เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เสียงนาฬิกาปลุก หรือเสียงโทรศัพท์ที่ตั้งปลุกดังลั่นหัวนอน กับภาพที่คุณสะลึมสะลือควานหาปุ่มหยุดเสียง ต้องตื่นไปทำงานอีกแล้วหรอเนี่ยถึงจะเป้นพนักงานออฟฟิสหรือ ฟรีแลนซ์ เองก็ตามเถอะ แล้วก็ทิ้งตัวลงนอนต่ออีกครั้ง แล้วคุณก็ต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะความตกใจกับเวลาที่หายไปจากความขี้เกียจในการไปทำงาน ความลุกลี้ลุกลนออกจากบ้าน เดินทางไปทำงานด้วยความกระวนกระวาย จบท้ายในช่วงเช้ากับการเข้างานสายไปเกือบๆชั่วโมง

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ

เบื่อ เหนื่อย ง่วง ขี้เกียจสุดในที่ทำงาน ทำอย่างไรดีนะ?

เริ่มต้นวันด้วยความไม่สดใสตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน สุดท้ายแล้วคุณก็กลับมานั่งเนือยที่โต๊ะทำงานคุณใหม่ ตามด้วยการทำงานแบบเซ็งๆ ความขี้เกียจในที่ทำงาน ยังคงลากยาวไปช่วงบ่ายด้วยการสัปงกที่โต๊ะทำงาน และที่ประหลาดคือเมื่อใกล้เลิกงาน คุณจะสดชื่นเหมือนได้ยาบำรุงเป็นอย่างดีพร้อมกลับบ้าน

ก่อนอื่น ถามตัวเองเสียก่อน คุณขี้เกียจทำงานจริงๆหรือแค่เหนื่อยเกินไป

ความขี้เกียจในที่ทำงาน เริ่มเป็นปัญหาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
จริงๆแล้ว ความขี้เกียจในที่ทำงานทำให้คุณทำงานไม่เสร็จตามกำหนดด้วยใช่หรือเปล่า การทำงานให้เสร็จต้องล่าช้าไปเกินกว่าเวลาปกติเพียงเล็กน้อยก็ยังนับว่ายังพอรับได้อยู่ แต่ถ้าความขี้เกียจนั้นสร้างปัญหาในการทำงานของคุณต่อไปล่ะ ? การเลื่อนส่งงานทำให้กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมไปเรื่อยๆ เมื่อคุณเลื่อนเดดไลน์ส่งงานไปครั้งหนึ่งแล้ว การประเมินผลงานของคุณหรือแม้กระทั่งการได้รับการเสนอชื่อเพื่อโปรโมตก็อาจมีผลด้วยทั้งนั้น เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีผลโดยตรงกับความเจริญก้าวหน้าในสายอาชีพการทำงาน

ยังมีวิธีการหยุดความขี้เกียจนี้ การทำให้ตัวเองกระปรี้กระเปร่า กระตุ้นตัวเองให้พร้อมเริ่มงานในทุกเช้า ลองใช้กลยุทธ์ทั้ง 7 แบบนี้ในการสู้กับความขี้เกียจและค้นหาแรงบันดาลใจในวันที่คุณขี้เกียจทำงานดูครับ

วิธีการหยุดความขี้เกียจในที่ทำงาน
1. ซื่อสัตย์กับตัวเอง

คุณต้องระบุปัญหาที่เกิดก่อนที่คุณจะแก้ไขปัญหานั้นได้ การบอกแค่เพียงคุณขี้เกียจในที่ทำงานนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา เลิกโทษอย่างอื่นแล้วยอมรับความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้คุณขี้เกียจในการทำงานซึ่งมีแต่จะทำให้งานออกมาแย่หรือพลาดเดดไลน์ในการทำงานไป

ลองมองดูงานที่คุณเพิ่งทำผ่านไปไม่กี่วัน คุณได้โยนงานให้คนอื่นแบกอยู่หรือเปล่า คุณเป็นพนักงานในทีมแบบไหนกัน ? ลองประเมินพฤติกรรมในการทำงานของคุณ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คุณจะขี้เกียจทำงาน การประเมินด้วยตัวคุณเองเป็นโอกาสที่คุณจะได้เปลี่ยนพฤติกรรมและปรับปรุงผลงานของคุณเอง พฤติกรรมของคุณมีเพียงคุณเท่านั้นที่จะปรับปรุงและพัฒนามันได้

2. ใช้ตัวช่วยวางแผนการทำงาน

เปลี่ยนความขี้เกียจในการทำงานแต่ละวันด้วยการใช้แพลนเนอร์เพื่อช่วยวางแผนการทำงาน การวางแผนและจัดลำดับความสำคัญในการทำงานแทนที่การทำงานแบบเฉพาะหน้านั้นมีความสำคัญมากที่สุดซึ่งต้องทำให้เกิดขึ้น การใช้แพลนเนอร์ช่วยให้คุณโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองตั้งเป้าหมายระยะสั้นและทำให้เสร็จตามแผนคุณจะรู้สึกเหมือนบรรลุเป้าหมายและมีแรงกระตุ้นในการทำงาน

ลองใช้แพลนเนอร์ในรูปแบบต่างๆ ทั้งแบบ bullet เพื่อเน้นความสำคัญ คุณสามารถสร้างรายการทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน โดยแพลนเนอร์นั้นไม่ควรจะซับซ้อนจนเกินไป มีเพียงลำดับรายการที่คุณต้องทำให้เสร็จและไม่ต้องลงงานที่ไม่สำคัญลงในนั้น

3. ตั้งเป้าหมายเป็นประจำ

การทำงานง่ายๆให้สำเร็จตามเป้านั้นจะเป็นเรื่องง่าย แต่อย่าลืมว่าชีวิตคุณก็ยังต้องการเป้าหมายในการพัฒนาด้วยเช่นกัน เป้าหมายดังกล่าวควรจะช่วยให้คุณเกิดการพัฒนาทักษะและการรับมือในสถานการณ์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจตั้งเป้าในการเลื่อนขั้น ได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นหรือรู้จักเพื่อนร่วมงานให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายดังกล่าวอาจกำหนดเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน รายไตรมาสหรือรายปี พยายามรายงานผลการทำงานให้เป็นประจำสม่ำเสมอด้วย

เป้าหมายดังกล่าวจะช่วยให้คุณมีทิศทางในการทำงานใสมากยิ่งกว่าเดิม และช่วยขจัดความขี้เกียจในระหว่างวันทำงานอีกต่างหาก

4. พักเสียบ้าง

การพักไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหายขี้เกียจแล้ว ยังช่วยลดความเครียดและการขาดเป้าหมายในการทำงานได้อีกด้วย ช่วยให้เติมเต็มไฟในการกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง การพักในระหว่างการทำงานยังช่วยไม่ให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) ซึ่งจะก่อให้เกิดความขี้เกียจอีกด้วย

5. สร้างลักษณะนิสัยที่ดีนอกเหนือที่ทำงาน

ถ้าคุณสามารถสร้างรูปแบบการทำงานที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีนอกเหนือจากในที่ทำงานแล้ว คุณสามารถนำไปใช้ในที่ทำงานได้เช่นเดียวกัน คุณสามารถเลือกที่จะใช้เวลาทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์ดีกว่าเสียเวลากับการนั่งดูซีรีย์ที่บ้านเป็นชั่วโมงๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำกับข้าวหรือทำความสะอาดบ้านเพียงไม่กี่นาทีก่อนทำอย่างอื่น อย่าลืมเรื่องของการออกกำลังกายด้วย ซึ่งไม่ได้มีผลดีต่อสุขภาพกายคุณเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปยังชีวิตการทำงานของคุณอีกด้วย การออกกำลังกายช่วยให้คุณสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆได้และช่วยให้คุณรู้สึกมีแรงกระตุ้นและพยายามยิ่งกว่าเดิม การออกกำลังกายด้วยตารางการฝึกง่ายๆช่วยขจัดความขี้เกียจและได้รับแรงกระตุ้นดียิ่งขึ้น

6. จัดการปัญหาต่างๆที่แอบแฝงอยู่

ถ้าคุณพบว่าตัวเองยังขี้เกียจในที่ทำงาน แน่ใจหรือยังว่าไม่มีปัญหาอื่นๆซ่อนอยู่มีผลต่อคุณ สาเหตุที่คุณขี้เกียจอาจจะมาจากปัญหาอื่นๆก็เป็นไปได้ เช่น หากคุณรู้สึกหมดแรง คุณอาจต้องปรับการทานอาหาร หรือหากคุณนอนไม่หลับ อาจมีสาเหตุมาจากที่นอนหลับพักผ่อนที่ไม่โอเคก็เป็นไปได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นสาเหตุจากความเหนื่อยล้าอันเนื่องมาจากความไม่พึงพอใจในทีี่ทำงาน อาจเกิดจากงานที่ไม่เหมาะสมกับคุณก็เป็นไปได้ ลองหางานใหม่ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะมีตัวเลือกงานและบริษัทให้เลือกหลากหลายตามความต้องการของแต่ละคนด้วยครับ เมื่อคุณได้งานที่ดี แรงบันดาลใจในการทำงานจะกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

7. ให้รางวัลตัวเอง

เมื่อคุณสามารถปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นได้แล้ว คุณก็ควรจะให้รางวัลตัวเองได้ด้วยกลยุทธ์เหล่านี้ สร้างระบบการให้รางวัลสำหรับคุณเอง ทำให้คุณมีแรงกระตุ้นอยู่เสมอ และทำให้เห็นว่าคุณเองก็สามารถมาได้ไกลมากแค่ไหนแล้ว เพียงเท่านี้คุณก็จะก้าวข้ามผ่านความขี้เกียจไปได้

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

หลายๆคน อาจจะเคยรู้สึกหมดไฟ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตหรือแม้แต่ในการทำงาน ไม่ได้มีเพียงแต่พนักงานทั่วไปเท่านั้นยังรวมไปถึงนายจ้าง หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง ฟรีแลนซ์ ก็หมดไฟทำงานได้เหมือนกันนะ เราขอแนะนำ 5 วิธีจุดไฟในการทำงานใกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

1.ให้เวลาตัวเองกับสิ่งที่ชอบ

เหนื่อยนักก็พักซะหน่อย ตึงไปก็ผ่อนบ้าง แล้วให้เวลาได้เติมพลังตัวเองกับสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ช็อปปิ้ง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำอาหาร ท่องเที่ยว ไปทะเล ปืนเขา ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่าต้องไปท่องโลกกว้างอย่างเดียว ทิ้งทุกอย่างแล้วไปค้นหาตัวเองอย่างเดียว แต่ทำอะไรก็ได้ที่เราเอนจอย โดยปราศจากความกังวล ช่วงเวลาที่มีคุณภาพกับสิ่งที่เราชอบ จะช่วยให้เรามีแรงต่อสู้กับเรื่องหนักๆ อื่นๆ ในชีวิตต่อไป

2.เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายิ่งนอย และหงุดหงิดไม่พอใจในสถานะของตัวเอง ก็คือ ความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และไม่มั่นใจในตัวเอง เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยแก้ไขสถานะที่ไม่มั่นคงนี้ก็คือ เพิ่มความรู้ให้ตัวเองซะสิ อาจจะอ่านหนังสือ อ่านบทความในเรื่องที่เราสนใจ หรือไปลงเรียนคอร์สเพื่อศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

4. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้เราเห็นภาพ และไล่เรียงออกมาได้เป็นส่วนๆ ว่าต้องทำอะไร อย่างไร ให้เสร็จเมื่อไหร่ ตรงนี้จะช่วยลดอาการกังวล และเบื่อหน่ายลงไปได้ เพราะเราจะเห็นชัดเจนขึ้นว่ามันมีวันเสร็จสิ้น ไม่ใช่ลากยาวให้เหนื่อยแบบไร้จุดจบ รู้สึกอีกแค่นิดเดียว แล้วเราก็จะได้ไปพักแล้วนะ

5.มีเช็คลิสของตัวเอง
ช่วงที่เราหมดไฟ มักจะเป็นเหมือนช่วง “ดำดิ่ง” ของชีวิต มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน หรือมองอีกแง่ก็คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน จึงเกิดความเครียดขึ้นไปอีก วิธีการแก้ก็คือ มีเช็คลิสให้ตัวเอง คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราอยู่จุดไหนแล้ว เป้าหมายของเราคืออะไร ห่างไกลแค่ไหน ถ้าจริงๆ เราใกล้ถึงแล้ว ก็จะถือเป็นกำลังใจกับตัวเอง หรือถ้าเราเห็นว่าจะมีอะไรที่แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำอะไรบางอย่าง แบบมีจุดหมายไม่ไร้ทิศทาง

5.นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค
เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกไปถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้น หากเราทำสิ่งนี้ได้ เหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่มักจะมีทริคเล็กๆ ช่วยให้ลูกๆมีกำลังใจเวลาเรียน เช่น ถ้าสอบได้จะได้ไปเที่ยวทะเล ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราทำได้ เราจะภูมิใจกับผลงานของเราแน่นอน

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น?

นั่งทำงานมาจนจะครบปี งานบนหน้าตักยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทำงานก็พลาดบ่อย นายก็น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานก็ไม่น่าคบ ครั้นจะลาออก เปลี่ยนงานใหม่ก็เสียดายเงินเดือน เจอแบบนี้ทั้ง งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ ทำอย่างไรดีหละ? ถึงคุณจะเป็น ฟรีแลนซ์ ก็ต้องเจอลูกค้าแบบนี้เช่นกัน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เกลียดวันจันทร์ และนั่งทำงานแบบเคาท์ดาวน์รอวันศุกร์ อยากบอกคุณว่า โชคดีแค่ไหนที่คุณมีงานทำ และนี่คือวิธีจุดไฟทำงานในตัวคุณเองได้ง่าย ๆ เพื่อเพิ่มความสุขให้กับการทำงานของคุณ

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น

งาน เพื่อนร่วมงานน่าเบื่อ เจอซ้ำซากแบบนี้จะทำยังไงให้ดีขึ้น?

หาเวลาพักผ่อน

การนั่งทำงานบนความเบื่อหน่ายนาน ๆ ยิ่งทำให้งานออกมาไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นรีบเคลียร์งานให้เสร็จ ใช้สิทธิวันลาทั้งหมดที่มี แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ที่คุณไม่เคยไป พร้อมพ๊อคเก็ตบุ๊คเล่มโปรด และเพลงบนเพลย์ลิสต์ที่ช่วยทำให้คุณผ่อนคลาย

หากบริษัทของคุณมี flexible benefit (สวัสดิการแบบยืดหยุ่น) ให้ แล้วคุณไม่เคยใช้มันเลย เวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่คุณจะนำไปใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ทำสปา ฟิตเนส นวดหน้าทำหน้า ซื้อหนังสือ เสื้อผ้า หรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดที่คุณอยากได้ หรือสวัสดิการต่าง ๆ ตามแต่ละบริษัทของคุณ ที่จะช่วยให้คุณได้ผ่อนคลายและพักผ่อนได้ จะยิ่งเพิ่มความสุขให้คุณขึ้นได้

นึกถึงวันทำงานวันแรก

หลังกลับจากการลาพักร้อนแล้ว หากยังรู้สึกเบื่อกับงานที่ทำ ให้คุณนึกย้อนไปถึงวันแรกที่บริษัทตอบรับคุณเข้าทำงาน ข้อดีต่าง ๆ ที่ทำให้คุณตัดสินใจเข้าร่วมทำงานในบริษัท นึกถึงความตื่นเต้นตอนเจ้านายมอบหมายงานชิ้นแรกให้คุณ ความกระตือรือร้นที่คุณพยายามทำช่วงทดลองงานจนผ่านโปร อาจจะช่วยจุดไฟในตัวคุณได้

มองโลกในแง่บวก

การมองโลกในแง่บวกจะช่วยทำให้คุณผ่านพ้นความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น ลองคิดดูว่าคุณโชคดีแค่ไหนที่มีงานทำ ในขณะที่ใครหลายคนกำลังตกงาน ในขณะที่เจ้าของกิจการหลายรายกำลังประสบปัญหาขาดทุน แต่คุณเป็นพนักงานบริษัทที่มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกสิ้นเดือน มีเงินส่งเลี้ยงดูพ่อแม่ มีเงินส่งลูกเรียนในโรงเรียนดี ๆ มีเงินซื้อของที่อยากได้ มีเงินท่องเที่ยวในที่ที่อยากไป

ปิดหูปิดตา

เมื่อต้องเจอกับเจ้านายที่น่าเบื่อ เพื่อนร่วมงานที่ไม่น่าคบ ให้คุณมาทำงาน -เลิกงานตามเวลาที่บริษัทกำหนด เดินเข้าออฟฟิศแบบปิดหููปิดตา ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัท ก้มหน้าทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ผลงานออกมาตามเป้าหมายที่คุณตั้งไว้ หรือหากมีโอกาสทำงานใหญ่ คุณอาจรับอาสาทำแบบเงียบ ๆ ตั้งใจทำให้เสร็จ เพื่อผลงานเข้าตาผู้บริหารใหญ่ คุณอาจได้รับการโปรโมทเลื่อนตำแหน่งงาน

ให้รางวัลตัวเอง

เคยคิดบ้างไหมว่าทุกวันนี้ คุณก้มหน้าก้มตาทนทำงานด้วยความเครียดไปเพื่ออะไร? หากคุณยังตอบไม่ได้ คุณลองตั้งเป้าหมายให้กับตัวคุณเอง ยกตัวอย่างเช่น “หากชั้นทำงานโปรเจคนี้สำเร็จ ชั้นจะให้รางวัลตัวเองด้วยอาหารบุฟเฟ่ต์โรงแรมหรู หรือการซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณทุกครั้งที่หยิบมันขึ้นมาสะพายไปทำงาน และหากคุณมีเงินมากพอ อาจตั้งเป้ารางวัลให้ตัวเองด้วยการนำโบนัสปลายปี ไปซื้อบ้านหลังใหม่ หรือรถยนต์คันใหม่ที่ช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคุณสุขสบายมากยิ่งขึ้นก็ได้

หาเวลาพัฒนาตัวเอง

หากงานมันซ้ำซากจำเจมากนัก ลองหาเวลาลงสมัครเรียนคอร์สระยะสั้น หาความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในสายงานที่คุณทำ ให้คุณมีโอกาสมองเห็นโลกที่มันกว้างกว่าสังคมออฟฟิศเดิม ๆ ของคุณ ได้รู้จักเพื่อนร่วมคอร์สเรียนใหม่ ๆ ซึ่งคุณอาจนำความรู้ที่ได้มาใช้พัฒนางานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน หรือมองหาโอกาสเปลี่ยนงานใหม่ในตำแหน่งสูงขึ้น และผลตอบแทนมากขึ้นได้

หาเวลาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายหลังเลิกงานประมาณ 20 นาที จะช่วยให้ร่างกายหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) และสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) หรือสารแห่งความสุขออกมา ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยลดระดับความตึงเครียดในร่างกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสมองปลอดโปร่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณรู้สึกกระฉับกระเฉง มีไฟที่จะทำงานอีกด้วย

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างส่งผลกระทบต่อตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากเราไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ดีพอ การเปิด AEC เป็นการรวมตัวกันของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่อให้เกิดการลงทุน และเกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันของภูมิภาคอาเซียน แม้แต่ ฟรีแลนซ์ ก็อาจจะเจอเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์เหมือนกัน ประเทศสิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนลำดับต้น ๆ ของเอเชีย และเป็นประเทศที่คนทำงานให้ความสนใจที่จะไปทำงานในประเทศนี้ และจะได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อมีการเปิดเสรีอาเซียน ไม่เพียงเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่วัฒนธรรมการทำงานของสิงคโปร์นั้นมีความน่าสนใจในหลาย ๆ ด้าน หลายคนเกิดคำถามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจว่าอาจจะเป็นเพราะวัฒนธรรมในการทำงาน วัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็ง สิงคโปร์จึงเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

วัฒนธรรม การทำงานแบบสิงคโปร์ ปรับตัวไม่ยากแค่เรียนรู้ง่ายๆ

คนทำงานที่ต้องการไปทำงาน หรือสัมผัสวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานเบื้องต้นกันเสียก่อน เพื่อจะไม่เกิดความผิดพลาดในการทำงาน หรือหากผิดพลาดก็จะปรับตัวได้อย่างมีแบบแผน และสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยวัฒนธรรมการทำงานแบบคนสิงคโปร์นั้น มีลักษณะดังนี้

ความมั่นคงในการทำงาน

ประชากรส่วนใหญ่ของสิงคโปร์ล้วนได้รับการศึกษาในระดับที่ดี การทำงานจึงดีตามไปด้วย อีกทั้งการสนับสนุนของภาครัฐในหลาย ๆ ด้านทำให้เกิดการพัฒนาภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้กลายเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยีและการวิจัย และจุดนี้เอง ได้กลายเป็นจุดดึงดูดคนทำงานจากภายนอกให้ไปทำงานในประเทศนี้มากขึ้น โดยเฉพาะคนที่สนใจที่จะไปทำงานในบริษัทชั้นนำ หรือองค์กรข้ามชาติ

ความแตกต่างคือสากล

ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากประชากรที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ แต่จุดนี้เอง ทำให้สิงคโปร์มีความน่าสนใจ และดึงดูดนักลงทุนให้ไปลงทุนในประเทศเล็ก ๆ นี้มากขึ้น คนทำงานที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความหลากหลายเช่นนี้ได้ ย่อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมการทำงานแบบสิงคโปร์ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ความแตกต่างได้กลายเป็นความเป็นสากลที่ดึงดูดนักธุรกิจจากทั่วโลกมาสู่สิงคโปร์

อัตราการแข่งขันสูง

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการแข่งขันกันในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจการลงทุน การใช้ชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันค่อนข้างสูง คนที่เข้มแข็งและเก่งที่สุดเท่านั้น ที่สามารถเป็นผู้ได้รับชัยชนะในการแข่งขัน คนที่สามารถทำงานได้ในวัฒนธรรมแบบสิงคโปร์ คือ คนที่แสวงหาและเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จะเป็นที่จับตามอง และเป็นผู้ที่มีชัยชนะในการทำงาน ความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ทำให้เกิดความแตกต่าง คนที่ต้องการทำงานในประเทศสิงคโปร์ หากมีความความสามารถทางภาษาที่หลากหลาย ก็จะได้เปรียบกว่าคนที่พูดภาษาอังกฤษได้เพียงภาษาเดียว แต่ถ้าพูดได้เพียงภาษาเดียว ก็ต้องเป็นคนที่มาพร้อมกับความสามารถที่หลากหลาย

รูปแบบการสื่อสารที่ฉับไว

การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจกับคนทำงานในสิงคโปร์ค่อนข้างมีความกระชับ ฉับไว คนต่างชาติสามารถจับมือทักทายได้ทั้งชายหญิง แต่ต้องไม่บีบแน่นหรือทิ้งไว้นานเกินไป โดยการจับมือนั้นจะจับทั้งสองมือ ไม่เหมือนกับการเชคแฮนด์แบบชาวตะวันตก รูปแบบของการทำงานนั้น ค่อนข้างรวดเร็ว กระชับ ฉับไว และมีความกระตือรือร้น สามารถปรับตัวเพื่อแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างรวดเร็ว คนทำงานที่สามารถนำเอาเทคนิคใหม่ ๆ มาปรับใช้กับการทำงาน แล้วการทำงานนั้นประสบผลสำเร็จ จะได้รับการชื่นชมและเป็นที่จับตามอง

หากต้องการทำงานข้ามวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำให้ได้ คือ การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้น เพื่อที่เราจะได้ทำงานได้อย่างคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง การเปิดใจเพื่อรับสิ่งใหม่ ๆ เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตัวเราเอง ทำให้เรามีโอกาสที่จะประสบผลสำเร็จในการทำงานได้ง่ายขึ้น

หางานทำแปลงร่างเป็นฟรีแลนซ์กับ Freelancebay

การทำงานในปัจจุบันเป็นอะไรที่หายากพอสมควร ยิ่งตอนนี้เศษรฐกิจไม่แน่นอนด้วยทำให้เราต้องรัดกุมและทำงานแบบเลือกพอสมควร การทำงานแบบ ฟรีแลนซ์ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย เพราะได้ความเป็นอิสระในการทำงาน ขึ้นอยู่กับงานที่เราเลือกจะทำด้วยเช่นกัน สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่นนะ) เว็บหนึ่งที่น่าสนใจคือ Freelancebay ที่รวบรวมเหล่าคนทำงานประเภทฟรีแลนซ์ไว้ที่นี่เลย ทำให้เราไม่ต้องไปค้นหาคนทำงานให้เสียเวลา

หางานทำแปลงร่างเป็นฟรีแลนซ์กับ Freelancebay

หางานทำแปลงร่างเป็นฟรีแลนซ์กับ Freelancebay

  • ใช้งานง่ายเพียงเข้าเว็บไซต์ แล้วสมัครชื่อผู้ใช้งาน (Username) ง่ายสุดๆ
  • ค้นหาคนทำงานได้ทันที เพียงเข้าใช้งานในหมวด หาฟรีแลนซ์ (Freelance)
  • รองรับผู้ที่ต้องการรับทำ และค้นหาการทำโปรเจคในรูปแบบต่างๆ (Project)
  • ไม่ว่าจะเป็นการรับน้องฝึกงาน หรือ หาที่ฝึกงานอยู่ละก็ที่นี่สามารถตอบโจทย์ได้เลยนะ
  • ตัวเว็บไซต์นี้เปิดให้ใช้บริการฟรี (Free) โดยไม่เสียค่ายใช้จ่ายใดๆ
  • มีระบบให้คะแนนกับผู้ใช้งานทุกระดับ โหวตได้ตามใจชอบ เรียกระดับคะแนนตามคุณภาพเลย
  • แยกหมวดหมู่การค้นหางานออกอย่างชัดเจน เช่น ติวเตอร์ (Tutorial), เขียนบทความ (Content Writer), ธุรกิจและการบัญชี (Business and Accounting) เป็นต้น
  • หากไม่เคยใช้งานเว็บไซต์มีคำแนะนำเบื้องต้นให้เรียนรู้
  • สามารถเชื่อมต่อและสมัครด้วย Facebook ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องกรอกข้อมูลใหม่
  • และฟีเจอร์อื่นๆ อีกมากมายในเว็บไซต์ฟรีแลนซ์แห่งนี้

ปัจจุบันการทำงานที่เราเห็นส่วนใหญ่มักจะอยู่ในออฟฟิส สำนักงานใหญ่ตามสาขาบนถนนเส้นใหญ่ทั้งหลาย บางครั้งก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องน่าเบื่อที่ต้องเดินทางไปกลับในที่เดิมๆ และต้องเผื่อเวลาสำหรับการเดินทางในตอนเช้าและเย็นเป็นชั่วโมงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การหันมาทำงานฟรีแลนซ์ก็มีส่วนดีบ้างแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตทั้งหมดเช่นกัน ในเว็บฟรีแลนซ์แห่งนี้ได้รวบรวมเหล่าคนที่ต้องการทำงานฟรีแลนซ์ปัจจุบันสูงถึง 37,199 ฟรีแลนซ์ จากทั้งหมด 37,322 ท่าน ถือว่าสูงทีเดียวและรอทำงานอยู่อีก 27,386 ท่าน รวมไปถึงผู้ว่าจ้างงานรายต่างๆ กว่า 9,663 ผู้ว่าจ้างที่จะคอยหาคนทำงานที่มีคุณภาพให้กับคุณ

นอกจากนี้แล้วยังมีหมวดหมู่สำหรับคนที่ต้องการทำโปรเจคอีกกว่า 20 โปรเจคที่รอการประมูลอยู่ โดยคัดเลือกจากทั้งหมด 10,755 โปรเจคด้วยกัน ไม่ว่าน้องฝึกงาน เพื่อนๆ พี่ๆ ที่ต้องการทำโปรเจคอะไรก็ตามสามารถตามหาที่นี่ได้เลย และยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อพูดถึงการเข้าใช้งานที่ง่ายตามวิธีด้านบนแล้ว ยังสามารถสมัครด้วยตนเองแบบกรอกข้อมูลเข้ามา มีรายละเอียดให้ใส่ไม่ว่าจะเป็น ชื่อ ที่อยู่ ประเภทงานที่ต้องการ อาชีพที่ตนเองถนัด พร้อมอัพโหลดภาพประจำตัวได้เลย ถือว่าอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีกับผู้ใช้งานทุกคนทุกระดับเลยทีเดียว

ทีเด็ดของเว็บไซต์นี้อาจจะอยู่ตรงที่การโหวต (Vote) ให้คะแนนกับผู้ที่จ้างงานและผู้ที่รับทำงานด้วย ซึ่งต่างก็สามารถให้คะแนนซึ่งกันและกันโดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ อาจเป็นตัวชี้วัดและบ่งบอกถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ได้คุณภาพ และความนิยมของบุคคลเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี พร้อมทั้งยังมี Socialnetwork กดติดตามอย่าง Facebook, Twiter, Google+ คอยอัพเดทข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่เป็นระยะไม่พลาดกับงานที่คุณหาอยู่แน่นอน