เอซุส เปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 อย่างยิ่งใหญ่ในไต้หวัน

นายจอห์นนี่ ชิห์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เอซุส ประกาศเปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 สมาร์ทโฟนที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้อย่าง ZenFone 4 ซึ่งประกอบด้วย ZenFone 4 Pro, ZenFone 4, ZenFone 4 Selfie Pro, ZenFone 4 Selfie, ZenFone 4 Max Pro และ ZenFone 4 Max ในงานแถลงข่าว We Love Photo ไทเป โดย ZenFone 4 ถือเป็นครอบครัวสมาร์ทโฟนซีรี่ย์แรกของเอซุสที่โดดเด่นด้วยกล้องคู่ ไม่ว่าจะเป็นกล้องคู่หน้าหรือกล้องคู่หลังต่างกันตามแต่ละรุ่น เพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ทำให้ผู้ใช้ได้ภาพถ่ายที่ดีที่สุดในทุกโอกาส ไม่ว่าจะไกลหรือใกล้ และแม้แสงจะน้อยแค่ไหนก็ตาม

เอซุส เปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 อย่างยิ่งใหญ่ในไต้หวัน

เอซุส เปิดตัว ครอบครัว ZenFone 4 อย่างยิ่งใหญ่ในไต้หวัน

“สมาร์ทโฟนในซีรี่ส์ ZenFone 4 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเอซุสที่ต้องการจะมอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ดีที่สุดผ่านสมาร์ทโฟนให้ผู้ใช้ทุกคนได้เก็บภาพแห่งความประทับใจให้เป็นความทรงจำตลอดไป และยังสามารถแบ่งปันกับคนที่รักได้ง่ายๆ” นายจอห์นนี่ ชิห์ กล่าว “เรารู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวครอบครัว ZenFone 4 สู่สายตาของทุกคนในวันนี้”

ภายในงาน นายจอห์นนี่ ชิห์ ยังได้เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ โดยได้รับเกียรติจากซุปเปอร์สตาร์ชาวเกาหลีใต้อย่าง กงยู ที่ได้เข้าร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวครอบครัว ZenFone 4 ในครั้งนี้

“เป็นอีกครั้งที่เอซุสได้นำสุดยอดนวัตกรรมออกสู่สายตาคนทั้งโลกผ่านสมาร์ทโฟนซีรี่ย์ใหม่ล่าสุดอย่าง ZenFone 4 ซึ่งทั้งสองรุ่นที่ได้เปิดตัวในวันนี้มีความโดดเด่นด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว และผมยังเชื่อว่าเอซุสไม่หยุดยั้งที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่บนโลกของสมาร์ทโฟน จึงยิ่งทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ก้าวไปสู่สิ่งใหม่ๆ พร้อมกับเอซุส”
กงยู แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของ ZenFone 4 กล่าว

ZenFone 4 Selfie และ ZenFone 4 Max Pro จะวางขายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ในวันที่ 25 สิงหาคม 2560

  • ZenFone 4 Selfie จะวางจำหน่ายในราคา 8,990 บาท
  • ZenFone 4 Max Pro จะวางจำหน่ายในราคา 7,990 บาท

สำหรับ ZenFone 4 Selfie และ ZenFone 4 Max Pro จะเข้าวางจำหน่ายในประเทศไทยผ่านร้านค้าพันธมิตรของเอซุส และร้านไอทีชั้นนำทั่วประเทศในเดือนกันยายน สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asus.com/th/

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ คาดโมบายคอมเมิร์ช พัฒนานวัตกรรมการค้าปลีก

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของลักษณะการค้าปลีกที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เน้นการซื้อสินค้าแบบเป็นส่วนตัวมากขึ้น และความแพร่หลายของการใช้บริการโมบาย คาดโมบายคอมเมิร์ช นำไปสู่ความท้าทายท และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรม และกลยุทธ์ของการค้าปลีกในปี 2016 ไปจนถึงปี 2017 ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ยังคงเป็นภูมิภาคทีมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกที่รวดเร็ว ทางด้านตลาดแรงงานซึ่งรายได้การเติบโตเป็นไปตามที่คาดคิดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในด้านการใช้จ่ายซื้อสินค้าของผู้บริโภค และการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของร้านค้าปลีก ที่ต้องการตอบสนองต่อความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าอีกด้วย มิสเตอร์ริชาร์ด ไรท์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมนฮัตตัน แอสโซซิเอสท์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “เมื่อลูกค้ามีความต้องการในการซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้น ความคาดหวังในการได้รับประสบการณ์การซื้อสินค้าที่เป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น และการเพิ่มขึ้นของการใช้สมาร์ทโฟนในการซื้อสินค้า เป็นผลให้ธุรกิจค้าปลีกมีการปรับเปลี่ยนขั้นพื้นฐานภายในช่วงเวลา 12 เดือนที่จะมาถึงนี้ ดังนั้น ผมขอกล่าวถึงปัจจัย 5 ข้อที่ธุรกิจค้าปลีกควรคำนึงถึง ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การช่วยให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ แต่ยังช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโต และสร้างผลกำไรได้มหาศาล

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ คาดโมบายคอมเมิร์ช พัฒนานวัตกรรมการค้าปลีก

แมนฮัตตัน แอสโซซิเอทส์ คาดโมบายคอมเมิร์ช พัฒนานวัตกรรมการค้าปลีก

1. เปิดประสบการณ์ใหม่ในการช้อปปิ้งรูปแบบส่วนตัว

ปิดฉากการซื้อสินค้าแบบไม่มีความรู้ใดๆเกี่ยวกับสินค้าไปโดยสิ้นเชิง เมื่อย้อนกลับไปดูก่อนหน้ายุคดิจิตัล ที่การซื้อสินค้าแบบส่วนตัวเป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จ บรรดาร้านค้าปลีกทั้งหลาย ต่างหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการจัดเก็บสินค้า โดยตระหนักถึงความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้นของลุกค้า และการให้บริการในการซื้อสินค้าแบบส่วนตัว เพื่อนำเสนอความแตกต่างจากที่ลูกค้าเคยสัมผัสมา แต่การปรับเปลี่ยนดังกล่าวนจะเป็นอย่างไรต่อไป? นับตั้งแต่แนวคิดที่สร้างสรรค์ การคิดค้นสูตรอาหารของแต่ละคน ไปจนถึงการจดรายการส่วนประกอบอาหารจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
จากที่เคยประสบมา ลูกค้ามักได้แรงบันดาลใจมาจากแฟชั่นที่เป็นที่แนะนำ ร้านค้าปลีกต่างๆ จึงมีโอกาสในการปรับเปลี่ยนภายในร้านค้าของตน
เพื่อรับมือกับการตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ร้านค้าปลีกต้องกำหนดบทบาทใหม่ของร้านค้า โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อขับเคลื่อน ยกระดับการให้บริการ และ บริหารจัดการกำไร นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมยังทำให้พนักงานมีส่วนช่วยสนับสนุนการสร้างคุณค่าของแบรนด์ และส่งมอบประสบการณ์การให้บริการแบบส่วนตัวได้ในทุกช่องทาง

2. กำหนดหน้าที่ของพนักงานขายในร้านค้า
ไม่ว่าจะเป็นสสินค้าลดราคา หรือสินค้าแบรนด์เนม ร้านค้าปลีกต้องเข้าใจวิธีการสำคัญในการสร้างประสบการณ์ในการซื้อสินค้า และเมื่อลูกค้าให้ความสนใจ พนักงานขายของร้านค้า จะต้องให้ความรู้ และมีทักษะ ในการส่งมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าได้ หากมีความผิดพลาดอาจส่งผลให้ลูกค้าเกิดความไม่พอใจ และมีการร้องเรียนตามมา
ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาความไม่พอใจดังกล่าวได้ ด้วยการให้ความรู้แก่พนักงาน ซึ่งพนักงานไม่ควรรู้เพียงแค่ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ แต่เพื่อมอบประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ดีให้แก่ลูกค้า พวกเขาจำเป็นต้องรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสต๊อกสินค้า คลังสินค้าและช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งหมด เพื่อให้พนักงานขายสามารถขายสินค้าที่มีอยู่ได้ทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่การขายสินค้าที่มีอยู่ในร้านค้าเท่านั้น การให้ข้อมูลที่ชัดเจนแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการจัดเก็บสินค้า และความสามารถในการจัดส่งสินค้า เช่น สามารถจัดส่งได้ในวันถัดไปหลังจากที่สั่งซื้อสินค้า โดยจังส่งให้ที่บ้านจะยิ่งทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น

3. ยอมรับในพลังของเจนเนอเรชั่นวาย

จากผลสำรวจพบว่า เจนเนอเรชั่นวาย มีการเชื่อมต่อกับโลกดิจิตัลในอัตราที่สูงขึ้น นั่นหมายความว่า พวกเขาปฎิบัติตัวต่อสมาร์ทโฟน เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว โดยมักเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา ซึ่งความสามารถในการตอบสนองความต้องการได้แบบทันทีจากโลกออนไลน์เหล่านี้ ทำให้เรา รู้ถึงความต้องการของนักช็อปออนไลน์ที่นับวันยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ในนี้ที่เป็นยุคเจนเนอเรชั่นวาย เราสามารถนำประสบการณ์ที่รับรู้จากความต้องการของผู้บริโภค มาช่วยพัฒนากลยุทธ์ในการทำธุรกิจค้าปลีกได้ดียิ่งขึ้น โดยในประเทศไทยคิดเป็นอัตราส่วน 32 % ของกลุ่มคนในยุคเจนวาย ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดระบบการใช้เงินแบบใหม่ นั้นคือ Cashless systems หรือระบบไร้เงินสด และหากร้านค้าปลีกไม่สามารถนำเสนอความสะดวกสบายในระบบชำระเงิน ก็มีโอกาสสูงมากที่จะไม่ได้รับความสนใจจากลูกค้าในกลุ่มเจนวาย

4. การนำเทคโนโลยีจากสมาร์ทโฟนมาใช้ เพื่อให้เกิดความสำเร็จทางการค้า

จากผลสำรวจพบกว่า มียอดการซื้อสินค้าผ่านทางสมารท์โฟนถึง 66% มากกว่าจำนวนสถิติของผู้ซื้อสินค้าตามร้านค้าทั่วไป นี่คือความสำเร็จของร้านค้าที่นำกลยุทธ์นี้มาใช้ อย่างไรก็ตาม บทบาทสำคัญของสมาร์ทโฟนที่มีมากกว่านั้นคือ การเป็นช่องทางการชำระเงินค่าสินค้าซึ่งนับเป็นช่องทางที่มีศักยภาพ มากกว่าช่องทางอื่นๆ

นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่ลูกค้าเพียงเท่านั้น พนักงานขาย ก็สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในการส่งมอบประสบการณ์ในการซื้อสินค้าได้เป็นอย่างดี รวมถึงแท็บเล็ต พนักงานขาย สามารถส่งมอบบริการที่ดี เพื่อเพิ่มประสบการณ์การซื้อขายแบบครบวงจร
โดยใช้ช่องทางดิจิตัล พนักงานขาย สามารถเข้าถึงแคตตาล็อกสินค้าออนไลน์
ซึ่งมีประวัติการเข้าชมสินค้าของลูกค้า โดยสามารถดูได้จากช่องทางประวัติสินค้าที่เคยซื้อแล้ว รายการสินค้าที่ต้องการ ตระกร้าสินค้าออนไลน์ และประวัติการคืนสินค้า เป็นต้น ความสามารถต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เกิดความง่าย ในการเลือกซื้อสินค้า และมีประสิทธิภาพสูงสุด ที่จะเช็คจำนวนสินค้าคงเหลือได้

5. การจัดส่งที่รวดเร็ว และการรับคืนสินค้า

ทั้งการซื้อสินค้าทางช่องทางออนไลน์ และซื้อสินค้าจากร้านค้า ราคาคือสิ่งงสำคัญที่ผู้ซื้อจะคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยวัดได้ 67% ของผู้ซื้อทั้งหมด และสิ่งที่สำคัญถัดมาคือการจัดส่งที่รวดเร็ว วัดได้ที่ 51% และความยืดหยุ่นในการคืนสินค้าอยู่ที่ 42% จัดเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 ตามลำดับ จากข้อมูลนี้สามารถสรุปได้ว่า ร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกันที่ราคา จะเน้นการแข่งขันทางด้านความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า นี่คือนโยบายที่จะช่วยตอบแทนลูกค้า และเป็นความสะดวกสบายที่ร้านค้าจะมอบให้แก่ลูกค้าได้

หากเราให้ความสำคัญกับ 5 กลยุทธ์นี้ จะช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า และเพิ่มความเชื่อมั่น ผลกำไร และเพิ่มโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจได้อีกด้วย และเมื่อมีการนำเทคโนโลยี มาใช้อย่างถูกทาง จะสามารถทำให้ธุรกิจค้าปลีก ประสบความสำเร็จได้ตั้งแต่ปี 2016 นี้ เป็นต้นไป

True Lenovo 4G VIBE C สุดยอดสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพ

ทรูและเลอโนโวเปิดตัว True Lenovo 4G VIBE C สมาร์ทโฟนสเปคแรงราคาประหยัดเอาใจผู้ใช้งานที่ชื่นชอบความคุ้มค่า ด้วยการสร้างสรรค์รูปทรงสวยงามที่มาพร้อมหน้าจอกว้างขนาด 5 นิ้ว รอบรับการเชื่อมต่อความเร็วสูง 4G และยกระดับการทำงานด้วยขุมพลัง Quad-core processor จาก Qualcomm® ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสการทำงานและเป็นเจ้าของได้ในราคาสุดคุ้ม

True Lenovo 4G VIBE C สุดยอดสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพ

True Lenovo 4G VIBE C สุดยอดสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพ

คุณทวนทอง ศรีวิเชียร, ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน, เลอโนโว กล่าวว่า “ครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่ต้องทนใช้งานสมาร์ทโฟนราคาประหยัดที่มีข้อจำกัดฟังก์ชั่นการทำงานมากมาย เลอโนโวมอบประสบการณ์ใหม่ด้วย Lenovo 4G VIBE C สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมคุณสมบัติโดดเด่นครบครันในราคาที่ลูกค้าทุกท่านสามารถจับต้องได้”

สมาร์ทโฟนที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการในการเชื่อมต่อสำหรับยุคดิจิทัล ให้ผู้ใช้งานสามารถท่องอินเตอร์เน็ต แชร์ประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย และดาว์นโหลดข้อมูลด้วยอินเตอร์เน็ตความรวดเร็วสูง อีกทั้งมาพร้อมแบตเตอรี่ ความจุถึง 2,300 mAh ที่สามารถถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อย่างง่ายดายเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้งานได้ตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ Lenovo 4G VIBE C ยังมาพร้อมจุดเด่นที่แตกต่างจากสมาร์ทโฟนในราคาระดับเดียวกัน ด้วยหน่วยความจำในตัวเครื่อง 8 GB เพิ่มได้สูงสุดถึง 32 GB ด้วยการ์ดความจำ microSD เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการพื้นที่แอพพลิเคชั่น เกม รูปถ่าย และวิดีโอได้อย่างจุใจ

อีกทั้งคุณสมบัติโดดเด่นอีกมากมาย อาทิ รองรับการทำงานแบบสองซิม และกล้องหลังความละเอียดถึง 5 MP และกล้องหน้าความละเอียดถึง 2 MP ราคา และ การจัดจำหน่าย Lenovo 4G VIBE C มาพร้อม 2 สี ให้เลือก ได้แก่ สีขาว และสีดำ มีวางจำหน่ายแล้วที่ศูนย์บริการทรู ทั่วประเทศ ในราคา 2,990 บาท
ลูกค้าทรูมูฟ เอช เตรียมพบกับข้อเสนอสุดพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 เพียงสมัครแพ็คเกจรายเดือน 4G+ Super Smart เริ่มต้นที่ราคา 499 บาท ขึ้นไป และชำระค่าบริการล่วงหน้า 2,000 บาท รับทันที สมาร์ทโฟน Lenovo 4G VIBE C ราคา 2,990 บาท ฟรี สำหรับลูกค้าแบบเติมเงิน จะได้โบนัสค่าโทรฟรี มูลค่าถึง 3,000 บาท พร้อมอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 3 GB นาน 10 เดือน

พันธมิตรยักษ์ Smart ปักธงให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านมือถือ

บีอีซี-เทโร มิวสิค ประกาศรุกตลาดเพลงสู่ต่างประเทศเต็มสูบ เพื่อขยายฐานธุรกิจรองรับโอกาสเติบโตในอนาคต ประเดิมคว้าสิทธิ์ในการทำตลาดใน 4 ประเทศพร้อม พันธมิตรยักษ์ Smart ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว พร้อมเดินหน้าปักหมุดเปิดตลาดแห่งแรกที่กัมพูชา ลุยจับมือ บริษัท สมาร์ท เอเซียต้า จำกัด หรือ Smart เป็นพันธมิตรในการจัดจำหน่ายเพลงอินเตอร์ในสังกัดของโซนี่ มิวสิค, เพลงเอเชียน จากค่าย YG Entertainment, JYP Entertainment และ AVEX Group รวมถึงเพลงไทยจาก บีอีซี-เทโร มิวสิค ผ่านบริการ Smart Music App รองรับความต้องการด้านการฟังเพลงออนไลน์ผ่านสมาร์ท โฟนที่ขยายตัวสูง มั่นใจช่วยขยายฐานด้านการตลาดและเสริมแกร่งธุรกิจ เล็งปี 2559 รุกขยายธุรกิจในกลุ่มอาเซียนต่อเนื่องเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำศูนย์กลางด้านดิจิตอลคอนเทนต์ในอาเซียน

พันธมิตรยักษ์ Smart ปักธงให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านมือถือ

พันธมิตรยักษ์ Smart ปักธงให้บริการเพลงออนไลน์ผ่านมือถือ

นายพอล มนัสถาวร ผู้จัดการทั่วไป บีอีซี-เทโร มิวสิค บริษัท บีอีซี-เทโร เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงทิศทางการขยายธุรกิจนับจากนี้ไปว่า บีอีซี-เทโร มิวสิค จะมุ่งให้ความสำคัญกับการขยายตลาดเพลงไปยังกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ชัดเจนขึ้น หลังจากพบว่าตลาดดังกล่าวมีศักยภาพในการเติบโตสูงจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี (ASEAN Economic Community) โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตก้าวกระโดด รวมถึงเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้นำศูนย์กลางด้านดิจิตอลคอนเทนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ ซึ่งเบื้องต้นบริษัทฯ ได้รับสิทธิ์การจำหน่ายเพลงใน 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ และลาว พร้อมเดินหน้ารุกตลาดในกัมพูชาเป็นประเทศแรก เพราะเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีการเติบโตที่ดีโดยเฉพาะตลาดโทรคมนาคมซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ผนวกกับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและนิยมฟังเพลงบนสมาร์ทโฟนมากขึ้น จึงทำให้ยังมีช่องว่างในการทำธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับแนวทางการรุกตลาดในประเทศกัมพูชานั้น ล่าสุด บีอีซี-เทโร มิวสิค ได้ลงนามความร่วมมือกับบริษัทสมาร์ท เอเซียต้า จำกัด (Smart Axiata) หรือ Smart ให้เป็นพันธมิตรในการจัดจำหน่ายเพลงอินเตอร์ในสังกัดของ โซนี่ มิวสิค, เพลงเอเชียน จากค่าย YG Entertainment, JYP Entertainment และ AVEX Group รวมถึงเพลงไทยจาก บีอีซี-เทโร มิวสิค ในประเทศกัมพูชาผ่านบริการ Smart Music App เป็นบริการฟังเพลงแบบสตรีมมิ่งบนมือถือ ซึ่งการเลือก Smart เป็นตัวแทนจำหน่ายนั้น เนื่องจากเล็งเห็นว่า Smart เป็นผู้นำด้านโทรคมนาคมของประเทศกัมพูชา โดยปัจจุบัน Smart มีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 50%จากจำนวนประชากรกัมพูชา และมีลูกค้าที่ใช้บริการ Data ถึง 40% จากฐานลูกค้าที่มี นี่คือสิ่งที่ บีอีซี-เทโร มิวสิค สนใจ เพราะจะสามารถนำคอนเทนต์เข้าถึง 50% ของประชากรกัมพูชา ประกอบกับความเชี่ยวชาญในเรื่องพื้นที่และช่องทางการจำหน่าย นอกจากนี้ Smart ยังเป็นบริษัทในเครือ Axiata Group ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของเอเชีย มีฐานลูกค้ากว่า 260 ล้านราย
“การร่วมมือกับ Smart จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายการให้บริการเพลงอันเป็นเลิศแก่ลูกค้าชาวกัมพูชาก่อนจะขยายไปในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ โดยเชื่อว่าทั้งบีอีซี-เทโร มิวสิค และ Smart จะได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็มีจุดเด่นและจุดแข็งไม่เหมือนกัน โดยบีอีซี-เทโร มิวสิค มีความเชี่ยวชาญด้านคอนเทนต์เพลงที่ครบวงจร ขณะที่ Smart มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในตลาดโทรคมนาคมและความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยมั่นใจว่าการผนึกกำลังกันในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดเพลงในกัมพูชาที่ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี รวมถึงเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับทั้งสองบริษัทยิ่งขึ้น และในปี 2559 มีแผนจะรุกขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง”
ด้าน มร. โทมัส ฮุนด์ (Thomas Hundt) ซีอีโอ บริษัท สมาร์ท เอเซียต้า จำกัด กล่าวว่า “Smart Music App เฟส2 เป็นบริการใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Smart Music App ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยจับมือกับ 6 พันธมิตรท้องถิ่นเสิร์ฟคอนเทนต์เพลงออนไลน์แบบสตรีมมิ่งบนมือถือผ่านแอพฯ สำหรับวันนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของผู้บริโภคชาวกัมพูชาที่จะได้รับประสบการณ์ใหม่และมีทางเลือกในการฟังเพลงอย่างไร้ขีดจำกัดมากขึ้น โดยภายในตัวแอพฯ จะมีคลังเพลงให้เลือกหลากหลายทั้งเพลงสากล ไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี และอัพเดทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด โดยผู้ใช้สามารถค้นหาและดาวน์โหลดเพลงที่ต้องการผ่านแอพฯได้อย่างสะดวกง่ายดายทุกที่ทุกเวลา พร้อมเชื่อมั่นว่าทั้งรูปแบบธุรกิจ การทำงาน จะสามารถผสมผสานเติมเต็มธุรกิจของเราได้อย่างลงตัว รวมถึงช่วยขยายฐานตลาดเพลงในวงกว้างยิ่งขึ้น”

XperiaTM C3 สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่เครื่องแรกจากโซนี่

โซนี่ ไทย เกาะกระแสเซลฟี่ เปิดตัว XperiaTM C3 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะอย่าง “ กล้องโปรเซลฟี่ ” เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และข่าวสารผ่านทางสังคมออนไลน์ พร้อมผสมผสานเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากโซนี่ ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้

มร.คัลลัม แมคโดกาลล์ ผู้อํานวยการฝ่ายการตลาด โซนี่ โมบายล์ คอมมูนิเคชั่นส์ เปิดเผยว่า การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมการถ่ายภาพแบบเซลฟี่ (Selfie) หรือการถ่ายภาพตัวเอง ไม่ปรากฏว่าจะมีแนวโน้มลดลง โดยตั้งแต่ปี 2555 สถิติการใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 17,000% นับเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก โซนี่จึงได้นำเสนอ XperiaTM C3 สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่ เครื่องแรกจากโซนี่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในปรากฏการณ์ระดับโลกนี้

XperiaTM C3  สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่เครื่องแรกจากโซนี่

XperiaTM C3  สมาร์ทโฟนโปรเซลฟี่เครื่องแรกจากโซนี่

XperiaTM C3 ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานเซลฟี่อย่างเต็มศักยภาพด้วย “ กล้องโปรเซลฟี่ ” กล้องถ่ายรูปด้านหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อมไฟ LED ที่เป็นเอกลักษณ์ ให้แสงนุ่มนวล สว่างทั่วทั้งภาพ สามารถจับภาพทุกรายละเอียดได้อย่างชัดเจน ทั้งตอนกลางวันและกลางคืน มาพร้อมทั้งเลนส์มุมกว้างขนาด 5 MP (25 มม. มุมมอง 80 องศา) ที่ช่วยให้คุณสามารถจับภาพได้มากขึ้น นอกจากนี้ โซนี่ ยังให้ความสำคัญกับแอพพลิเคชั่นสำหรับกล้อง ที่จะช่วยภาพเซลฟี่ดูโดดเด่นและสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น พอร์เทรต รีทัช (Portrait Retouch) เอฟเฟ็กต์การแต่งหน้าที่มีให้เลือกถึง 10 สไตล์สำหรับสาวๆ และลุคที่เป็นธรรมชาติ 4 สไตล์สำหรับหนุ่มๆ หรือเลือกสนุกปลดปล่อยจินตนาการกับฟังก์ชั่น Augmented Reality เพียงใช้กล้องหน้ากับเอฟเฟ็กต์ AR นี้เพิ่มเติมกราฟฟิกและแอนิเมชั่นสนุกๆลงบนภาพถ่ายเซลฟี่ได้อย่างง่ายดาย ตลอดจนฟังก์ชั่น ไทม์ชิฟท์ เบอร์ส (Timeshift Burst) ความสามารถในการถ่ายภาพ 31 ภาพ ใน 2 วินาที เพื่อให้แน่ใจว่าได้รูปภาพที่สมบูรณ์ทุกครั้ง รวมทั้งฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมากมายที่พร้อมให้ดาวน์โหลดฟรีผ่าน App Store Sony

XperiaTM C3 มีจอแสดงผล HD 720p ขนาดใหญ่ 5.5 นิ้ว สีสันสวยคมด้วยเทคโนโลยี Sony TV ระบบประมวลผลความเร็วสูงขนาด 1.2 GHz Qualcomm® Snapdradon™ 400 QuadCore แรม 1 GB ควงคู่มากับระบบปฎิบัติการแอนด์ดรอย 4.4 (KitKat) รองรับ 4G (LTE) พร้อมหน่วยความจำขนาด 8 GB และยังสามารถเพิ่มการ์ด microSD ได้สูงสุดถึง 32GB รวมทั้งความจุแบตเตอรี่ที่มากถึง 2500 mAh พร้อมเทคโนโลยี NFC (Near Field Communication) ให้คุณเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างแบบไร้สายได้ง่ายและรวดเร็วเพียงสัมผัสเดียว ดีไซน์เบาบาง ทันสมัยมีให้เลือกถึง 3 สี ขาว , ดำ และใหม่ล่าสุด สีเขียวมินต์ ทั้งแบบ Single Sim และ Dual Sim ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้