เปิดตัว Prisma : The Secure Way to Cloud ระบบรักษาความปลอดภัย

พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (Palo Alto Networks) เปิดตัว Prisma ระบบป้องกันความปลอดภัยบนคลาวด์แบบครบวงจร (Cloud Security Suite) นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้องค์กรสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและปลอดภัยในยุคดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มมีความต้องการในการใช้งานระบบป้องกันความปลอดภัยบนคลาวด์มากขึ้น และเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน มีความปลอดภัยสูง และมีความสมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับการใช้งานระบบคลาวด์ทั้งหมด ทำให้การเข้าใช้งานระบบ (Access) การปกป้องข้อมูล (Data Protection) หรือ การจัดการความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่น (Application Security) เป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากและซับซ้อนอีกต่อไป โดย Prisma เป็นการต่อยอดความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์ของ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ ให้เกิดขึ้นภายใต้การใช้งาน Prisma จากจำนวนลูกค้าองค์กรมากกว่า 9,000 องค์กรในปัจจุบัน ทำให้ Prisma เป็ระบบความปลอดภัยบนคลาวด์ที่เติบโตที่เร็วและมากที่สุดในโลก

เปิดตัว Prisma  The Secure Way to Cloud ระบบรักษาความปลอดภัย

เปิดตัว Prisma : The Secure Way to Cloud ระบบรักษาความปลอดภัย

“แนวทางในการป้องกันความปลอดภัยบนระบบคลาวด์ของ พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ มุ่งให้องค์กรมีความปลอดภัยสูงสุดเพื่อตอบสนองการใช้งานระบบคลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยโซลูชั่นที่ช่วยป้องกันและตรวจสอบระบบคลาวด์ได้อย่างเหนือชั้นช่วยสร้างความมั่นใจในการป้องกันและรับมือการโจมตีจากแฮกเกอร์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา” นางสาวธิติรัตน์ ทองถาวร ผู้จัดการประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดจีน พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ กล่าว “Prisma คือผู้ช่วยในการเชื่อมต่อสำนักงานใหญ่กับสาขาย่อยต่างๆ โดยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานผ่านมือถือและเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบคลาวด์ได้อย่างปลอดภัย และยังเพิ่มความมั่นใจในการใช้ SaaS แอพพลิเคชั่น รวมถึงการพัฒนาคลาวด์แอพพลิเคชั่นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย”

Prisma นำเสนอโซลูชั่นเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยบนคลาวด์ 4 โซลูชั่นเพื่อป้องกันการโจมตี ดังต่อไปนี้

● Prisma Access จัดการระบบการเข้าถึงการใช้งานระบบคลาวด์สำหรับผู้ใช้งานในองค์กรจากสาขาย่อยต่างๆ ให้สามารถเข้าถึงไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตามทั่วโลกได้อย่างปลอดภัย ด้วยระบบความปลอดภัยชั้นนำบนเครือข่ายระดับโลก ซึ่งทำงานบน Google Cloud Platform (GCP™) เพื่อขยายพื้นที่การให้บริการเพิ่มขึ้นกว่า 100 แห่ง จะช่วยเพิ่มประสิทธภาพใช้งานที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นและสอดคล้องกับการใช้งานในแต่ละองค์กร โดยแต่ละองค์กรสามารถเข้าถึง Interface หรือ UI ของ Cloud Management User เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัยในการเข้าระบบ

● Prisma Public Cloud โซลูชั่นที่ประยุกต์ใช้ Machine Learning ในการดูแลความปลอดภัยบนระบบ Public Multi-Cloud ในการจัดเรียงข้อมูลและประเมินความเสี่ยง รวมทั้งการค้นหาช่องโหว่และวิธีการแก้ไขบนระบบคลาวด์ ทำให้ลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี และเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานแก่ผู้ดูแลและพัฒนาระบบ

● Prisma SaaS โซลูชั่นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและจัดการแอพพลิเคชั่นบนคลาวด์แบบหลากหลาย หรือ Multi-Mode Cloud Access Security Broker (CASB) ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการใช้งาน SaaS แอพพลิเคชั่น ให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยสามารถช่วยตรวจสอบความเสี่ยง ป้องกันข้อมูลสูญหาย เพื่อให้สอดคล้องกับกฏข้อบังคับและการกำกับการดูแลข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้ใช้งาน และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีล่วงหน้า ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้การบริหารจัดการ SaaS แอพพลิเคชั่น มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

● VM-Series พบกับไฟร์วอลเสมือนจริงรูปแบบใหม่ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบน Private และ Public คลาวด์ ไม่ว่าจะเป็น Amazon Web Services (AWS®), Google Cloud Platform (GCP), Microsoft Azure®, Oracle Cloud®, Alibaba Cloud® และ VMware NSX®ด้วยรูปแบบอัตโนมัติหรือการ Deploy Infrastructure ด้วย Code เป็นตัวกลางหรือที่เรียกว่า Infrastructure-as-code ซึ่งจะช่วยลดความซับซ้อนและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน

Prisma Access, Prisma Public Cloud, Prisma SaaS และ VM-Series พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ สำหรับองค์กรธุรกิจที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน Prisma ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบคลาวด์ สามารถเข้าไปยังเว็ปไซต์ www.paloaltonetworks.com/prisma

เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยถึงการก้าวกระโดดข้าม 2 อันดับ จนขึ้นแท่นผู้นำอันดับที่ 5 ในทำเนียบ 15 ท็อปซัพพลายเชน ในทวีปยุโรป โดยได้มีการประกาศการจัดอันดับดังกล่าวในงานประชุมผู้นำด้านซัพพลายเชน ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดโดยการ์ทเนอร์ ณ กรุงลอนดอน เมื่อเร็วๆ นี้

เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018

เผยเคล็ดไม่ลับติดอันดับ 5 ท็อปซัพพลายเชนในยุโรป ประจำปี 2018

ทะยานสู่ท็อป 5 ของทำเนียบผู้นำยุโรปของการ์ทเนอร์

“เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ก้าวขึ้นสู่ท็อป 5 ของทำเนียบรายชื่อผู้นำในยุโรปของการ์ทเนอร์ โดยในปีที่ผ่านมานับว่าเป็นหนึ่งในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่เข้มข้นมากสำหรับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราได้เร่งปฏิรูปด้วยการปรับใช้ระบบโรงงานอัจฉริยะในยุโรป (และประเทศต่างๆ ทั่วโลก) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปสู่ซัพพลายเชน 4.0 ที่เชื่อมต่อและมอบความยั่งยืนในแบบที่ตรงต่อความต้องการเฉพาะของเรา ซึ่งรางวัลนี้เป็นผลมาจากความพยายามอย่างไม่หยุดหย่อนของพนักงานที่ดูแลด้านซัพพลายเชนทั่วโลก รวมถึงการมีส่วนร่วมของพนักงานในการมอบคุณภาพและความเป็นเลิศด้านซัพพลายเชนให้กับลูกค้า” นายมัวราด ทามัวด์ รองประธานบริหาร การดำเนินงานโกลบอลซัพพลายเชน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว

นายมัวราด กล่าวต่อว่า “การติดตั้งโซลูชัน EcoStruxure™ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคที่ไซต์งานของเราเอง ยังแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จภายในองค์กร ในการริเริ่มปฏิรูประบบดิจิทัลให้กับลูกค้า โดยเราจะยังคงเดินหน้าติดตั้งระบบดิจิทัลในทั่วโลก เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ สร้างผลกระทบในเรื่องของประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านซัพพลายเชนของเรา เพื่อให้เกิดความเป็นเลิศในการดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม เราจะยังคงเดินหน้าด้วยความรวดเร็วและสร้างนวัตกรรมเพื่อนำคุณค่ามามอบให้กับลูกค้าในโลกอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลนี้”

นำคุณค่ามาสู่ลูกค้าในโลกอุตสาหกรรมดิจิทัล

ตามรายงานของการ์ทเนอร์ มีแนวโน้มหลักอยู่ 3 ประการ ที่บรรดาผู้นำด้านซัพพลายเชนในยุโรปต่างมีเหมือนกัน

การขยายความสามารถด้านดิจิทัลของซัพพลายเชน – โดยใช้ระบบหุ่นยนต์อัตโนมัติ (robotic automation) ใช้เซ็นเซอร์เป็นฐานในการมอนิเตอร์ เทคโนโลยีเสริมจริง (AR) และโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการมอบบริการที่ดีเลิศให้กับลูกค้า โดยมีการขยายจากโรงงาน คลังสินค้าและแบ็คออฟฟิศ นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการประสานงานได้อย่างสอดคล้องครบวงจรตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (end-to-end) ตั้งแต่เรื่องของอุปสงค์ ย้อนกลับไปยังอุปทานทั้งในเรื่องการผลิตและการจัดหา
มีการประสานความร่วมมือที่ดีกับลูกค้า ทั้งการให้บริการและมอบประสบการณ์ที่ดี – มุ่งเน้นที่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในภาพรวม ด้วยความเข้าใจถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ของลูกค้า คาดการณ์ความต้องการในอนาคตได้ อีกทั้งตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น กระทั่งก่อนที่ปัญหานั้นๆจะเกิดขึ้น
มีความสามารถในการดูแลสอดส่องและติดตามการดำเนินการได้อย่างครบวงจรตลอดทั่วทั้งซัพพลายเชน – มีการดำเนินงานในระบบนิเวศธุรกิจ ด้วยมุมมองเชิงลึกในแบบเรียลไทม์ ไม่ใช่แค่ตอบสนองเพื่อให้งานราบรื่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้สามารถคาดการณ์ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
โดยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องให้อยู่ในทำเนียบท็อป 25 ซัพพลายเชนทั่วโลก ของการ์ทเนอร์ ประจำปี 2018 โดยได้รับการจัดอันดับสูงขึ้นถึง 5 อันดับ ให้อยู่ในอันดับที่ 12 จากการผลการสำรวจบริษัททั่วโลก ซึ่งได้มีการประกาศในงานประชุมผู้นำด้านซัพพลายเชน ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการจัดอันดับประจำปีของการ์ทเนอร์นั้นจะให้การยกย่องผู้นำทางด้านซัพพลายเชน โดยเน้นที่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดขององค์กรเหล่านั้น

ตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา การดำเนินงานด้านซัพพลายเชนทั่วโลกของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประกอบไปด้วยโรงงานผลิต 27 แห่ง ใน 44 ประเทศและมีศูนย์การกระจายสินค้า 98 แห่ง มีบุคลากรที่แข็งแกร่งกว่า 86,000 คน ที่คอยบริหารจัดการสายผลิตภัณฑ์ที่มีมากกว่า 260,000 ผลิตภัณฑ์ (ไม่แน่ใจว่าใช้ผลิตภัณฑ์แปลกมั้ย หรือใช้”ประเภท”) พร้อมดำเนินงานตามรายการสั่งซื้อมากกว่า 150,000 รายการในแต่ละวัน