โนเกียผนึกดีแทคในการติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD

โนเกียจับมือดีแทคติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อการติดตั้งแล้วเสร็จ ผู้ใช้บริการดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ของทีโอที จะสามารถใช้โมบายบรอดแบนด์ที่เหนือชั้นกว่า เช่น การอัปโหลดและดาวน์โหลดเนื้อหาที่มีความละเอียดสูงได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น วิดีโอสตรีมมิ่งที่มีความเสถียรมากขึ้น ซึ่งสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารระยะไกลให้ดียิ่งขึ้น เช่น การศึกษาหรือการให้บริการทางการแพทย์ ทั้งยังสามารถใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชันที่ต้องใช้แบนด์วิดท์สูง เช่น VR และ AR ได้อีกด้วย

โนเกียผนึกดีแทคในการติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD

โนเกียผนึกดีแทคในการติดตั้งและใช้งาน เครือข่าย 4G TDD

เพื่อลูกค้าใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือที่ดียิ่งขึ้น ดีแทคได้เริ่มทำการติดตั้งโครงข่าย 4G TDD เพื่อให้บริการบนคลื่นความถี่ 2300 MHz ของทีโอที ทั้งนี้ 4G TDD เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดค่าใช้จ่าย และยังช่วยเตรียมความพร้อมของโครงข่ายดีแทคไปสู่ 5G โดยใช้เทคนิคต่างๆ เช่น Massive MIMO, beamforming และการติดตั้งใช้งานแพลตฟอร์ม Nokia AirScale ผู้ใช้บริการดีแทคจะได้รับบริการอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงขึ้น จากการผสมผสานเทคนิคล้ำยุคของเทคโนโลยีเครือข่าย ได้แก่ 3CC Carrier Aggregation, 256 QAM และ 4×4 MIMO

โครงข่ายดังกล่าวจะเริ่มใช้งานครั้งแรกกับดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ของทีโอทีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงเมืองสำคัญ เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ และภูเก็ต ซึ่งดีแทคกำลังมุ่งหน้าเปิดให้บริการดีแทคเทอร์โบในส่วนภูมิภาคตามแผนงานอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ โนเกียเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์เครือข่ายสถานีฐานระดับโลก โดยในส่วนงานเครือข่าย 4G TDD นั้น มีทั้งโซลูชั่น AirScale Radio Access ซึ่งรวมถึง Nokia AirScale radios, AirScale System Modules, AirScale Active Antennas และ NetAct โดยเทคโนโลยี AirScale นี้จะเตรียมความพร้อมของเครือข่ายสำหรับ 5G ในอนาคต

“สำหรับบริการดีแทคเทอร์โบ บนคลื่น 2300 MHz ของทีโอที เราเลือกใช้เทคโนโลยี 4G TDD ที่ให้บริการตอบโจทย์การใช้งานดาต้า เพื่อให้ลูกค้าของดีแทคได้รับบริการที่มีคุณภาพดีที่สุด ดีแทคได้ติดตั้งใช้งานอุปกรณ์รับส่งสัญญาณโครงข่าย (Radio Access Network) รุ่นล่าสุดรวมถึงบริการที่เกี่ยวเนื่องของโนเกีย ซึ่งเป็นหนึ่งใน Strategic partnerships ด้านโครงข่ายการสื่อสารของดีแทค ซึ่งจะช่วยให้บริการดีแทคเทอร์โบสามารถตอบสนองความต้องการใช้งานดาต้าความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยขับเคลื่อนวิวัฒนาการของโครงข่ายดีแทคไปสู่ 5G ในอนาคต ลูกค้าของเราจะได้รับประสบการณ์การใช้อินเทอร์เน็ตที่ลื่นกว่าเดิมจากเทคโนโลยี 4G TDD กับดีแทคเทอร์โบ คลื่น 2300 MHz ใหญ่กว่า ล้ำกว่า ลื่นกว่า”

นายเซบาสเตียน โลรองท์ ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย โนเกีย กล่าวว่า “โนเกียรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณที่ได้รับเลือกจากดีแทคในการใช้ โซลูชั่น Radio Access Network ชั้นนำของโนเกียใน 3 ภูมิภาคของประเทศไทย ทีมงานของเรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอโซลูชั่นและบริการที่มอบประสบการณ์โมบายบรอดแบนด์ที่เร็วกว่าแก่ลูกค้าของดีแทค อีกทั้งยังเป็นการปูทางสู่การพัฒนาเครือข่ายให้รองรับ 5G อีกด้วย”

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ

เอาใจคนรักการเซลฟี่ หัวเว่ยพร้อมวางจำหน่าย สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e อย่างเป็นทางการในไทย นำเสนอการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติด้วยกล้องหน้าที่มีความละเอียดขนาด 24 ล้านพิกเซล และมี Nude Make up Algorithm ทั้งยังสามารถเซลฟี่ในที่แสงน้อยให้สวยในทุกสถานการณ์ด้วย Light Fusion Portrait Smart Screen Flash เหนือกว่าด้วยการถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอจากกล้องหลังคู่ขนาด 16 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล เล่นเกมได้ลื่นไหลด้วย RAM ขนาด 4 GB และ ROM ขนาด 128 GB ในระบบปฏิบัติการ Android™ 8.0 และ EMUI 8.0 ชาร์จและถ่ายโอนข้อมูลได้รวดเร็วด้วย Huawei Fast Charge 2.0 และ USB Type C โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยหน้าจอ HUAWEI FullView Display ขนาด 5.84” และดีไซน์สุดพรีเมี่ยม

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ

สมาร์ทโฟน HUAWEI nova3e เพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่สวยเป็นธรรมชาติ

HUAWEI nova3e วางจำหน่าย 3 สี ได้แก่ Klein Blue, Midnight Black และ Sakura Pink ในราคา 10,990 บาท

พิเศษสำหรับลูกค้าในงาน Thailand Mobile Expo รับฟรีของสมนาคุณสุดพิเศษ HUAWEI Exclusive Gift Set และ HUAWEI Body Fat Scale มูลค่ารวม 3,980 บาท เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ ด้วยสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% และสิทธิ์การรับเงินคืน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ พบที่สุดแห่งเทคโนโลยีและโปรโมชั่นสุดคุ้มได้ ณ บูธ HUAWEI โซนแพลนารีฮอลล์ PL6 โซนแพลนารีฮอลล์ PM 11/2 และโซนฟอร์เย่ M4 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันนี้ถึง 27 พฤษภาคมนี้

เอซุส เปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 อย่างยิ่งใหญ่ในไต้หวัน

นายจอห์นนี่ ชิห์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอซุส ประกาศเปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 สมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้อย่าง ZenFone 4 ซึ่งประกอบด้วย ZenFone 4 Pro, ZenFone 4, ZenFone 4 Selfie Pro, ZenFone 4 Selfie, ZenFone 4 Max Pro และ ZenFone 4 Max ในงานแถลงข่าว We Love Photo ไทเป โดย ZenFone 4 ถือเป็นครอบครัวสมาร์ทโฟนซีรี่ย์แรกของเอซุสที่โดดเด่นด้วยกล้องคู่ ไม่ว่าจะเป็นกล้องคู่หน้าหรือกล้องคู่หลังต่างกันตามแต่ละรุ่น เพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ทำให้ผู้ใช้ได้ภาพถ่ายที่ดีที่สุดในทุกโอกาส ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ และแม้แสงจะน้อยแค่ไหนก็ตาม

เอซุส เปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 อย่างยิ่งใหญ่ในไต้หวัน

เอซุส เปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 อย่างยิ่งใหญ่ในไต้หวัน

“สมาร์ทโฟนในซีรี่ส์ ZenFone 4 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอซุสที่ต้องการจะมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ดีที่สุดผ่านสมาร์ทโฟนให้ผู้ใช้ทุกคนได้เก็บภาพแห่งความประทับใจให้เป็นความทรงจำตลอดไป และยังสามารถแบ่งปันกับคนที่รักได้ง่ายๆ” นายจอห์นนี่ ชิห์ กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวครอบครัว ZenFone 4 สู่สายตาของทุกคนในวันนี้”

ภายในงาน นายจอห์นนี่ ชิห์ ยังได้เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยได้รับเกียรติจากซุปเปอร์สตาร์ชาวเกาหลีใต้อย่าง กงยู ที่ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวครอบครัว ZenFone 4 ในครั้งนี้

“เป็นอีกครั้งที่เอซุสได้นำสุดยอดนวัตกรรมออกสู่สายตาคนทั้งโลกผ่านสมาร์ทโฟนซีรี่ย์ใหม่ล่าสุดอย่าง ZenFone 4 ซึ่งทั้งสองรุ่นที่ได้เปิดตัวในวันนี้มีความโดดเด่นด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว และผมยังเชื่อว่าเอซุสไม่หยุดยั้งที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่บนโลกของสมาร์ทโฟน จึงยิ่งทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ พร้อมกับเอซุส”
กงยู แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ ZenFone 4 กล่าว

ZenFone 4 Selfie และ ZenFone 4 Max Pro จะวางขายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 25 สิงหาคม 2560

  • ZenFone 4 Selfie จะวางจำหน่ายในราคา 8,990 บาท
  • ZenFone 4 Max Pro จะวางจำหน่ายในราคา 7,990 บาท

สำหรับ ZenFone 4 Selfie และ ZenFone 4 Max Pro จะเข้าวางจำหน่ายในประเทศไทยผ่านร้านค้าพันธมิตรของเอซุส และร้านไอทีชั้นนำทั่วประเทศในเดือนกันยายน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asus.com/th/

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ คาดโมบายคอมเมิร์ช พัฒนานวัตกรรมการค้าปลีก

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลักษณะการค้าปลีกที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เน้นการซื้อสินค้าแบบเป็นส่วนตัวมากขึ้น และความแพร่หลายของการใช้บริการโมบาย คาดโมบายคอมเมิร์ช นำไปสู่ความท้าทายท และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรม และกลยุทธ์ของการค้าปลีกในปี 2016 ไปจนถึงปี 2017 ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ยังคงเป็นภูมิภาคทีมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็ว ทางด้านตลาดแรงงานซึ่งรายได้การเติบโตเป็นไปตามที่คาดคิดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในด้านการใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภค และการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของร้านค้าปลีก ที่ต้องการตอบสนองต่อความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าอีกด้วย มิสเตอร์ริชาร์ด ไรท์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมนฮัตตัน แอสโซซิเอสท์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เมื่อลูกค้ามีความต้องการในการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น ความคาดหวังในการได้รับประสบการณ์การซื้อสินค้าที่เป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น และการเพิ่มขึ้นของการใช้สมาร์ทโฟนในการซื้อสินค้า เป็นผลให้ธุรกิจค้าปลีกมีการปรับเปลี่ยนขั้นพื้นฐานภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่จะมาถึงนี้ ดังนั้น ผมขอกล่าวถึงปัจจัย 5 ข้อที่ธุรกิจค้าปลีกควรคำนึงถึง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การช่วยให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ แต่ยังช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโต และสร้างผลกำไรได้มหาศาล

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ คาดโมบายคอมเมิร์ช พัฒนานวัตกรรมการค้าปลีก

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ คาดโมบายคอมเมิร์ช พัฒนานวัตกรรมการค้าปลีก

1. เปิดประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้งรูปแบบส่วนตัว

ปิดฉากการซื้อสินค้าแบบไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับสินค้าไปโดยสิ้นเชิง เมื่อย้อนกลับไปดูก่อนหน้ายุคดิจิตัล ที่การซื้อสินค้าแบบส่วนตัวเป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จ บรรดาร้านค้าปลีกทั้งหลาย ต่างหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการจัดเก็บสินค้า โดยตระหนักถึงความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้นของลุกค้า และการให้บริการในการซื้อสินค้าแบบส่วนตัว เพื่อนำเสนอความแตกต่างจากที่ลูกค้าเคยสัมผัสมา แต่การปรับเปลี่ยนดังกล่าวนจะเป็นอย่างไรต่อไป? นับตั้งแต่แนวคิดที่สร้างสรรค์ การคิดค้นสูตรอาหารของแต่ละคน ไปจนถึงการจดรายการส่วนประกอบอาหารจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
จากที่เคยประสบมา ลูกค้ามักได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นที่เป็นที่แนะนำ ร้านค้าปลีกต่างๆ จึงมีโอกาสในการปรับเปลี่ยนภายในร้านค้าของตน
เพื่อรับมือกับการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ร้านค้าปลีกต้องกำหนดบทบาทใหม่ของร้านค้า โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อน ยกระดับการให้บริการ และ บริหารจัดการกำไร นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมยังทำให้พนักงานมีส่วนช่วยสนับสนุนการสร้างคุณค่าของแบรนด์ และส่งมอบประสบการณ์การให้บริการแบบส่วนตัวได้ในทุกช่องทาง

2. กำหนดหน้าที่ของพนักงานขายในร้านค้า
ไม่ว่าจะเป็นสสินค้าลดราคา หรือสินค้าแบรนด์เนม ร้านค้าปลีกต้องเข้าใจวิธีการสำคัญในการสร้างประสบการณ์ในการซื้อสินค้า และเมื่อลูกค้าให้ความสนใจ พนักงานขายของร้านค้า จะต้องให้ความรู้ และมีทักษะ ในการส่งมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าได้ หากมีความผิดพลาดอาจส่งผลให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจ และมีการร้องเรียนตามมา
ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาความไม่พอใจดังกล่าวได้ ด้วยการให้ความรู้แก่พนักงาน ซึ่งพนักงานไม่ควรรู้เพียงแค่ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ แต่เพื่อมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีให้แก่ลูกค้า พวกเขาจำเป็นต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า คลังสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งหมด เพื่อให้พนักงานขายสามารถขายสินค้าที่มีอยู่ได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การขายสินค้าที่มีอยู่ในร้านค้าเท่านั้น การให้ข้อมูลที่ชัดเจนแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการจัดเก็บสินค้า และความสามารถในการจัดส่งสินค้า เช่น สามารถจัดส่งได้ในวันถัดไปหลังจากที่สั่งซื้อสินค้า โดยจังส่งให้ที่บ้านจะยิ่งทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น

3. ยอมรับในพลังของเจนเนอเรชั่นวาย

จากผลสำรวจพบว่า เจนเนอเรชั่นวาย มีการเชื่อมต่อกับโลกดิจิตัลในอัตราที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่า พวกเขาปฎิบัติตัวต่อสมาร์ทโฟน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว โดยมักเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งความสามารถในการตอบสนองความต้องการได้แบบทันทีจากโลกออนไลน์เหล่านี้ ทำให้เรา รู้ถึงความต้องการของนักช็อปออนไลน์ที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ในนี้ที่เป็นยุคเจนเนอเรชั่นวาย เราสามารถนำประสบการณ์ที่รับรู้จากความต้องการของผู้บริโภค มาช่วยพัฒนากลยุทธ์ในการทำธุรกิจค้าปลีกได้ดียิ่งขึ้น โดยในประเทศไทยคิดเป็นอัตราส่วน 32 % ของกลุ่มคนในยุคเจนวาย ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดระบบการใช้เงินแบบใหม่ นั้นคือ Cashless systems หรือระบบไร้เงินสด และหากร้านค้าปลีกไม่สามารถนำเสนอความสะดวกสบายในระบบชำระเงิน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าในกลุ่มเจนวาย

4. การนำเทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนมาใช้ เพื่อให้เกิดความสำเร็จทางการค้า

จากผลสำรวจพบกว่า มียอดการซื้อสินค้าผ่านทางสมารท์โฟนถึง 66% มากกว่าจำนวนสถิติของผู้ซื้อสินค้าตามร้านค้าทั่วไป นี่คือความสำเร็จของร้านค้าที่นำกลยุทธ์นี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม บทบาทสำคัญของสมาร์ทโฟนที่มีมากกว่านั้นคือ การเป็นช่องทางการชำระเงินค่าสินค้าซึ่งนับเป็นช่องทางที่มีศักยภาพ มากกว่าช่องทางอื่นๆ

นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่ลูกค้าเพียงเท่านั้น พนักงานขาย ก็สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในการส่งมอบประสบการณ์ในการซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงแท็บเล็ต พนักงานขาย สามารถส่งมอบบริการที่ดี เพื่อเพิ่มประสบการณ์การซื้อขายแบบครบวงจร
โดยใช้ช่องทางดิจิตัล พนักงานขาย สามารถเข้าถึงแคตตาล็อกสินค้าออนไลน์
ซึ่งมีประวัติการเข้าชมสินค้าของลูกค้า โดยสามารถดูได้จากช่องทางประวัติสินค้าที่เคยซื้อแล้ว รายการสินค้าที่ต้องการ ตระกร้าสินค้าออนไลน์ และประวัติการคืนสินค้า เป็นต้น ความสามารถต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เกิดความง่าย ในการเลือกซื้อสินค้า และมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่จะเช็คจำนวนสินค้าคงเหลือได้

5. การจัดส่งที่รวดเร็ว และการรับคืนสินค้า

ทั้งการซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์ และซื้อสินค้าจากร้านค้า ราคาคือสิ่งงสำคัญที่ผู้ซื้อจะคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยวัดได้ 67% ของผู้ซื้อทั้งหมด และสิ่งที่สำคัญถัดมาคือการจัดส่งที่รวดเร็ว วัดได้ที่ 51% และความยืดหยุ่นในการคืนสินค้าอยู่ที่ 42% จัดเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 ตามลำดับ จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่า ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกันที่ราคา จะเน้นการแข่งขันทางด้านความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า นี่คือนโยบายที่จะช่วยตอบแทนลูกค้า และเป็นความสะดวกสบายที่ร้านค้าจะมอบให้แก่ลูกค้าได้

หากเราให้ความสำคัญกับ 5 กลยุทธ์นี้ จะช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และเพิ่มความเชื่อมั่น ผลกำไร และเพิ่มโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจได้อีกด้วย และเมื่อมีการนำเทคโนโลยี มาใช้อย่างถูกทาง จะสามารถทำให้ธุรกิจค้าปลีก ประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ปี 2016 นี้ เป็นต้นไป

True Lenovo 4G VIBE C สุดยอดสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพ

ทรูและเลอโนโวเปิดตัว True Lenovo 4G VIBE C สมาร์ทโฟนสเปคแรงราคาประหยัดเอาใจผู้ใช้งานที่ชื่นชอบความคุ้มค่า ด้วยการสร้างสรรค์รูปทรงสวยงามที่มาพร้อมหน้าจอกว้างขนาด 5 นิ้ว รอบรับการเชื่อมต่อความเร็วสูง 4G และยกระดับการทำงานด้วยขุมพลัง Quad-core processor จาก Qualcomm® ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสการทำงานและเป็นเจ้าของได้ในราคาสุดคุ้ม

True Lenovo 4G VIBE C สุดยอดสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพ

True Lenovo 4G VIBE C สุดยอดสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพ

คุณทวนทอง ศรีวิเชียร, ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน, เลอโนโว กล่าวว่า “ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ต้องทนใช้งานสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มีข้อจำกัดฟังก์ชั่นการทำงานมากมาย เลอโนโวมอบประสบการณ์ใหม่ด้วย Lenovo 4G VIBE C สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมคุณสมบัติโดดเด่นครบครันในราคาที่ลูกค้าทุกท่านสามารถจับต้องได้”

สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการในการเชื่อมต่อสำหรับยุคดิจิทัล ให้ผู้ใช้งานสามารถท่องอินเตอร์เน็ต แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และดาว์นโหลดข้อมูลด้วยอินเตอร์เน็ตความรวดเร็วสูง อีกทั้งมาพร้อมแบตเตอรี่ ความจุถึง 2,300 mAh ที่สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างง่ายดายเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ Lenovo 4G VIBE C ยังมาพร้อมจุดเด่นที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนในราคาระดับเดียวกัน ด้วยหน่วยความจำในตัวเครื่อง 8 GB เพิ่มได้สูงสุดถึง 32 GB ด้วยการ์ดความจำ microSD เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการพื้นที่แอพพลิเคชั่น เกม รูปถ่าย และวิดีโอได้อย่างจุใจ

อีกทั้งคุณสมบัติโดดเด่นอีกมากมาย อาทิ รองรับการทำงานแบบสองซิม และกล้องหลังความละเอียดถึง 5 MP และกล้องหน้าความละเอียดถึง 2 MP ราคา และ การจัดจำหน่าย Lenovo 4G VIBE C มาพร้อม 2 สี ให้เลือก ได้แก่ สีขาว และสีดำ มีวางจำหน่ายแล้วที่ศูนย์บริการทรู ทั่วประเทศ ในราคา 2,990 บาท
ลูกค้าทรูมูฟ เอช เตรียมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 เพียงสมัครแพ็คเกจรายเดือน 4G+ Super Smart เริ่มต้นที่ราคา 499 บาท ขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท รับทันที สมาร์ทโฟน Lenovo 4G VIBE C ราคา 2,990 บาท ฟรี สำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน จะได้โบนัสค่าโทรฟรี มูลค่าถึง 3,000 บาท พร้อมอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 3 GB นาน 10 เดือน

พันธมิตรยักษ์ Smart ปักธงให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านมือถือ

บีอีซี-เทโร มิวสิค ประกาศรุกตลาดเพลงสู่ต่างประเทศเต็มสูบ เพื่อขยายฐานธุรกิจรองรับโอกาสเติบโตในอนาคต ประเดิมคว้าสิทธิ์ในการทำตลาดใน 4 ประเทศพร้อม พันธมิตรยักษ์ Smart ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว พร้อมเดินหน้าปักหมุดเปิดตลาดแห่งแรกที่กัมพูชา ลุยจับมือ บริษัท สมาร์ท เอเซียต้า จำกัด หรือ Smart เป็นพันธมิตรในการจัดจำหน่ายเพลงอินเตอร์ในสังกัดของโซนี่ มิวสิค, เพลงเอเชียน จากค่าย YG Entertainment, JYP Entertainment และ AVEX Group รวมถึงเพลงไทยจาก บีอีซี-เทโร มิวสิค ผ่านบริการ Smart Music App รองรับความต้องการด้านการฟังเพลงออนไลน์ผ่านสมาร์ท โฟนที่ขยายตัวสูง มั่นใจช่วยขยายฐานด้านการตลาดและเสริมแกร่งธุรกิจ เล็งปี 2559 รุกขยายธุรกิจในกลุ่มอาเซียนต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำศูนย์กลางด้านดิจิตอลคอนเทนต์ในอาเซียน

พันธมิตรยักษ์ Smart ปักธงให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านมือถือ

พันธมิตรยักษ์ Smart ปักธงให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านมือถือ

นายพอล มนัสถาวร ผู้จัดการทั่วไป บีอีซี-เทโร มิวสิค บริษัท บีอีซี-เทโร เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการขยายธุรกิจนับจากนี้ไปว่า บีอีซี-เทโร มิวสิค จะมุ่งให้ความสำคัญกับการขยายตลาดเพลงไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ชัดเจนขึ้น หลังจากพบว่าตลาดดังกล่าวมีศักยภาพในการเติบโตสูงจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี (ASEAN Economic Community) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตก้าวกระโดด รวมถึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้นำศูนย์กลางด้านดิจิตอลคอนเทนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทฯ ได้รับสิทธิ์การจำหน่ายเพลงใน 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว พร้อมเดินหน้ารุกตลาดในกัมพูชาเป็นประเทศแรก เพราะเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีการเติบโตที่ดีโดยเฉพาะตลาดโทรคมนาคมซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ผนวกกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและนิยมฟังเพลงบนสมาร์ทโฟนมากขึ้น จึงทำให้ยังมีช่องว่างในการทำธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับแนวทางการรุกตลาดในประเทศกัมพูชานั้น ล่าสุด บีอีซี-เทโร มิวสิค ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทสมาร์ท เอเซียต้า จำกัด (Smart Axiata) หรือ Smart ให้เป็นพันธมิตรในการจัดจำหน่ายเพลงอินเตอร์ในสังกัดของ โซนี่ มิวสิค, เพลงเอเชียน จากค่าย YG Entertainment, JYP Entertainment และ AVEX Group รวมถึงเพลงไทยจาก บีอีซี-เทโร มิวสิค ในประเทศกัมพูชาผ่านบริการ Smart Music App เป็นบริการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งบนมือถือ ซึ่งการเลือก Smart เป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า Smart เป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมของประเทศกัมพูชา โดยปัจจุบัน Smart มีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 50%จากจำนวนประชากรกัมพูชา และมีลูกค้าที่ใช้บริการ Data ถึง 40% จากฐานลูกค้าที่มี นี่คือสิ่งที่ บีอีซี-เทโร มิวสิค สนใจ เพราะจะสามารถนำคอนเทนต์เข้าถึง 50% ของประชากรกัมพูชา ประกอบกับความเชี่ยวชาญในเรื่องพื้นที่และช่องทางการจำหน่าย นอกจากนี้ Smart ยังเป็นบริษัทในเครือ Axiata Group ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของเอเชีย มีฐานลูกค้ากว่า 260 ล้านราย
“การร่วมมือกับ Smart จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายการให้บริการเพลงอันเป็นเลิศแก่ลูกค้าชาวกัมพูชาก่อนจะขยายไปในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อว่าทั้งบีอีซี-เทโร มิวสิค และ Smart จะได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็มีจุดเด่นและจุดแข็งไม่เหมือนกัน โดยบีอีซี-เทโร มิวสิค มีความเชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์เพลงที่ครบวงจร ขณะที่ Smart มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในตลาดโทรคมนาคมและความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยมั่นใจว่าการผนึกกำลังกันในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดเพลงในกัมพูชาที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี รวมถึงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัทยิ่งขึ้น และในปี 2559 มีแผนจะรุกขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง”
ด้าน มร. โทมัส ฮุนด์ (Thomas Hundt) ซีอีโอ บริษัท สมาร์ท เอเซียต้า จำกัด กล่าวว่า “Smart Music App เฟส2 เป็นบริการใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Smart Music App ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยจับมือกับ 6 พันธมิตรท้องถิ่นเสิร์ฟคอนเทนต์เพลงออนไลน์แบบสตรีมมิ่งบนมือถือผ่านแอพฯ สำหรับวันนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้บริโภคชาวกัมพูชาที่จะได้รับประสบการณ์ใหม่และมีทางเลือกในการฟังเพลงอย่างไร้ขีดจำกัดมากขึ้น โดยภายในตัวแอพฯ จะมีคลังเพลงให้เลือกหลากหลายทั้งเพลงสากล ไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี และอัพเดทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและดาวน์โหลดเพลงที่ต้องการผ่านแอพฯได้อย่างสะดวกง่ายดายทุกที่ทุกเวลา พร้อมเชื่อมั่นว่าทั้งรูปแบบธุรกิจ การทำงาน จะสามารถผสมผสานเติมเต็มธุรกิจของเราได้อย่างลงตัว รวมถึงช่วยขยายฐานตลาดเพลงในวงกว้างยิ่งขึ้น”

XperiaTM C3 สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่เครื่องแรกจากโซนี่

โซนี่ ไทย เกาะกระแสเซลฟี่ เปิดตัว XperiaTM C3 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง “ กล้องโปรเซลฟี่ ” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และข่าวสารผ่านทางสังคมออนไลน์ พร้อมผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากโซนี่ ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

มร.คัลลัม แมคโดกาลล์ ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาด โซนี่ โมบายล์ คอมมูนิเคชั่นส์ เปิดเผยว่า การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ (Selfie) หรือการถ่ายภาพตัวเอง ไม่ปรากฏว่าจะมีแนวโน้มลดลง โดยตั้งแต่ปี 2555 สถิติการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 17,000% นับเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก โซนี่จึงได้นำเสนอ XperiaTM C3 สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่ เครื่องแรกจากโซนี่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ระดับโลกนี้

XperiaTM C3  สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่เครื่องแรกจากโซนี่

XperiaTM C3  สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่เครื่องแรกจากโซนี่

XperiaTM C3 ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเซลฟี่อย่างเต็มศักยภาพด้วย “ กล้องโปรเซลฟี่ ” กล้องถ่ายรูปด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟ LED ที่เป็นเอกลักษณ์ ให้แสงนุ่มนวล สว่างทั่วทั้งภาพ สามารถจับภาพทุกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน มาพร้อมทั้งเลนส์มุมกว้างขนาด 5 MP (25 มม. มุมมอง 80 องศา) ที่ช่วยให้คุณสามารถจับภาพได้มากขึ้น นอกจากนี้ โซนี่ ยังให้ความสำคัญกับแอพพลิเคชั่นสำหรับกล้อง ที่จะช่วยภาพเซลฟี่ดูโดดเด่นและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พอร์เทรต รีทัช (Portrait Retouch) เอฟเฟ็กต์การแต่งหน้าที่มีให้เลือกถึง 10 สไตล์สำหรับสาวๆ และลุคที่เป็นธรรมชาติ 4 สไตล์สำหรับหนุ่มๆ หรือเลือกสนุกปลดปล่อยจินตนาการกับฟังก์ชั่น Augmented Reality เพียงใช้กล้องหน้ากับเอฟเฟ็กต์ AR นี้เพิ่มเติมกราฟฟิกและแอนิเมชั่นสนุกๆลงบนภาพถ่ายเซลฟี่ได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนฟังก์ชั่น ไทม์ชิฟท์ เบอร์ส (Timeshift Burst) ความสามารถในการถ่ายภาพ 31 ภาพ ใน 2 วินาที เพื่อให้แน่ใจว่าได้รูปภาพที่สมบูรณ์ทุกครั้ง รวมทั้งฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมากมายที่พร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีผ่าน App Store Sony

XperiaTM C3 มีจอแสดงผล HD 720p ขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว สีสันสวยคมด้วยเทคโนโลยี Sony TV ระบบประมวลผลความเร็วสูงขนาด 1.2 GHz Qualcomm® Snapdradon™ 400 QuadCore แรม 1 GB ควงคู่มากับระบบปฎิบัติการแอนด์ดรอย 4.4 (KitKat) รองรับ 4G (LTE) พร้อมหน่วยความจำขนาด 8 GB และยังสามารถเพิ่มการ์ด microSD ได้สูงสุดถึง 32GB รวมทั้งความจุแบตเตอรี่ที่มากถึง 2500 mAh พร้อมเทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างแบบไร้สายได้ง่ายและรวดเร็วเพียงสัมผัสเดียว ดีไซน์เบาบาง ทันสมัยมีให้เลือกถึง 3 สี ขาว , ดำ และใหม่ล่าสุด สีเขียวมินต์ ทั้งแบบ Single Sim และ Dual Sim ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้