Trend 2020 IoT ช่วยพลิกโฉมธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล

เราเลยจุดของการตั้งคำถามว่า IoT จะให้ประโยชน์อะไรบ้าง เพราะองค์กรธุรกิจในปัจจุบันต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลเพื่อหาจุดยืนขององค์กรในการนำ Trend 2020 IoT มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในองค์กร” ดร. พริธ บาเนอร์จี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “รายงานธุรกิจ IoT 2020 ของเรา ออกแบบมาเพื่อเป็นแนวทางสำหรับเรื่องของนวัตกรรมและการติดตั้ง IoT เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ตามพัฒนาการของตลาดใน 5 ปีข้างหน้า และยังเป็นสิ่งที่สะท้อนความมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยให้มั่นใจว่าชีวิตผู้คนจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องทุกแห่งหน สำหรับทุกคน ในทุกช่วงเวลา”

จากผลสำรวจ IoT ทั่วโลก ในกลุ่มผู้นำธุรกิจนับ 3,000 รายใน 12 ประเทศ รวมถึงเสียงสะท้อนจากลูกค้าและคู่ค้า ยังเป็นส่วนสนับสนุนการคาดการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงคุณค่า ประโยชน์ ที่ทั้งภาคองค์กร และคนทั่วไปจะได้รับจาก IoT ในทันที

ดร. บาเนอร์จี กล่าวเสริมว่า “แม้ IoT จะอยู่ในกระแสของการกล่าวอ้างถึงมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว กระทั่งผลการสำรวจก็แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยี IoT ให้ประโยชน์กับธุรกิจในทุกอุตสาหกรรมและทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง”

Trend 2020 IoT ช่วยพลิกโฉมธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล

Trend 2020 IoT ช่วยพลิกโฉมธุรกิจให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล

  1. คลื่นลูกใหม่ของการพลิกโฉมสู่ดิจิตอล IoT เป็นการผสานรวมโลกของ OT และ IT เข้าด้วยกัน พร้อมขับเคลื่อนคนทำงานสู่ระบบโมบายและดิจิตอล เนื่องจากมีบริษัทจำนวนมากที่ต้องการขยาย และลงลึกในเรื่องโปรแกรมการเปลี่ยนระบบงานทั่วองค์กรไปสู่ดิจิตอลกันมากยิ่งขึ้น ดังนั้น IoT จึงมีบทบาทสำคัญ ซึ่งคลื่นลูกใหม่ของการพลิกโฉมจะเกิดขึ้นด้วยเซ็นเซอร์ที่ “เชื่อมต่อ” กันได้มากยิ่งขึ้น โดยฝังระบบอัจฉริยะพร้อมระบบควบคุมไว้ในตัว มีระบบเครือข่ายการสื่อสารหลากหลายช่องทาง ให้ความรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบคลาวด์ พร้อมให้ความสามารถล้ำหน้าด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
  2. ให้ข้อมูลเชิงลึกยิ่งขึ้น  IoT จะแปลงข้อมูลที่ยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน เป็นมุมมองที่ลึกยิ่งขึ้น ช่วยให้องค์กรยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าไปอีกขั้นหนึ่ง เมื่อต้องนำเสนอประโยชน์ของ IoT ให้กับลูกค้า นอกเหนือจากที่องค์กรธุรกิจส่วนใหญ่จะชี้ประเด็นไปที่ประโยชน์ในเรื่องของประสิทธิภาพและการประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก  รวมถึงการเข้าถึงข้อมูล ทั้งข้อมูลที่ยังไม่เคยมีการนำมาใช้งานมาก่อน และความสามารถในการแปลงข้อมูลไปเป็นมุมมองเชิงลึกที่นำมาใช้งานได้จริง ลักษณะเด่นของ IoT จะนำไปสู่การพลิกโฉมการบริการลูกค้า รวมถึงการนำมาซึ่งโอกาสใหม่ในการสร้างแบรนด์/ การสร้างความพึงพอใจและความภักดีในบริการ
  3. ให้ความมั่นใจ จากระบบเดิม สู่ระบบคลาวด์  IoT จะช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบให้ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของระบบคอมพิวติ้งแบบผสมผสาน หรือhybrid computing ช่วยให้ความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบอื่นได้ อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐบาลและอุตสาหกรรมในเรื่องของมาตรฐานสถาปัตยกรรมระดับโลก ที่ตอบโจทย์ความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ ในขณะที่โซลูชัน IoT บนคลาวด์จะเติบโตมากยิ่งขึ้น หากยังไม่มีสถาปัตยกรรมคอมพิวติ้งแบบเดี่ยวที่จะผูกขาดการนำเสนอเพียงรายเดียวได้ ทั้งนี้  IoT จะเฟื่องฟูไปทั่วทุกระบบ ทั้งในส่วนที่เชื่อมต่อกับภายนอกและภายในเครือข่ายเอง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นในระบบพับบลิค หรือไพรเวทคลาวด์เองก็ดี   การทำให้ IoT ใช้งานร่วมกับสภาพแวดล้อมระบบคอมพิวติ้งได้หลากหลายแพลตฟอร์ม จะช่วยให้ผู้ใช้นำโซลูชัน IoT มาใช้ให้เหมาะกับความต้องการด้านธุรกิจ รวมถึงเรื่องความปลอดภัยได้มากที่สุด ในขณะที่ให้เอกลักษณ์ในเรื่องแนวทางในการบริหารจัดการที่เป็นเหตุเป็นผลรองรับระบบโครงสร้างเทคโนโลยีแบบเดิมได้แม้ในภายภาคหน้า จึงช่วยให้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
  4. นวัตกรรมที่ต่อยอดระบบโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน  IoT จะทำหน้าที่เป็นแหล่งนวัตกรรม ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจ และสร้างการเติบโตด้านเศรษฐกิจสำหรับองค์กรธุรกิจ ภาครัฐบาล และเศรษฐกิจเกิดใหม่ เฉกเช่นที่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การเกิดอินเตอร์เน็ต และการปฏิวัติไปสู่ระบบโมบายที่ขับเคลื่อนทั้งความก้าวหน้า นวัตกรรมและความเฟื่องฟู ซึ่ง IoT ก็จะเป็นแบบนั้นเช่นกัน  ทั้งองค์กรธุรกิจและเมืองต่างๆ จะมีบริการแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ IoT จะเกิดโมเดลธุรกิจแบบใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจะมีระบบเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่เอื้อโอกาสในการนำ IoT มาใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคำนึงถึงระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม โดยข้ามผ่านวิถีแบบเดิมๆ อย่างก้าวกระโดด  ซึ่งในความเป็นจริง McKinsey ยังได้มีการคาดการณ์ว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโซลูชัน IoT ทั่วโลก จะเกิดจากประเทศที่กำลังพัฒนา
  5. ช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น โซลูชัน IoT จะถูกนำมาใช้เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคม หลักๆ IoT จะช่วยให้ประเทศต่างๆ และเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ ต่อสู้กับความท้าทายที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาวะโลกร้อน การขาดแคลนน้ำ และมลพิษ นอกจากนี้ผู้ตอบผลสำรวจยังได้ระบุว่า การใช้ทรัพยากรได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นับเป็นหนึ่งในคุณประโยชน์ที่สังคมจะได้จาก IoT ในภาพรวม  ทั้งภาคธุรกิจเอกชน และภาครัฐบาล ล้วนจะนำ IoT มาช่วยเร่งการใช้งานในโครงการต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้สอดคล้องกับข้อตกลงด้านสภาพอากาศ COP21 ที่ 196 ประเทศต่างให้คำปฏิญาณในการดูแลเรื่องการรักษาสภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับต่ำสุดคือไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส

ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมยัง ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ

ผู้ให้บริการด้านระบบบริการลูกค้าชั้นนำ เผยผลวิจัยที่ถูกจัดทำโดย แอมดอกซ์ และดำเนินงานโดยบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลกอย่าง ไอดีซี โดยรายงานเผยว่าผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมเชื่อว่าตนเองยัง ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลไม่รวดเร็วพอที่จะรองรับความต้องการในยุคดิจิทัล โดย 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้บริหารในองค์กรโทรคมนาคมคาดการณ์ว่าการเคลื่อนย้ายดังกล่าวจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่ง 64 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจะไล่ตามเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมอื่นๆไม่ทัน

ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมยัง ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วเพียงพอ

การ ปรับโครงสร้างไปยังระบบ ดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วเพียงพอมีประเด็นสำคัญของรายงาน คือ

  • การแข่งขันในการวางแผนกลยุทธ์และแต่งตั้งผู้บริหารสำหรับระบบดิจิทัล: รายงานแจ้งว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้ให้บริการยังไม่มีแผนกลยุทธ์สำหรับระบบดิจิทัล โดย 89 เปอร์เซ็นต์มองว่าองค์กรโทรคมนาคมจำเป็นจะต้องแต่งตั้งผู้บริหารต้านระบบดิจิทัล หรือ chief digital office (CDO) เพื่อลงมือวางแผนและปฏิบัติงานทางด้านนี้ เนื่องจากมีองค์กรโทรคมนาคมเพียง 28 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีบุคลากรรองรับอยู่แล้ว นอกจากนี้ 79 เปอร์เซ็นต์ขององค์กรอุตสาหกรรมยังแยกโปรเจกต์การปรับโครงสร้างออกจากโปรเจกต์อื่นๆ จึงทำให้ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์และแผนงานด้านดิจิทัลอื่นๆ การขาดกลยุทธ์ที่ชัดเจน, อัตราการใช้ช่องทางดิจิตอลที่ต่ำ และสภาพแวดล้อมระบบผู้ค้าหลายราย คือสามปัจจัยหลักทีเป็นอุปสรรคต่อการย้ายไปยังระบบดิจิทัล ทั้งในแง่การชะลอตัวลงของโครงการหรือการยกเลิก
  • ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็น: 69 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถาม เชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีแนวโน้มจะเติบโตด้านเทคโนโลยี หากแต่ว่าขาดความเชี่ยวชาญในการลงมือ ปรับโครงสร้างไปยังระบบดิจิทัลได้ไม่รวดเร็วพอ นอกจากนี้ พวกเขายังมองว่าความเชี่ยวชาญในการวางแผนและปฏิบัติการ ปรับโครงสร้างคือปัจจัยสองอันดับแรกที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนแปลงองค์กรให้เป็นผู้ให้บริการรูปแบบระบบดิจิทัล ตามมาด้วยอันดับที่สามซึ่งก็คือ การใช้ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าในการสร้างผลิตภัณฑ์และบริการ โดยผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าปัจจัยทั้งสามข้อที่กล่าวมา มีความสำคัญกว่าความพร้อมทางการเงินขององค์กร และการทำงานข้ามหน่วยที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ: ผลวิจัยเผยต่อว่า ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมควรสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อการ ปรับโครงสร้างไปยังระบบดิจิทัลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า พวกเขายินดีที่จะลงทุนในโซลูชั่นบริหารจัดการเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการรูปแบบใหม่นี้ภายใน 1 ปีข้างหน้า โดยทั่วไป ผู้ให้บริการด้านไอทีถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่มีคุณค่ามากที่สุดสำหรับการดำเนินการปรับโครงสร้างระบบดิจิทัล รองลงมาคือที่ปรึกษาด้านดิจิทัล (ที่สอง) และผู้บูรณาการระบบ (ที่สี่) ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เครือข่ายและที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์อยู่ที่อันดับแปดและเก้าตามลำดับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ให้บริการกำลังมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย นอกจากนี้ การวิจัยพบว่าผู้ให้บริการโซลูชั่นที่กว่างขวางครอบคลุม สำคัญเป็นที่สองในการเลือกคู่ค้าของผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมทั่วโลก
  • ความคล่องตัวทางธุรกิจ และการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานรอบช่องทางสำหรับลูกค้ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก: ผลวิจัยชี้ว่า ภายใน 1 ปีข้างหน้า ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจะให้ความสำคัญกับความคล่องตัวทางธุรกิจเป็นอันดับหนึ่งในการเติบโตในยุคดิจิทัล รองมาด้วยการดึงบุคลากรที่มีความรู้และความสามารถมาร่วมงาน และการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ไม่ติดขัดผ่านทุกช่องทางการบริการเป็นอันดับที่สาม เช่นเดียวกับการนำเสนอบริการผ่านหลากหลายช่องทาง และการพัฒนาการบริการลูกค้า (53 เปอร์เซ็นต์) โดยมีความคล่องตัวทางธุรกิจ (65 เปอร์เซ็นต์) และการเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ (62 เปอร์เซ็นต์)

แอนดี้ ฮิกส์, ผู้อำนวยการด้านการวิจัย สำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและระบบเน็ตเวิร์ก, เขตเศรษฐกิจยุโรปเมดิเตอร์เรเนียน, ไอดีซี กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมส่วนใหญ่ต้องการนำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลมาใช้งานเพื่อพัฒนาธุรกิจของตน แต่พวกเขาขาดเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางและการวางแผนกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ พวกเขายังบอกเราอีกว่า พบปัญหาการจัดกระบวนการใหม่และฝึกอบรมพนักงานในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจแสดงผลล่าช้าลง พวกเขาอาจจะสามารถไล่ตามคู่แข่งในอุตสาหกรรมได้ แต่พวกเขาไม่คิดว่าพวกเขาจะไล่ตามยุคดิจิทัลโดยรวมได้ทัน ดังนั้นผู้ให้บริการจึงต้องวางแผนกลยุทธ์, บุคลากร และความเป็นผู้นำทางด้านระบบดิจิทัล โดยผลวิจัยของเราเผยว่าผู้ให้บริการมีแนวโน้มที่จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติมเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้น”

อีริค อัพไดค์, ประธานกลุ่มบูรณาการระบบและการดำเนินงาน, แอมดอกซ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างเป็นระบบดิจิทัล หรือ Digital Transformation ถือเป็นกลไกสำคัญในการแข่งขันในยุคดิจิทัลและส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เนื่องจากการย้ายโครงสร้างไปเป็นรับบดิจิทัลนั้นประกอบไปด้วยการดำเนินงานหลายโครงการ การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ระยะเวลาที่องค์กรมอบให้กับการเคลื่อนย้ายนั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะพวกเขากังวลว่าพวกเขาอาจมีกลยุทธ์และทักษะไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดช่องว่างให้พันธมิตรทางธุรกิจที่สามารถนำเสนอความเชี่ยวชาญด้านโซลูชั่นเข้ามาสนับสนุนทีมงานดิจิทัลทั้งใหม่และปัจจุบัน รวมไปถึงทีมไอทีและทีมธุรกิจของพวกเขาในการสร้างและดำเนินกลยุทธ์การแปลงดิจิทัลได้เร็วขึ้น แอมดอกซ์ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงเป็นระบบดิจิทัล ด้วยบริการที่หลากหลายสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม, การบูรณาการซอฟแวร์โซลูชั่น, การสร้างนวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจโดยการบูรณการระบบนิเวศเข้าด้วยกัน รวมไปถึงบริการผู้เชี่ยวชาญทางด้านดิจิทัลโดเมน และ ลดความซับซ้อนของกระบวนการทางธุรกิจ”

การวิจัยในครั้งนี้ได้สอบถามผู้บริหารระดับสูงจากผู้ให้บริการทางโทรคมนาคมจำนวน 81 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (26 เปอร์เซ็นต์), ยุโรป (25 เปอร์เซ็นต์), ลาตินอเมริกา (23 เปอร์เซ็นต์) และอเมริกาเหนือ (26 เปอร์เซ็นต์) กว่า 46 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสอบถามคือผู้บริหารตำแหน่ง C – Level