NetLink Trust เลือกใช้แอมดอกซ์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกค้า

แอมดอกซ์ ผู้ให้บริการด้านระบบบริการลูกค้า ประกาศว่า NetLink Trust ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทั่วทั้งประเทศสิงค์โปร์ ได้เลือกแอมดอกซ์ ในการดำเนินธุรกิจในอนาคต (next-generation business) และระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ (B/OSS) เพื่อโอนย้ายระบบดั่งเดิมและระบบการจัดการรับสั่งสินค้าแบบอัตโนมัติ อีกทั้งออกแบบการบริการและกระบวนการขนส่งรวมถึงการันตีการบริการด้วยคุณภาพ แอมดอกซ์ โซลูชั่น (Amdocs Solution) มีจุดมุ่งหมายที่จะเชื่อมต่อไฟเบอร์และสามารถปรับปรุงความผิดพลาดได้อย่างถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว นอกจากนี้โซลูชั่นดังกล่าวยังช่วยสร้างประสบการณ์และความน่าเชื่อถือในการสั่งสินค้าสำหรับลูกค้าและผู้ให้บริการทางด้านบรอดแบนด์ได้อีกด้วย

NetLink Trust เลือกใช้แอมดอกซ์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกค้า

NetLink Trust เลือกใช้แอมดอกซ์ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกค้า

แอมดอกซ์ยังส่งมอบระบบสนับสนุนการปฏิบัติการ (B/OSS) ที่รวมถึง เว็บไซต์ออนไลน์ ใบแจ้งหนี้ ใบสั่งสินค้า และบริการด้านการรับส่งสินค้า การบริหารแรงงานและ ส่วนประกอบของการรับประกันการบริการ นอกจากนี้ระบบดิจิทัลที่ใช้บนเว็บไซต์สำหรับบริการด้านการรับส่งสินค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการจัดการ แก่ผู้ให้บริการทางด้านบอร์ดแบรนด์เพื่อใช้งานให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้ สำหรับโซลูชั่นดังกล่าวที่ซึ่งบำรุงรักษาและสนับสนุนการบริการ จะถูกดำเนินงานภายใต้สัญญาที่ถูกกำหนดไว้หลายปี ซึ่งแอมดอกซ์จะเข้ามามีบทบาทในการเป็นผู้ให้บริการด้านโซลูชั่น ในขณะเดียวกันยังมีบทบาทเป็นผู้ให้บริการและผู้ประสานงานในรับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ให้กับลูกค้าอีกด้วย

แกรรี อิง(Garry Ng) ผู้อำนวยการฝ่ายไอที กล่าวว่า “ โครงการนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะระบบดังกล่าวสามารถครอบคลุมทุกฟังก์ชั่นทางด้านไอที ที่จะเข้ามาสนับสนุน การเชื่อมต่อของไฟเบอร์สำหรับเครือข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติรุ่นใหม่ล่าสุดของประเทศสิงคโปร์ (Singapore’s Next-Generation Nationwide Broadband Network (NGNBN)) อีกทั้งเรามีจุดมุ่งหมายที่จะนำเสนอ สายสัญญาณระบบเครือข่าย (fiber network) ที่มีประสิทธิภาพในระดับสูงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานเครือข่ายในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ แอมดอกซ์ โซลูชั่นยังสามารถตอบโจทย์การใช้บริการในครั้งนี้อีกด้วย

เหวยหมิง ลี (Weiming Li) รองประธานและผู้บริหารฝ่ายดูแลลูกค้า แอมดอกซ์ กล่าวว่า “สำหรับโครงสร้างพื้นฐานของ NGNBN ที่ถูกคิดค้นและปฏิบัติการ ได้รับความไว้วางใจในการปรับเปลี่ยนข้อมูลด้านการสื่อสารในประเทศสิงคโปร์ สำหรับโซลูชั่นของเราซึ่งรวมกลุ่มของเหล่าลูกค้าจะสามารถนำมาใช้งานได้ 1 ปี อีกทั้งยังสามารถดำเนินงานทางกระบวนการสั่งงานและนำเสนอการให้บริการ ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือและสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าและยังช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจของลูกค้าในด้านผู้ให้บริการและผู้ใช้งานขอบรอดแบนด์อีกด้วย คุณภาพการบริการ ให้ดียิ่งขึ้น

The New World of Customer Experience™ ที่นำเสนอนวัตกรรมการบริการส่วนบุคคลให้กับลูกค้าผ่านดีไวซ์และเน็ตเวิร์คทุกรูปแบบ กว่า 30 ปี โซลูชั่นต่างๆจากแอมดอกซ์ ซึ่งประกอบไปด้วย BSS, OSS, การจัดการเน็ตเวิร์ค และ Optimization รวมไปถึงบริการและการจัดการระดับมืออาชีพ ทำให้มูลค่าทางธุรกิจของลูกค้าเติบโตขึ้น โดยการลดความซับซ้อนของของระบบปฏิบัติการ, ลดค่าใช้จ่าย และใช้เวลาสำหรับวางแผนการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ๆ

ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมยัง ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ

ผู้ให้บริการด้านระบบบริการลูกค้าชั้นนำ เผยผลวิจัยที่ถูกจัดทำโดย แอมดอกซ์ และดำเนินงานโดยบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลกอย่าง ไอดีซี โดยรายงานเผยว่าผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมเชื่อว่าตนเองยัง ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลไม่รวดเร็วพอที่จะรองรับความต้องการในยุคดิจิทัล โดย 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารในองค์กรโทรคมนาคมคาดการณ์ว่าการเคลื่อนย้ายดังกล่าวจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่ง 64 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะไล่ตามเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมอื่นๆไม่ทัน

ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมยัง ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ

การ ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วเพียงพอมีประเด็นสำคัญของรายงาน คือ

  • การแข่งขันในการวางแผนกลยุทธ์และแต่งตั้งผู้บริหารสำหรับระบบดิจิทัล: รายงานแจ้งว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้ให้บริการยังไม่มีแผนกลยุทธ์สำหรับระบบดิจิทัล โดย 89 เปอร์เซ็นต์มองว่าองค์กรโทรคมนาคมจำเป็นจะต้องแต่งตั้งผู้บริหารต้านระบบดิจิทัล หรือ chief digital office (CDO) เพื่อลงมือวางแผนและปฏิบัติงานทางด้านนี้ เนื่องจากมีองค์กรโทรคมนาคมเพียง 28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีบุคลากรรองรับอยู่แล้ว นอกจากนี้ 79 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรอุตสาหกรรมยังแยกโปรเจกต์การปรับโครงสร้างออกจากโปรเจกต์อื่นๆ จึงทำให้ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์และแผนงานด้านดิจิทัลอื่นๆ การขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจน, อัตราการใช้ช่องทางดิจิตอลที่ต่ำ และสภาพแวดล้อมระบบผู้ค้าหลายราย คือสามปัจจัยหลักทีเป็นอุปสรรคต่อการย้ายไปยังระบบดิจิทัล ทั้งในแง่การชะลอตัวลงของโครงการหรือการยกเลิก
  • ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็น: 69 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีแนวโน้มจะเติบโตด้านเทคโนโลยี หากแต่ว่าขาดความเชี่ยวชาญในการลงมือ ปรับโครงสร้างไปยังระบบดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วพอ นอกจากนี้ พวกเขายังมองว่าความเชี่ยวชาญในการวางแผนและปฏิบัติการ ปรับโครงสร้างคือปัจจัยสองอันดับแรกที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นผู้ให้บริการรูปแบบระบบดิจิทัล ตามมาด้วยอันดับที่สามซึ่งก็คือ การใช้ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ โดยผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าปัจจัยทั้งสามข้อที่กล่าวมา มีความสำคัญกว่าความพร้อมทางการเงินขององค์กร และการทำงานข้ามหน่วยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ: ผลวิจัยเผยต่อว่า ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมควรสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อการ ปรับโครงสร้างไปยังระบบดิจิทัลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขายินดีที่จะลงทุนในโซลูชั่นบริหารจัดการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการรูปแบบใหม่นี้ภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยทั่วไป ผู้ให้บริการด้านไอทีถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับการดำเนินการปรับโครงสร้างระบบดิจิทัล รองลงมาคือที่ปรึกษาด้านดิจิทัล (ที่สอง) และผู้บูรณาการระบบ (ที่สี่) ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์อยู่ที่อันดับแปดและเก้าตามลำดับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้บริการกำลังมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย นอกจากนี้ การวิจัยพบว่าผู้ให้บริการโซลูชั่นที่กว่างขวางครอบคลุม สำคัญเป็นที่สองในการเลือกคู่ค้าของผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมทั่วโลก
  • ความคล่องตัวทางธุรกิจ และการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานรอบช่องทางสำหรับลูกค้ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก: ผลวิจัยชี้ว่า ภายใน 1 ปีข้างหน้า ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจะให้ความสำคัญกับความคล่องตัวทางธุรกิจเป็นอันดับหนึ่งในการเติบโตในยุคดิจิทัล รองมาด้วยการดึงบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถมาร่วมงาน และการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ติดขัดผ่านทุกช่องทางการบริการเป็นอันดับที่สาม เช่นเดียวกับการนำเสนอบริการผ่านหลากหลายช่องทาง และการพัฒนาการบริการลูกค้า (53 เปอร์เซ็นต์) โดยมีความคล่องตัวทางธุรกิจ (65 เปอร์เซ็นต์) และการเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ (62 เปอร์เซ็นต์)

แอนดี้ ฮิกส์, ผู้อำนวยการด้านการวิจัย สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและระบบเน็ตเวิร์ก, เขตเศรษฐกิจยุโรปเมดิเตอร์เรเนียน, ไอดีซี กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมส่วนใหญ่ต้องการนำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลมาใช้งานเพื่อพัฒนาธุรกิจของตน แต่พวกเขาขาดเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางและการวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ พวกเขายังบอกเราอีกว่า พบปัญหาการจัดกระบวนการใหม่และฝึกอบรมพนักงานในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจแสดงผลล่าช้าลง พวกเขาอาจจะสามารถไล่ตามคู่แข่งในอุตสาหกรรมได้ แต่พวกเขาไม่คิดว่าพวกเขาจะไล่ตามยุคดิจิทัลโดยรวมได้ทัน ดังนั้นผู้ให้บริการจึงต้องวางแผนกลยุทธ์, บุคลากร และความเป็นผู้นำทางด้านระบบดิจิทัล โดยผลวิจัยของเราเผยว่าผู้ให้บริการมีแนวโน้มที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น”

อีริค อัพไดค์, ประธานกลุ่มบูรณาการระบบและการดำเนินงาน, แอมดอกซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นระบบดิจิทัล หรือ Digital Transformation ถือเป็นกลไกสำคัญในการแข่งขันในยุคดิจิทัลและส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เนื่องจากการย้ายโครงสร้างไปเป็นรับบดิจิทัลนั้นประกอบไปด้วยการดำเนินงานหลายโครงการ การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ระยะเวลาที่องค์กรมอบให้กับการเคลื่อนย้ายนั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะพวกเขากังวลว่าพวกเขาอาจมีกลยุทธ์และทักษะไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดช่องว่างให้พันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นเข้ามาสนับสนุนทีมงานดิจิทัลทั้งใหม่และปัจจุบัน รวมไปถึงทีมไอทีและทีมธุรกิจของพวกเขาในการสร้างและดำเนินกลยุทธ์การแปลงดิจิทัลได้เร็วขึ้น แอมดอกซ์ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบดิจิทัล ด้วยบริการที่หลากหลายสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม, การบูรณาการซอฟแวร์โซลูชั่น, การสร้างนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจโดยการบูรณการระบบนิเวศเข้าด้วยกัน รวมไปถึงบริการผู้เชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัลโดเมน และ ลดความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรกิจ”

การวิจัยในครั้งนี้ได้สอบถามผู้บริหารระดับสูงจากผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจำนวน 81 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (26 เปอร์เซ็นต์), ยุโรป (25 เปอร์เซ็นต์), ลาตินอเมริกา (23 เปอร์เซ็นต์) และอเมริกาเหนือ (26 เปอร์เซ็นต์) กว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามคือผู้บริหารตำแหน่ง C – Level