. ช่วยยกตัวอย่างลักษณะที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ที่สุดสำหรับองค์กรได้ไหมครับ/ คะ คุณจะทราบแนวทางในการปฏิบัติและการวางตัวในมุมมองของผู้ประกอบการที่มีต่อพนักงานเมื่ออยู่บริษัทนี้ คุณอาจพบว่า บางเรื่องที่คุณคิดว่าเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ประกอบการแล้วกลับไม่เล็กเลยก็ได้ ซึ่งนั่นจะทำให้คุณรู้ว่าจะต้องระวังในเรื่องใดบ้าง ที่สำคัญผู้ประกอบการจะเห็นว่าคุณมีการเตรียมพร้อมในการทำงานมากแค่ไหน

5. วิธีการประเมินผลงานเป็นอย่างไร และผม/ ดิฉันจะทราบได้อย่างไรว่า ผลงานของผม/ ดิฉันบรรลุตามความคาดหวังของคุณแล้ว แสดงให้ผู้ประกอบการเห็นว่าคุณเป็นมืออาชีพในการทำงาน ส่วนคุณจะทราบแนวทางการวัดผลการทำงาน ว่าบริษัทใช้ KPI ตัวไหนในการประเมินผลงาน และยังทราบแนวทางในการทำงานให้บรรลุความคาดหวังของผู้ประกอบการอีกด้วย

6. จากที่เราคุยกันถึงคุณสมบัติของผม/ ดิฉัน และตำแหน่งงานนี้ คุณคิดว่าผม/ ดิฉันสามารถประสบความสำเร็จในตำแหน่งนี้ได้ไหมครับ/ คะ คำถามนี้ดูเหมือนถามตรง ๆ ว่ามีโอกาสจะได้งานหรือไม่ แต่ในตัวคำถามบอกถึงความตั้งใจ และความปรารถนาที่จะทำงานในตำแหน่งนี้ให้ประสบความสำเร็จ จากคำถามนี้คุณจะได้ทราบความคิดเห็นของผู้ประกอบการที่มีต่อตัวคุณ ว่าคุณเข้าตาผู้ประกอบการหรือไม่ และมีส่วนไหนที่ควรปรับปรุงหรือเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณในการทำงานต่อไป

คนส่วนใหญ่เมื่อเจอปัญหาหรือห้องสัมภาษณ์เงียบมักจะตระหนก ลนลาน และเงียบไปทั้งห้องในที่สุด ทำให้เกิดช่องว่างของการสัมภาษณ์งานและให้ความอึมครึมไม่เป็นที่โปรดปรานทั้งตัวคนถูกสัมภาษณ์ และผู้สัมภาษณ์เองก็ตาม การที่เรารู้จักแสดงตัวตนขยับนิดพูดหน่อยจะทำให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพิ่มบรรยากาศให้มีความตึงเครียดน้อยลง ซึ่งมันส่งผลดีกับทั้งสองฝ่ายเลยทีเดียวกับการถามคำถามและการตอบคำถามที่คาดว่าอยากจะได้ยินจากคนเหล่านั้น ซึ่งทักษะตรงนี้แนะนำให้ฝึกบ่อยๆ พยายามพูดคุยกับผู้คนรอบตัวเพื่อขัดเกลาสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น แน่นอนว่าตัวคุณเองไม่รู้สึกแต่คนรอบข้างจะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงการแสดงออกและบริบทในการพูดที่ดียิ่งขึ้นไป อย่างน้อยๆ คนใกล้ตัวที่สุดก็ต้องเป็นครอบครัว หรือเพื่อนๆ ที่คุณพบเจอบ่อยๆ นั่นเอง

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คนที่จะไปสัมภาษณ์งานมีความพร้อมและเตรียมตัวอย่างดีก่อนจะเข้าไป เพื่อเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวเองทั้งยังเพิ่มความมั่นใจได้ดีสุดๆ เลยละ และเป็นการผลักดันตัวเองให้เผชิญหน้ากับปัญหาและคำถามที่ต้องเจอแบบไม่ลังเล ทำให้ความโดดเด่นของการสัมภาษณ์งานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จนไม่แน่การสัมภาษณ์งานของคุณอาจจะราบลื่นจนคุณเองยังต้องทึ่งเลยทีเดียว และทำให้การสัมภาษณ์งานของคุณสวยหรูผ่านได้สบายเลยนะ เน้นย้ำสิ่งสำคัญที่สุดคือความมั่นใจในการพูดและการตอบคำถามได้ตรงประเด็นและชัดเจนที่สุด ช่วยเพิ่มคะแนนความหนักแน่นมากขึ้นส่งผลกับการทำงานเมื่อเข้ามาอยู่ในบริษัทนั้นๆ แล้วคุณสามารถที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายหรือไม่ เอาละถ้าหลายๆ คนเตรียมตัวเตรียมใจกันพร้อมแล้วก็ลุยได้แบบหายห่วง และขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์งานครั้งต่อไปกันนะจ้ะ

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

กลายเป็นอคติกลาย ๆ เมื่อต้องร่วมงานคนรุ่นใหม่ในองค์กร ภาพจำเดิม ๆ เกี่ยวกับ คนยุคใหม่ Gen Y, Z จะจริงแท้ประการใด เรามาร่วมกันเปิดใจ ลองมองคนทำงานรุ่นใหม่ ด้วยมุมมองที่ต่างออกไปกันอีกครั้ง ว่าเป็นไปตามที่ใคร ๆ เขาว่ามาหรือไม่ … ไม่แน่ว่าเด็กรุ่นใหม่ก็อาจมีข้อดีในการทำงานอีกมากมายที่หลาย ๆ คนอาจมองข้ามไปก็ได้

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

คนยุคใหม่ Gen Y, Z กับสไตล์การทำงานที่ต่างออกไปจากเดิม

1. เชื่อมั่นในตัวเอง รักอิสระ

คนทำงานยุคใหม่มี background ที่เติบโตมาจากการดูแลตัวเองเป็นหลัก เนื่องจากถูกเลี้ยงดูโดยพ่อแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้านอยู่ตลอด พวกเขาจึงเติบโตแบบดูแลตัวเองได้ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในตนเองอย่างมาก จึงชอบทำงานสไตล์ชัดเจน ไม่อ้อมค้อม ขณะเดียวกันก็ต้องการอิสระและความยืดหยุ่นในการทำงาน ภายใต้รูปแบบและกระบวนการที่พวกเขาคิดขึ้นมาด้วยตนเอง การตีกรอบในการทำงานจึงไม่เหมาะกับคนรุ่นใหม่ด้วยประการทั้งปวง ลองคิดในอีกแง่ว่า การคิดนอกกรอบบ้าง ก็อาจได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็นการพัฒนาองค์ความรู้ที่น่าสนใจให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

2. เชี่ยวชาญการใช้เทคโนโลยี

การเติบโตมาพร้อม ๆ กับเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างทันสมัย ทำให้คนทำงานยุคใหม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีไปโดยอัตโนมัติ บางคนไม่เพียงแต่เป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือได้ เห็นได้จากเวลาสัมภาษณ์งานคนรุ่นใหม่ พวกเขาต้องการรู้ข้อมูลจากบริษัทมากไปกว่าการรู้เรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ แต่ยังต้องรู้ด้วยว่าบริษัทที่เข้าไปร่วมงานด้วยนั้นใช้เทคโนโลยีแบบใด และให้การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีในการทำงานมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

3. อยู่กับปัจจุบัน ไม่คาดหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

คนทำงานยุคใหม่ไม่ต้องการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแบบคนรุ่นก่อน พวกเขาไม่ต้องการรอจนเกษียณถึงจะได้บำเหน็จหรือบำนาญ แต่ต้องการที่จะรู้ว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้างในปัจจุบัน เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งต่าง ๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และพวกเขาจะได้รับอะไรจากองค์กรบ้างในวันนี้ ไม่ใช่อีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า หากองค์กรไม่สามารถชี้แจงสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างชัดเจน พวกเขาก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานใหม่ได้อย่างไม่ลังเลเช่นกัน

4. มีสายเลือดผู้ประกอบการ ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่

คนรุ่นใหม่มีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนายตัวเองอย่างสูง ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และเอื้ออำนวยให้การดำเนินงานต่าง ๆ ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองตั้งแต่ยังอายุน้อย พลังความอยากรู้อยากลอง การได้ทดลองลงสนามการทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนก้าวไปเป็นเจ้าของกิจการของคนรุ่นใหม่ หากนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร จะเอื้อให้องค์กรมีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมีทางเลือกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย

5. มีพลังที่จะรับผิดชอบในเรื่องต่าง ๆ

ใครที่คิดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีความรับผิดชอบอาจต้องคิดใหม่ เพราะคนกลุ่มนี้มองว่าภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเป็นการสร้างความท้าทายในชีวิต และเป็นโอกาสในการสร้างเสริมทักษะในด้านต่าง ๆ นอกจากนี้การได้รับการมอบหมายงานเพิ่มขึ้นยังทำให้พวกเขารู้สึกถึงการได้รับความเชื่อถือจากหัวหน้างาน สร้างแรงจูงใจในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรได้อย่างมาก

6. ไม่ชอบให้ใครล้ำเส้น

ไม่มีใครชอบโดนบ่นโดนว่าเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว แต่ที่คนทำงานรุ่นใหม่มักตกเป็นเป้าหมายของการเข้าไปจุกจิกจู้จี้ของหัวหน้างาน ก็เพราะพวกเขาชอบทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ทำให้มีเวลาว่าง และอาจใช้เวลาที่เหลือไปแบบไม่มีประโยชน์ หัวหน้างานพบเข้าก็ต้องโดนตำหนิ คนรุ่นใหม่จึงรู้สึกว่าถูกล้ำเส้น มีคนเข้ามาวุ่นวายในชีวิตมากเกินไป หากอยากทำงานกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างราบรื่น อย่าปล่อยให้พวกเขาว่าง คอยป้อนงานหรือโปรเจกต์ต่าง ๆ ให้ทำอยู่เสมอ จะได้ฝึกฝนฝีมือ แบ่งเบาภาระเพื่อนร่วมงาน และไม่เกิดอาการเบื่อหน่ายจนต้องหาอย่างอื่นทำเพื่อฆ่าเวลา

7. มองหาความเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ไม่หยุดนิ่ง

คนยุคนี้มีความพร้อมในการปรับตัวกับกลุ่มคนใหม่ ๆ สถานที่ใหม่ ๆ และสถานการณ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ ชอบการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การให้คนรุ่นใหม่ติดอยู่กับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงนั้น จะทำให้พวกเขาไม่มีความสุขในการทำงาน ควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตพัฒนาด้านความรู้ ทักษะ ได้พบปะกับกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และสั่งสมประสบการณ์ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของทั้งตัวคนทำงานและการเติบโตขององค์กรในอนาคต

8. มองเห็นคุณค่าในตนเอง

คนรุ่นใหม่ชื่นชอบองค์กรที่ลงทุนและให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร และดูแลบุคลากรให้ทำงานได้อย่างมีความสุขในทุกด้าน หากองค์กรตอบโจทย์ได้ตรงจุด พวกเขาก็จะทุ่มเททำงานแบบสุดตัวเช่นกัน และพัฒนาตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง ตราบเท่าที่ยังรับรู้ว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับคนทำงาน และมองเห็นคุณค่าในตัวคนทำงานทุกคน

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างส่งผลกระทบต่อตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีพอ การเปิด AEC เป็นการรวมตัวกันของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็อาจจะเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์เหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนลำดับต้น ๆ ของเอเชีย และเป็นประเทศที่คนทำงานให้ความสนใจที่จะไปทำงานในประเทศนี้ และจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่วัฒนธรรมการทำงานของสิงคโปร์นั้นมีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน หลายคนเกิดคำถามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง สิงคโปร์จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

คนทำงานที่ต้องการไปทำงาน หรือสัมผัสวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานเบื้องต้นกันเสียก่อน เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดในการทำงาน หรือหากผิดพลาดก็จะปรับตัวได้อย่างมีแบบแผน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยวัฒนธรรมการทำงานแบบคนสิงคโปร์นั้น มีลักษณะดังนี้

ความมั่นคงในการทำงาน

ประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ล้วนได้รับการศึกษาในระดับที่ดี การทำงานจึงดีตามไปด้วย อีกทั้งการสนับสนุนของภาครัฐในหลาย ๆ ด้านทำให้เกิดการพัฒนาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและการวิจัย และจุดนี้เอง ได้กลายเป็นจุดดึงดูดคนทำงานจากภายนอกให้ไปทำงานในประเทศนี้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่สนใจที่จะไปทำงานในบริษัทชั้นนำ หรือองค์กรข้ามชาติ

ความแตกต่างคือสากล

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากประชากรที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่จุดนี้เอง ทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจ และดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในประเทศเล็ก ๆ นี้มากขึ้น คนทำงานที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายเช่นนี้ได้ ย่อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ความแตกต่างได้กลายเป็นความเป็นสากลที่ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลกมาสู่สิงคโปร์

อัตราการแข่งขันสูง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการแข่งขันกันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการลงทุน การใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันค่อนข้างสูง คนที่เข้มแข็งและเก่งที่สุดเท่านั้น ที่สามารถเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน คนที่สามารถทำงานได้ในวัฒนธรรมแบบสิงคโปร์ คือ คนที่แสวงหาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จะเป็นที่จับตามอง และเป็นผู้ที่มีชัยชนะในการทำงาน ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เกิดความแตกต่าง คนที่ต้องการทำงานในประเทศสิงคโปร์ หากมีความความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ก็จะได้เปรียบกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงภาษาเดียว แต่ถ้าพูดได้เพียงภาษาเดียว ก็ต้องเป็นคนที่มาพร้อมกับความสามารถที่หลากหลาย

รูปแบบการสื่อสารที่ฉับไว

การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจกับคนทำงานในสิงคโปร์ค่อนข้างมีความกระชับ ฉับไว คนต่างชาติสามารถจับมือทักทายได้ทั้งชายหญิง แต่ต้องไม่บีบแน่นหรือทิ้งไว้นานเกินไป โดยการจับมือนั้นจะจับทั้งสองมือ ไม่เหมือนกับการเชคแฮนด์แบบชาวตะวันตก รูปแบบของการทำงานนั้น ค่อนข้างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว และมีความกระตือรือร้น สามารถปรับตัวเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คนทำงานที่สามารถนำเอาเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้กับการทำงาน แล้วการทำงานนั้นประสบผลสำเร็จ จะได้รับการชื่นชมและเป็นที่จับตามอง

หากต้องการทำงานข้ามวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การเปิดใจเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง ทำให้เรามีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงานได้ง่ายขึ้น

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

เมื่อเอ่ยถึงงานธนาคาร หลายคนจะเข้าใจไปว่า เป็นงานของพนักงานธนาคารที่ให้บริการ รับฝาก-ถอน หรือเปิดปัญชีเพียงอย่างเดียว แต่งานธนาคารยังมีอีกหลายตำแหน่งที่ให้บริการที่ให้เราได้ใช้บริการ ไม่ว่าจะประกอบอาชีพ ฟรีแลนซ์ แม่บ้าน พนักงานออฟฟิส หรือผู้บริหารก็ตาม อีกทั้งยังมีตำแหน่งงานอีกหลายตำแหน่งที่เปิดรับบุคลากรเข้าไปร่วมงานในองค์กร เพียงแต่เราต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจสมัครงาน โดยดูว่าเรามีงานที่ตรงกับความต้องการในตำแหน่งงานเหล่านั้นหรือไม่ธนาคารแต่ละแห่งจะมีธุรกิจหลัก ๆ ที่ให้บริการอยู่หลายด้าน ตำแหน่งงานธนาคาร จึงแบ่งออกเป็นหลายประเภท ตามลักษณะการให้บริการของธนาคาร อาทิ งานบริการด้านการเงิน งานบริการลูกค้า งานบริการด้านบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ งานบริการรับฝากเงิน งานบริการด้านการบริหารสินทรัพย์ งานสินเชื่อพาณิชย์ งานบริการบริหารเงินสด งานการบริการเงินทุน งานบริการด้านหลักทรัพย์ และงานบริการด้านเงินกู้สำหรับธุรกิจ

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

งานธนาคารบริการ ที่มากกว่าถอนและรับฝากเงิน

ตำแหน่งงานธนาคารเปิดรับสมัครผู้เรียนจบมาจากหลากหลายสาขา เพราะโอกาสที่จะได้งานธนาคารนั้นค่อนข้างกว้าง หากทำงานด้านการเงิน ผู้ที่เรียนจบมาจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (สาขาการเงิน) หรือ เศรษฐศาสตรบัณฑิต (สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน) ก็มีโอกาสที่จะได้งานนี้ หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการธนาคาร เช่น คณะบริหารธุรกิจ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะวิทยาการจัดการ (สาขาการเงิน และการธนาคาร) คณะเศรษฐศาสตร์ (สาขาการเงิน และการธนาคาร)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าต้องการสมัครงานธนาคารตำแหน่งอะไร เพราะคนหางานที่เรียนจบมาต่างสาขา แต่คิดว่าตนเองมีคุณสมบัติตรงกับที่นายจ้างต้องการ ก็สามารถสมัครงานธนาคารได้ เพราะอาจจะมีงานบางตำแหน่งที่เปิดกว้าง และพร้อมที่จะรับคนหางานที่ไม่ได้เรียนจบมาโดยตรง ดังนั้นเวลาหางานจึงต้องดูให้รอบคอบว่าเรามีคุณสมบัติตรงกับงานตำแหน่งนั้นจริง ๆ คุณสมบัติของผู้ที่ทำงานธนาคาร เพราะงานธนาคารไม่ได้มีเพียงแค่งานให้บริการรับฝาก ถอนเงิน เพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้ที่กำลังหางานด้านนี้จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม และมั่นใจว่าตนเองมีคุณสมบัติ เหล่านี้

  • มีความรู้ความสามารถตรงกับตำแหน่งงานที่ทำ
  • บุคลิกภาพดีน่าเชื่อถือ
  • มีใจรักในงานบริการ
  • มีความขยัน และอดทน
  • มีความสามารถด้านการสื่อสาร
  • สามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้
  • มีความละเอียดรอบคอบในการจัดการข้อมูล
  • ลักษณะงานที่เกี่ยวข้องกับงานธนาคาร
  • ให้บริการทางด้านการบัญชี เปิดปิด บัญชี
  • หาลูกค้าสำหรับลงทุน ทั้งการทำประกันภัย ประกันชีวิต
  • ให้บริการทางการเงิน
  • ให้ความรู้เกี่ยวกับการเงิน การลงทุน
  • รับผิดชอบจัดทำรายการประจำวันของธุรกรรมทางการเงิน
  • ติดต่อประสานงานทางด้านข้อมูลการรับ-จ่ายเงินกับคู่ค้า
  • วางแผนและวิเคราะห์ทางการเงินการบริหารเงินทุน
  • ควบคุมและติดตามบัญชีลูกหนี้

งานธนาคาร เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่สนใจประกอบอาชีพเกี่ยวกับการเงิน งานด้านนี้ เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ต้องอาศัยความสามารถของพนักงานในการดึงดูดลูกค้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเกิดความสนใจลงทุนกับธนาคาร ทั้งการฝากเงิน การกู้เงิน และการลงทุนต่าง ๆ ที่ธนาคารให้บริการ

ทำงานตามเงินเดือน ท้าทายนายจ้างแบบไม่รู้ตัว

การทำงานก็เป็นการเดินหรือใช้ชีวิตประจำวันไปเรื่อยๆ อยู่กับงานที่รัก งานที่ทำ ซึ่งตัวแปรมีหลายปัจจัยที่จูงใจในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เงินเดือน สังคมในที่ทำงาน หัวหน้า นายจ้าง เพื่อนร่วมงาน และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าไม่จำกัดอาชีพแม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็ยังต้องเจอด้วยแน่ๆ จริงอยู่ว่าคนเราส่วนมากต่างก็มีเงินเดือนเป็นแรงจูงใจในการทำงาน แต่ถ้าวันใดลูกจ้างเกิดหมดไฟ เริ่มทำงานเช้าชามเย็นชาม แถมยังรู้สึกว่าตัวเองทำตัวถูกต้องแล้วด้วยความคิดที่ว่า “ก็ฉันทำงานตามฐานเงินเดือน” วันนั้นนายจ้างคงจะนั่งกุมขมับและต้องรีบหาทางออกโดยเร่งด่วนก่อนที่ปัญหาจะบานปลายจนส่งผลเสียต่อองค์กรโดยรวม และอาจทำให้ทำงานได้ยากมากขึ้น โดยต้องกระตุ้น หรือวิธีการอื่นๆ ที่ได้ผลดีที่สุด อย่างไรก็ตามนายจ้างต้องเข้าใจถึงความเป็นไปภายในองค์กรและพนักงานนั้นๆ เสียก่อนที่จะบานปลายจนกู่ไม่กลับ

ทำงานตามเงินเดือน ท้าทายนายจ้างแบบไม่รู้ตัว

ทำงานตามเงินเดือน ท้าทายนายจ้างแบบไม่รู้ตัว

  • ค้นหาสาเหตุ – หัวหน้าควรรีบค้นหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดความคิดนี้ไม่ว่าจะด้วยการสังเกตเอง ลองคุยกับเพื่อนร่วมงานในทีมคนอื่นหรือพูดคุยซักถามโดยตรงกับเจ้าตัว ส่วนมากแล้วปัญหานี้มักเกิดกับพนักงานที่ทำงานมานานแต่อาจไม่ได้รับความก้าวหน้าหรือไม่ได้เงินเดือนขึ้นอย่างที่พวกเขาต้องการ และยังอาจมีปัญหาอื่นอีกมากมายที่ทำให้เขาเกิดอาการขาดแรงจูงใจในการทำงานไปเสียอย่างนั้น เช่น รู้สึกว่าไม่ได้รับการยอมรับอย่างที่ควร หัวหน้าต้องค้นหาให้พบก่อนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเขาหมดไฟ
  • ช่วยแก้ไข – เมื่อรู้ต้นเหตุแห่งความเฉื่อยชาแล้ว หัวหน้าควรดูขั้นตอนต่อไปว่าจะเรียกพลังของพนักงานคนนี้กลับมาอย่างไรให้เหมือนวันแรกที่เขาเข้าทำงาน อะไรคือแรงกระตุ้นหรือเป้าหมายการทำงานของเขา หากเขามีปัญหาเรื่องเงินเดือนไม่ค่อยขึ้นจริง แล้วผลการทำงานของเขาเป็นอย่างไร ถ้าผลงานดีแต่ขาดการยอมรับ หัวหน้าจะสามารถช่วยได้ไหม หรือหากผลงานไม่ดีก็ควรช่วยให้คำแนะนำและให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงแก้ตัวอีกครั้ง การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ ลูกน้องจะรู้สึกดีขึ้นมากหากหัวหน้าลงมาใส่ใจดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด
  • ใส่ใจกับพนักงานระดับหัวหน้างาน – จะเห็นได้ว่าหัวหน้ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการแก้ปัญหานี้ คำกล่าวที่ว่า “คนเข้าทำงานเพราะองค์กรแต่ลาออกเพราะหัวหน้า” จึงไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงไปนัก มีหลายคนอยู่กับองค์กรนาน ซ้ำยังขยันตั้งใจทำงานไม่มีขาดตกบกพร่องไม่ใช่เพราะผลตอบแทน แต่เพราะรักและชื่นชมในตัวหัวหน้า ในฐานะนายจ้าง คุณอาจไม่สามารถดูแลลูกน้องทุกคนได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นหัวหน้าโดยตรงมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากกับความกระตือรือร้นของทีม หัวหน้าที่มีความเป็นผู้นำจะสามารถกระตุ้นให้ลูกน้องมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ สามารถทำให้ผู้คนมีไฟและมีใจในการทำงานได้ ดังนั้นนายจ้างต้องคัดเลือกคนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมให้ดี ดูที่บุคลิคและคุณสมบัติเป็นหลัก ไม่ใช่อายุงานหรือประสบการณ์การทำงานเพียงอย่างเดียว และต้องหมั่นสื่อสารกับหัวหน้าทุกคนเพื่อจะได้รับรู้ความเคลื่อนไหวในแต่ละทีมและช่วยให้คำแนะนำได้อย่างทันสถานการณ์ตามความเหมาะสม

ฟังดูผิวเผินคำพูดนี้อาจดูเหมือนมาจากพนักงานที่ขาดแรงกระตุ้นเรื่องรายได้ แต่หากนายจ้างมีความใส่ใจที่จะลงรายละเอียดและลองรับฟังปัญหาของแต่ละคนแล้ว อาจพบว่ามีความคาดหวังหรือความต้องการบางอย่างที่พวกเขาคิดว่าไม่ได้รับความยุติธรรมมากกว่าเรื่องของเงินเดือน บางครั้งก็เป็นเรื่องการเมืองในที่ทำงาน ความสัมพันธ์กับหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน ปัญหาเรื่องเนื้องาน หรือบางครั้งก็อาจเป็นปัญหาด้านทัศนคติของตัวพนักงานเอง เราต้องคอยหาสาเหตุอยู่เรื่อยๆ และคอยดูพฤติกรรมของพนักงาน การเอาใจใส่ไม่ใช่เรื่องยาก แล้วพนักงานจะไม่เอาแต่ทำตามเงินเดือนที่ได้รับแน่นอน ถึงแม้ว่าปัจจัยจะเยอะมากแต่เชื่อว่าไม่เกินความสามารถของหัวหน้า ผู้จัดการที่ได้เลือกพนักงานคนดังกล่าวเข้ามาแน่ เพราะพนักงานแต่ละคนมีความสามารถและบุคลิกภาพที่ต่างกันก็จริง แต่โดยเนื้องานแล้วอาจมีความคล้ายคลึงจนทำให้มองออกได้ไม่ยาก

หัวหน้าหรือนายจ้างส่วนใหญ่ (บางคน) มักคิดว่าการขึ้นเงินเดือนแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวได้ เพราะแม้หากเป็นปัญหาเรื่องเงินจริง พนักงานเองก็มักจะมีส่วนที่ต้องปรับปรุงผลงานของตัวเองด้วยเช่นกันซึ่งหัวหน้าต้องเข้าไปช่วยดูแล ดังนั้นต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้พบก่อนจึงจะสามารถแก้ไขได้อย่างยั่งยืน และทำให้ผลงานภายในทีมส่งผลดีรวมไปถึงองค์กรเองด้วยที่มีผลงานยอดเยี่ยม ฉะนั้นปัญหาพวกนี้เป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ถึงจะเป็นจุดด่างเล็กๆ แต่ส่งผลเสียเกินกว่าที่จะได้รับด้วยซ้ำ ยิ่งปล่อยไว้นานจะยิ่งทำให้ปัญหายาวนานยิ่งขึ้น อาจทำให้ต้องไล่ออกหรือหาพนักงานเพิ่มเติมทำให้ต้องจ้างพนักงานเกินจำนวน ทั้งเสียรายได้กับสิ่งที่ไม่คุ้มค่ามากที่สุด อย่างไรก็ดีแอดมินเอาแนวทางมานำเสนอเพื่อให้คุณนำไปปรับใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเล็กหรือใหญ่ก็สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์และองค์ประกอบโดยรวม อาทิเช่น เงินเดือน สุขภาพ โบนัส และอื่นๆ อาจจะไม่ทั้งหมดแต่รับรองว่ามีประโยชน์ไม่มากก็น้อยเลยละ แล้วพบกันใหม่กับบทความครั้งหน้านะจ้ะ