USB Type-C รุ่นใหม่ ที่เร็วขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้น

เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ปอเรชั่น (NASDAQ: WDC) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลและโซลูชั่น เปิดตัวอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำหรับมือถือภายใต้แบรนด์แซนดิสก์ ด้วยแฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C รุ่นใหม่ พร้อมดีไซน์ที่สามารถพับเก็บได้อีกทั้งความเร็วและความจุที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเพิ่มพื้นที่การใช้งานและถ่ายโอนข้อมูลจากสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ USB-C ได้อย่างง่ายดาย1

USB TYPE-C ที่เร็วขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้น

USB Type-C รุ่นใหม่ ที่เร็วขึ้นและความจุที่เพิ่มมากขึ้น

เจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย แบรนด์แซนดิสก์ กล่าวว่า “USB Type-C พลิกวงการการจัดเก็บข้อมูลด้วยตัวเชื่อมที่สามารถพลิกกลับด้านได้ พร้อมความเร็วในการโอนถ่ายข้อมูลชั้นเลิศ และใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์อีกด้วย ในปัจจุบันอุปกรณ์ Type-C มีเพิ่มมากขึ้นในตลาดและอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือแบบไดรฟ์ Type-C ดังนั้นแซนดิสก์จึงสามารถตอบโจทย์ด้านโซลูชั่นการจัดเก็บข้อมูลและโซลูชั่นแก่ผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C รุ่นใหม่มาพร้อมกับความจุที่มากขึ้นถึงสองเท่าและมอบความสะดวกสบายในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงเพิ่มพื้นที่สำหรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว”

แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C รุ่นล่าสุดมาในรุ่นความจุขนาดสูงถึง 128GB* ในดีไซน์ที่เรียบหรูมาพร้อมกับตัวเชื่อม USB Type C และหัว USB มาตรฐาน (Type-A) ที่สามารถพลิกกลับด้านได้ จึงช่วยให้ผู้ใช้งานถ่ายโอนข้อมูลและเพิ่มพื้นที่การใช้งานระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดายไม่ว่าจะจากสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ Next-generation นอกจากนี้แล้วยังมาพร้อมกับไดร์ฟ USB 3.1 ที่มีความเร็วสูงถึง 150MB/s2 ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนย้ายไฟล์รูปภาพและวีดีโอเข้าคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

เคน ไฮเยอร์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์ และกรรมการฝ่ายกลยุทธ์อุปกรณ์ไร้สาย กล่าวว่า “ภายในพ.ศ.2563 เราคาดการณ์ว่าประมาณ 44 เปอร์เซ็นต์ของโทรศัพท์มือถือที่วางจำหน่ายทั่วโลกจะมีตัวเชื่อม USB-C หรือเท่ากับเพิ่มขึ้น 800 เปอร์เซ็นต์ภายใน 44 ปีข้างหน้า และตามอัตราการเติบโตที่คาดการณ์นี้แล้ว เราคาดว่าจะมีโซลูชั่นเช่นเดียวกับ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C เพื่อช่วยเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ที่มีตัวเชื่อมที่แตกต่างกันในตลาดเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน

แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C สามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่น SanDisk® Memory Zone สำหรับอุปกรณ์ Android™ และช่วยให้ผู้ใช้งานสมารถจัดการและสำรองข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ซึ่งสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นได้ฟรีผ่าน Google Play™3 นอกจากนี้แอพพลิเคชั่นจะเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อมีการเสียบไดรฟ์เข้าไปยังอุปกรณ์ที่รองรับ เพื่อช่วยมอบการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันที

สำหรับแฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยเติมเต็มความสมูรณ์ให้แก่แซนดิสก์ ในโซลูชั่นของอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลสำหรือมือถือแบบ USB Type-C ซึ่งมีทั้ง ไดรฟ์ USB และ SSDsที่พกพาได้

ราคาและการจัดจำหน่าย
แฟลชไดรฟ์ SanDisk Ultra Dual Drive USB Type-C มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี4 วางจำหน่ายที่ร้านค้าปลีกชั้นนำ ด้วยความจุขนาด 16GB, 32GB, 64GB และ 128GB ในราคา 420 บาท 690 บาท 990 บาท และ 1,890 บาท

Sandisk ขยายสู่ ตลาดค้าปลีก SSD ในประเทศไทย

แซนดิสก์พร้อมนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ ตลอดมา โดยล่าสุดได้ขยายตัวสู่นวัตกรรมใหม่ที่ครอบคลุมสู่กลุ่ม SSD เพื่อตอบสนองสู่ความต้องการอันหลากหลายของผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊คที่ต้องการความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งชำนาญด้านเทคโนโลยีที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีความเร็วมากขึ้นเพื่อรองรับเกมส์ใหม่ๆในปัจจุบัน หรือแม้แต่กลุ่มผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปหรือสื่อมวลชนที่ต้องการความคล่องตัวในการใช้งานด้านสื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมด้านธุรกิจต่างๆ

Sandisk ขยายสู่ ตลาดค้าปลีก SSD ในประเทศไทย

Sandisk ขยายสู่ ตลาดค้าปลีก SSD ในประเทศไทย

ด้วยความเชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชมากว่า 27 ปี แซนดิสก์จึงมีองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่งอย่างมาก แซนดิสก์ได้เริ่มผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่ม SSD มาตั้งแต่ปี 1991 จนถึงปัจจุบัน โดยได้คิดค้นและจดสิทธิบัตรด้านนวัตกรรมมาจำนวนมาก4 ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลเทคโนโลยีใหม่แบบ 3D Memory แซนดิสก์นับเป็นผู้นำในกลุ่มอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลแบบแฟลช ซึ่งรวมถึงการมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม SSD ที่หลากหลายมากที่สุด ไม่ว่าจะเพื่อเสริมประสิทธิภาพของเซิฟเวอร์ในศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ รวมไปถึงลูกค้ากลุ่ม SSD รายย่อย แซนดิกส์จึงเป็นบริษัทที่ทำการผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบแฟลชตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเมื่อเร็วๆนี้ แซนดิกส์ได้เปิดโรงงานแห่งใหม่ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกในวงการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่มีการผลิต SSD แบบครบวงจร โดยการรวบรวมทุกกระบวนการผลิตไว้ในที่เดียวกัน จึงสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง

เจษฎา ภวภูตานนท์ ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทย แซนดิสก์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่ม SSD กำลังกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยคุณสมบัติเด่นในการเข้าถึงข้อมูลและการบูทเครื่องที่เร็วกว่า แต่กลับใช้พลังงานที่น้อยกว่า จึงไม่เพียงเหมาะแก่การใช้กับโน้ตบุ๊คเท่านั้นแต่ยังรวมถึงผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือใช้เพื่อการเล่นเกมส์ ที่ต่างเริ่มหันมาใช้ SSD เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้สูงขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มช่างถ่ายภาพและช่างถ่ายวิดีโอมืออาชีพ รวมถึงผู้ทำงานด้านกราฟฟิกต่างๆ ที่ต้องการความรวดเร็วในการโอนถ่ายไฟล์ขนาดใหญ่ ซึ่งด้วยความแข็งแกร่งและหลากหลายในกลุ่มผลิตภัณฑ์ SSD ของแซนดิสก์ ทำให้เราสามารถนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดของ SSD สู่กลุ่มต่างๆ ในท้องตลาดได้อย่างครอบคลุม

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม SSD สำหรับตลาดค้าปลีก ในปัจจุบัน ประกอบด้วย รุ่น SanDisk® SSD PLUS, SanDisk Ultra® II SSD และ SanDisk Extreme® Pro SSD ซึ่งใช้สำหรับติดตั้งภายในตัวเครื่อง นอกจากนี้ยังมีรูปแบบพกพาและใช้ภายนอกตัวเครื่องซึ่งอยู่ในกลุ่ม SSD แบบพกพา ในซีรี่ย์ของ SanDisk Extreme®

SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 900 – SSD แบบพกพารุ่นใหม่ พร้อมประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในโลกปัจจุบัน
SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 900 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความจุของข้อมูลโดยสามารถจัดเก็บได้สูงสุด 1.92 TB* และยังทำงานได้เร็วกว่าฮาร์ดดิสก์1พกพาโดยทั่วไปสูงสุด 9 เท่าตัว ผู้ใช้งานจึงสามารถทำงานได้อย่างง่ายดายแม้จะมีวิดีโอความละเอียด 4K มีการถ่ายภาพที่มีความละเอียดสูงหรือการสร้างผลงานกราฟฟิกที่มีไฟล์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 900 ยังมีขนาดที่สะดวกในการพกพาและมีความคงทนจากกรอบอะลูมิเนียม ผู้ใช้งานจึงสามารถพกพาไปได้ทุกที่อย่างสะดวกสบาย โดยมีคุณสมบัติด้านการเข้าถึงหรือแชร์ไฟล์ดิจิตอลขนาดใหญ่ได้เพียงไม่กี่วินาทีด้วยความเร็วสูงสุด 850 MB/วินาที** จึงช่วยลดเวลาในการทำงาน ผู้ใช้สามารถเร่งทำงานตามแผนได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลถึงขนาดไฟล์ นอกจากนี้ยังมีสาย USB Type-C และ Type-A เพื่อความยืดหยุ่นด้านการทำงานในแต่ละระบบ

SanDisk Extreme 900 SSDs จะวางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคม ด้วยความจุขนาด 480 GB 960GB และ 1.92TB ในราคา18,500 บาท 27,500 บาท และ 45,500 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 3 ปี

SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 500 – ขนาดกะทัดรัดแต่เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ
SSD แบบพกพา รุ่น SanDisk Extreme 500 มีขนาดที่เล็กเพียงครึ่งหนึ่งของสมาร์ทโฟน แต่มาพร้อมความเร็วที่สูงกว่าฮาร์ดดิสก์1พกพาทั่วไป สูงสุด 4 เท่าตัว ซึ่งผู้ใช้สามารถถ่ายโอนไฟล์วิดีโอหรือภาพได้ด้วยความเร็วสูงสุด 415MB/วินาที** โดยให้ความจุสูงถึง 480 GB* แต่กลับมีน้ำหนักที่เบา ทนทานต่อการใช้งานและให้ประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วและความปลอดภัยของข้อมูลตลอดระยะเวลาที่เดินทาง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้สะดวกต่อการพกพา มีความทนทาน ด้วยสไตล์สีดำที่ให้ความทันสมัยพร้อมกันชนที่ทำจากยาง รวมถึงวงแหวนที่ออกแบบมาสำหรับการคล้องกับกระเป๋า

SanDisk Extreme 500 Portable SSDs พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 120 GB, 240 GB และ 480 GB ในราคา 4,500 บาท 7,000 บาท และ 11,500 บาท ตามลำดับ สำหรับพร้อมการรับประกัน 3 ปี

SanDisk SSD PLUS – ก้าวแรกสู่โลก SSD
SanDisk SSD Plus เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้โน้ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ระบบการทำงานของเครื่อง โดยให้ความเร็วในการอ่านข้อูมลอย่างต่อเนื่องสูงสุดถึง 520 MB/วินาที** จึงสามารถบูทเครื่อง เข้าโปรแกรม ถ่ายโอนข้อมูล และเล่นเกมส์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน** นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อีกมากมายรองรับไฟล์ขนาดใหญ่ โปรแกรม ไฟล์ภาพ ไฟล์วิดีโอ ไฟล์เพลง เกมส์ และอีกมากมาย โดยผลิตภัณฑ์มีวางจำหน่ายในความจุขนาด 120 GB และ 240 GB**

SanDisk SSD Plus พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 120 GB และ 240 GB ในราคา 1,850 บาท และ 3,150 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 3 ปี

SanDisk Ultra II SSD – ให้คุณใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างเต็มที่ ด้วยความเร็วที่เพิ่มมากขึ้น
SanDisk Ultra II SSD ได้รับการพัฒนาด้านแผงวงจร SSD เพิ่มความคุ้มค่าสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำมาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้นได้ง่าย ทั้งยังช่วยประหยัดแบตเตอรี่และพลังงาน นอกจากนี้ SanDisk Ultra II SSD ยังทำให้คอมพิวเตอร์มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น2 กว่าฮาร์ดดิสก์ตัวเก่ามากถึง 28 เท่า และช่วยประหยัดแบตเตอรี่3ได้มากขึ้นถึง 20% พร้อมด้วยความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 550 MB/วินาที* และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 500 MB/วินาที* สามารถบูทเครื่องได้เร็วขึ้นพร้อมเพิ่มความเร็วในการเปิดใช้โปรแกรมต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้นเทคโนโลยี X3 NAND Flash จึงทำให้ SanDisk Ultra II SSD มาพร้อมกับเทคโนโลยี nCache Pro 2.0 เทคโนโลยีเฉพาะที่ช่วยเพิ่มความเร็ว ความทนทาน ทั้งยังทนต่อการสั่นสะเทือนที่เกิดจากการร่วงหล่นของตัวเครื่องโดยที่ข้อมูลยังคงปลอดภัยอยู่เช่นเดิม

SanDisk Ultra II SSD พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 120 GB 240 GB 480 GB และ 960 GB ในราคา 2,350 บาท 3,650 บาท 6,500 บาท และ 12,500 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 3 ปี

SanDisk Extreme Pro SSD – ส่งมอบความรวดเร็วได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับนักออกแบบงานกราฟฟิกมืออาชีพ
SanDisk Extreme PRO® SSD มาพร้อมกับเทคโนโลยี nCache Pro ซึ่งถูกออกแบบมาสำหรับผู้รักการเล่นเกมส์ ผู้ที่จำเป็นต้องใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ่อยครั้งและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อต่างๆ ซึ่งมีความต้องการประสิทธิภาพในการทำงานขั้นสูง โดยได้ให้ความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงถึง 550 MB/วินาที และความเร็วในการเขียนข้อมูลสูงถึง 520 MB/วินาที ดังนั้น SanDisk Extreme PRO จึงเหมาะแก่การใช้งานด้านโปรแกรมกราฟฟิกและการเล่นเกมส์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่สำหรับการจัดเก็บข้อมูลสูงถึง 1 TB พร้อมรองรับการจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ของโปรแกรม เกมส์ หรือไฟล์ประเภทต่างๆ รวมถึงความรวดเร็วในการดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถเปลี่ยนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ธรรมดากลายเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับการเล่นเกมส์ได้อย่างง่ายดาย

SanDisk Extreme PRO® SSD พร้อมวางจำหน่ายแล้วทั่วโลก ด้วยความจุขนาด 240 GB 480 GB และ 960 GB ในราคา 4,850 บาท 9,250 บาท และ 17,500 บาท ตามลำดับ พร้อมการรับประกัน 10 ปี