บันเลือง ชินอินเตอร์ เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ครั้งแรกในไทย

ผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอที “Premium Brand” ทั้งกลุ่มของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เกมส์มิ่ง และ IT Gadget ร่วมแสดงนวัตกรรมหุ่นยนต์สายพันธุ์นักรบ “Geio” และจัดการการแข่งขัน “GJS ROBOT” พร้อม เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ท้าประลองฝีมือจากเหล่าเกมเมอร์ที่เข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งผลการแข่งขัน “GJS ROBOT” ในงาน Thailand Game Expo by AIS eSports มหกรรมงานเกมและเกมมิ่งเกียร์ยิ่งใหญ่แห่งปี ผู้ชนะเลิศอันดับ 1 คือ ด.ช.อันดามัน ศิรินนท์ โดยได้รับเงินรางวัลมูลค่า 15,000 บาทและหุ่นยนต์ Geio พร้อมเข้าร่วมเป็นตัวแทนในการแข่งขัน WCG : World Cyber Game 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 20 กรกฎาคม 2562 อันดับ 2 นายพันธ์กร เหล็กจีน ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 10,000 และหุ่นยนต์ Geio อันดับ 3 นายธีรวัฒน์ เชิดทรัพย์ ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 5,000 และหุ่นยนต์ Geio

บันเลือง ชินอินเตอร์ เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ครั้งแรกในไทย

บันเลือง ชินอินเตอร์ เปิดตัวหุ่นยนต์นักรบ GJS Geio ครั้งแรกในไทย

นอกจากนี้ภายในงานนับเป็นการเปิดตัวครั้งแรกกับนวัตกรรมสุดล้ำที่สุดในประเทศไทยของ “หุ่นยนต์นักรบ GJS Geio” ที่เหล่าเกมเมอร์สายพันธุ์นักรบได้มาร่วมสัมผัสและทดสอบความแกร่งกับ GJS Geio ซึ่งเป็นหุ่นยนต์นักต่อสู้ที่ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเติมเต็มความมันส์ที่ให้อรรถรสแห่งการต่อสู่จริง (AR) สำหรับหุ่นยนต์ Geio เป็นของค่าย GJS Technology หรือ GJS Robot ซึ่งเป็นบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 โดยได้พัฒนา Geio เป็นหุ่นยนต์ต่อสู้ที่คุณสามารถควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณ ทำงานด้วยแบตเตอรี่ 7.4V ซึ่งสามารถถอดออกได้และชาร์จใหม่ได้ผ่านสาย USB ด้วยอะแดปเตอร์ AC หรือคอมพิวเตอร์ของคุณเองใช้เวลาชาร์ท 2 ชั่วโมง

ในการควบคุม Geio จะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น GJS Geio ที่ให้บริการฟรีสำหรับ Android 5.5 และเวอร์ชั่นใหม่กว่า หรือ iOS 9.0 และเวอร์ชั่นใหม่กว่าบนสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตของคุณ และจะต้องมีอุปกรณ์ที่รองรับ Wi-Fi 5 GHz ซึ่ง Geio สามารถเชื่อมต่อได้จากระยะทางสูงถึง 229.7 ฟุต (70m) ตาม GJS

Geio มีเซ็นเซอร์อินฟราเรดสี่ตัวที่ขา คุณสามารถทำให้ Geio แสดงด้านนักรบต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้งด้วย“โหมดตระเวน” ที่ป้อมปืนจะหมุนไปตามแนวนอนไม่กี่องศาทุกๆ วินาทีเพื่อมองหาการต่อสู้ หากพบจุด Geio จะหันปืนของมันจะเริ่มหมุนโดยอัตโนมัติเพื่อ ‘การโจมตี’

AR และหุ่นยนต์เป็นการผสมผสานเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นและลงตัวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี หากต้องการใช้โหมด AR คุณควรยืนอยู่ด้านหลัง Geio โดยตรงและหันโทรศัพท์ของคุณด้วยมุม 45 องศา การเล่นเกม AR ใช้งานได้โดยวางเสื่อไว้ด้านหน้า Geio ยืนอยู่ด้านหลังหุ่นยนต์และใช้โทรศัพท์ของคุณเพื่อดูหุ่นยนต์ AR โจมตีหุ่นยนต์ของคุณ การควบคุมบนสมาร์ทโฟนของคุณช่วยให้คุณต่อสู้กับการโจมตีโดยหมุน Geio ไปรอบ ๆ และเปิดใช้งานอาวุธต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติการจดจำใบหน้า ด้วยกล้อง 3 ล้านเมกกะพิกเซล(MP) บน ‘ใบหน้า’ คุณสามารถทำให้ Geio หมุนไปรอบ ๆ และถ่ายภาพหรือวิดีโอให้คุณ คุณสามารถปรับลำกลัองปืนได้ทั้งขึ้นและลง มุมมองกว้าง การควบคุมที่ปรากฏบนสมาร์ทโฟนของคุณช่วยให้คุณสามารถบันทึกวิดีโอหรือถ่ายภาพและบันทึกลงในโทรศัพท์ของคุณได้ด้วยปุ่มเดียว ปุ่มต่างๆยังให้การควบคุม Geio แบบเต็มรูปแบบดังนั้นคุณสามารถหมุนเขาตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกาและเลื่อนเขาไปในทั้งสี่ทิศทาง

“ทั้งนี้หุ่นยนต์ทุกตัวใช้การจดจำใบหน้าเพื่อจะยิ้มให้คุณด้วยตาเมื่อเห็นใบหน้า ฉันหวังว่า Geio สามารถทำอะไรได้มากขึ้นด้วยเทคโนโลยีเช่นเรียนรู้ว่าฉันเป็นใครและทำหน้าพิเศษสำหรับฉันหรือเคลื่อนไหวเข้าหาผู้เล่นโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นหน้าฉัน” ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ (https://gjs.so/en/geio.html)

โปรแกรมเยอรมัน WinOptimizer Ashampoo เพิ่มประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์

ตอนนี้คอมใช้งานทั่วไปค่อนข้างเร็วอยู่แล้ว แต่การจะทำให้เร็วขึ้นไปกว่าเดิมค่อนข้างยากอยู่ เพราะเราใช้งานทุกวันโปรแกรมที่มีในเครื่องก็มากตามการใช้งานเช่นกันก็ต้องมีโปรแกรมคอยจัดการให้จะดีกว่าด้วยโปรแกรมเยอรมัน WinOptimizer Ashampoo เพิ่มประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมแรง ขึ้น สะดวกสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ ช่วยให้คุณปรับแต่ง (Optimize) คอมของคุณได้เป็นอย่างดี มาดูคุณสมบัติของโปรแกรมกันว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างกัน

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ คอมแรง ขึ้น สะดวกสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ

โปรแกรมเยอรมัน WinOptimizer Ashampoo เพิ่มประสิทธิภาพ คอมพิวเตอร์

  • มีความสามารถในการ ทำความสะอาดระบบและเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน มีกลไกการสำรองข้อมูลเพื่อให้ข้อมูลที่ถูกลบสามารถกู้คืนในกรณีที่จำเป็นได้
  • เพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องให้กับระบบของคุณ ช่วยจัดระเบียบข้อมูล ช่วยตรวจสอบวิเคราะห์สถานะต่างๆ ทำความสะอาดรีจิสทรี
    ช่วยเร่งให้คอมเร็วขึ้น โดยคุณสามารถปรับการตั้งค่าสำหรับเริ่มต้นการใช้โปรแกรม
  • ตอบสนองต่อวินโดว์ เหมาะสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับระบบ OS ต่างๆ ช่วยให้ง่ายต่อการเข้าถึงสำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ
  • ทำให้คุณรู้จักเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้เป็นอย่างดี โดยตัวโปรแกรมสามารถตรวจสอบจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของระบบในเชิงลึกเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด สำหรับระบบปฏิบัติการ (OS) รวมไปถึง ฮาร์ดแวร์ และ ซอฟต์แวร์ หน่วยความจำหลัก (แรม) รวมไปถึง ฮาร์ดดิสก์
  • มีกลไกที่ช่วยในการกู้คืนข้อมูล หากคุณเผลอลบไฟล์สำคัญโดยไม่ได้ตั้งใจละก็สามารถทำการกู้ไฟล์ กู้ข้อมูลของคุณคืนมาได้
    เพียงคลิกเดียวก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ
  • ปกป้องความเป็นส่วนตัว ของคุณ ป้องกันการได้รับข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อให้ไฟล์งานสำคัญหรือโฟลเดอร์สำคัญๆ ได้รับการป้องกันอย่างดี
  • สนับสนุนระบบปฏิบัติการ Windows 10 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โปรแกรมที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Ashampoo ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ชื่อดังจากประเทศเยอรมัน มันเป็นโปรแกรมที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ รวมไปถึง ระบบการทำงานในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณให้สูงขึ้น ช่วยให้ คอมแรงขึ้น สะดวกสำหรับการใช้งานในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น โดย โปรแกรม WinOptimizer ตัวนี้ มันสามารถที่จะช่วยลบไฟล์ขยะ ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ที่เก็บชั่วคราว (Temp File) รวมไปถึงไฟล์ขยะจากอินเทอร์เน็ตเป็นต้น นอกจากนี้มันยังสามารถช่วยคุณลบไฟล์รีจิสทรี (Registry File) และยัง ช่วยจัดเรียงข้อมูล (Disk Defragment) ที่อยู่อย่างกระจัดกระจายบนเครื่องคอมพิวเตอร์คุณ ให้มาอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้การเข้าถึงข้อมูลสามารถเป็นไปได้เร็วขึ้น มีการสำรองข้อมูลที่สำคัญ พร้อมระบบกู้ข้อมูลให้กลับมาได้อีกด้วย

สำหรับคนที่ชื่นชอบโปรแกรมนี้แนะนำให้ดาวน์โหลดตัวทดลองมาใช้งานดูก่อนในแบบของ Shareware และสามารถสั่งซื้อโปรแกรมกับทีมัฒนาได้ทันที หวังว่าโปรแกรมนี้จะถูกใจและเป็นประโยชน์กับทุกคน แล้วพบกันใหม่กับโปรแกรมดีๆ ในครั้งหน้ากันครับ

ทรานส์เซนด์เปิดตัวไดร์ฟ M.2 SSD 430S และ 830S

ผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลและมัลติมีเดีย ล่าสุดเปิดตัว M.2 SSD 430S และ 830S solid state drives (SSD) ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดและอินเทอร์เฟซ SATA III 6Gbps และมาพร้อมกับหน่วยความจำแคชแบบ DDR3 ในตัว Transcend M.2 SSD 430S และ 830S เหมาะที่สุดในการจัดการกับข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ แต่ต้องการประสิทธิภาพการทำงานที่สูง ด้วยการใช้ชิป NAND Flash คุณภาพสูงและอัลกอริธึมที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างเหมาะสม

ทรานส์เซนด์เปิดตัวไดร์ฟ M.2 SSD 430S และ 830S

ทรานส์เซนด์เปิดตัวไดร์ฟ M.2 SSD 430S และ 830S

M.2 SSD 430S

Transcend M.2 SSD 430S มาพร้อมกับฟอร์มแฟคเตอร์ 42 มม. M.2 ที่ประหยัดพื้นที่สำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางเฉียบ ด้วยการใช้อินเทอร์เฟซ SATA III 6Gb/s สามารถส่งมอบประสิทธิภาพการอ่าน/เขียนต่อเนื่องสูงสุดถึง 560MB/s และ 500MB/s ตามลำดับ ด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดและการใช้แคช DDR3 ทำให้ 430S เหมาะสมอย่างยิ่งในการตอบสนองความต้องการประสิทธิภาพสูงแต่มีข้อจำกัดด้านขนาดที่เข้มงวดของอุปกรณ์ที่เป็นฟอร์มแฟคเตอร์ขนาดเล็ก

M.2 SSD 830S

ด้วยฟอร์มแฟคเตอร์ 80มม. ทำให้ M.2 SSD 830S เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่ประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในอนาคตของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์บางเฉียบเช่น Ultrabook คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตและโน้ตบุ๊ก ด้วยการเชื่อมต่อด้วยอินเทอร์เฟซ SATA III 6Gb/s พร้อมหน่วยความจำแคช DDR3 และชิปจัดเก็บข้อมูลแบบ 3D NAND Flash คุณภาพสูง ให้ความเร็วในการถ่ายโอนสูงสุดถึง 560MB/s ในการอ่าน และเขียนด้วยความเร็ว 520MB/s ความจุสูงถึง 1TB ไดร์ฟ M.2 SSD 830S ของ Transcend สามารถจัดการงานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวันได้อย่างง่ายดาย

คุณสมบัติเด่นเฉพาะตัว ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน

M.2 SSD 430S และ 830S SSD ของ Transcend มาพร้อมกับเทคโนโลยีพิเศษสำหรับประสิทธิภาพและการป้องกันรวมถึงการแคช SLC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเขียนและการยืดอายุผลิตภัณฑ์ มี RAID engine เพื่อเพิ่มความเสถียรและปกป้องข้อมูล มีคุณสมบัติ low-density parity check (LDPC) เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดโดยอัตโนมัติ รองรับการทำงานแบบ ECC ระบบแก้ไขข้อผิดพลาดที่ช่วยตรวจจับและแก้ไขข้อผิดพลาดในการถ่ายโอนข้อมูลที่อาจเกิดขึ้น และโหมด Sleep เพื่อลดการใช้พลังงานและลดเวลาตอบสนองเมื่อปลุกจากโหมด Sleep หรือ Hibernate และมี S.M.A.R.T. ฟังก์ชั่นเพื่อตรวจสอบสภาพสุขภาพ SSD อย่างมีประสิทธิภาพ

M. 2 SSD 430S ของ Transcend มีความจุให้เลือกใช้หลายขนาดตามความต้องการ 128GB, 256GB และ 512GB ในขณะที่ M.2 SSD 830S มีให้เลือกในขนาด 128GB, 256GB, 512GB และ 1TB ไดร์ฟทั้งสองรุ่นรับประกัน 5 ปีเต็ม จาก Transcend ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://th.transcend-info.com

เทรนด์ไมโคร จับมือกับ Luxoft ให้บริการปกป้องยานยนต์

ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ ได้ประกาศความ จับมือกับ Luxoft ร่วมยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัท Luxoft Holding (NYSE: LXFT) ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านวิศวกรรมและยุทธศาสตร์ทางดิจิตอล ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้จะจับมือการให้บริการในรูปของโซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจรทั้งระบบตรวจจับการบุกรุก (IDS) และระบบป้องกันการบุกรุก (IPS) ซึ่งออกแบบมาสำหรับตรวจจับ จำกัดบริเวณ และรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์บนรถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อ

เทรนด์ไมโคร จับมือกับ Luxoft ให้บริการปกป้องยานยนต์

เทรนด์ไมโคร จับมือกับ Luxoft ให้บริการปกป้องยานยนต์

อุตสาหกรรมยานยนต์นั้นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยทาง Gartner ได้ประมาณการณ์ไว้ว่าจะมียานยนต์สำหรับผู้ใช้ทั้งระดับคอนซูเมอร์และที่ใช้ทางการค้าแบบเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตไว้มากถึง 1.1 พันล้านคัน วิ่งบนท้องถนนภายในปี 20251 ซึ่งรถยนต์แบบเชื่อมต่อได้ และบริการโมบิลิตี้นี้จะเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจในตลาด แต่ความสามารถในการเชื่อมต่อตลอดเวลา และบริการแบบ On-Demand นี้ย่อมเปิดช่องให้อันตรายทางไซเบอร์เข้าโจมตีผู้ผลิตรถยนต์ได้มากขึ้นด้วย ซึ่งเทรนด์ไมโครมองเห็นถึงเทรนด์ที่เพิ่มขึ้นของอาชญากรทางไซเบอร์ที่หันมาสนใจโจมตีอุปกรณ์เชื่อมต่อรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะรถยนต์ด้วยเช่นกัน

“เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ Luxoft เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านระบบความปลอดภัยบนรถยนต์แบบเชื่อมต่อได้” อะกิฮิโกะ โอมิกาว่า รองประธานบริหารด้านระบบความปลอดภัยของ IoT ประจำเทรนด์ไมโครกล่าว “อุปกรณ์เชื่อมต่อได้ทุกประเภทนั้นควรได้รับการป้องกันตั้งแต่แรก ซึ่งโซลูชั่นของเราจะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์สามารถพัฒนาระบบเพื่อสกัดกั้นการโจมตีทางไซเบอร์ได้ ด้วยการผสานความสามารถด้านยานยนต์ของ Luxoft เข้ากับความเชี่ยวชาญของเทรนด์ไมโครที่เป็นผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์นั้น ทำให้พวกเราสามารถก้าวข้ามอุปสรรคใหม่ที่มาพร้อมกับการปฏิวัติทางดิจิตอลสำหรับระบบบริการภายในห้องโดยสารได้”

โซลูชั่น IDPS ที่กำลังพัฒนาออกมาสำหรับรถยนต์โดยเฉพาะนี้ เมื่อทำงานร่วมกับเทคนิคแมชชีนเลิร์นนิ่งแล้วจะสามารถตรวจจับความผิดปกติในการสื่อสาร, พฤติกรรม, และสถานะของชิ้นส่วนต่าง ๆ โดยระบบแมชชีนเลิร์นนิ่งจะได้รับการป้อนข้อมูลที่มาจากกลไกตรวจจับขั้นสูงของเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร รวมทั้งโซลูชั่นนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกจากฐานข้อมูลอันตรายอัจฉริยะทั่วโลกของเทรนด์ไมโครแก่ผู้ผลิตรถยนต์ โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบอันตราย, ช่องโหว่, และการแก้ไขฟื้นฟูระบบจากชุดข้อมูลที่ครอบคลุมทั่วโลกของเทรนด์ไมโคร ซึ่ง IDPS นี้ได้รวมเอาฐานข้อมูลผสานเข้ากับเอนจิ้นสำหรับตรวจจับ เพื่อยกระดับการป้องกันการบุกรุกระบบภายในห้องโดยสาร

“อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนถ่ายด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ โดยเฉพาะด้านการเชื่อมต่อและความสามารถทางโมบิลิตี้ นำมาซึ่งความเสี่ยงของการเกิดการโจมตีทางไซเบอร์บนยานพาหนะที่เชื่อมต่อกับคลาวด์หรือแพลตฟอร์มให้บริการโมบิลิตี้ต่าง ๆ ที่นับเป็นปัญหาใหญ่มาก” อัลวิน แบคเคนเนส รองประธานบริหารด้านยานยนต์ของ Luxoft กล่าว “การจับมือกับเทรนด์ไมโครจะนำไปสู่โซลูชั่นความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ครบวงจรสำหรับรถยนต์แบบเชื่อมต่อและการใช้งานแบบโมบิลิตี้ ที่ช่วยให้ยานพาหนะปลอดภัยและได้รับการปกป้องตลอดเวลา ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งานด้านโมบิลิตี้ในรถยนต์แบบเชื่อมต่อได้ต่อไป”

ฟีเจอร์หลักของโซลูชั่น IDPS นี้ได้แก่:

· การรักษาความปลอดภัยแก่การสื่อสารจากยานยนต์กับภายนอก (Vehicle-to-Everything; V2X) ทั้งทางกายภาพและจากระยะไกล

· ปกป้องคลาวด์และบริการโมบิลิตี้ ซึ่งรวมถึงการอัพเดทแบบ Over-the-Air และการจัดการทรัพยากรต่าง ๆ

· รักษาความปลอดภัยแก่การทำงานของชิ้นส่วนรถยนต์หลัก เช่น กล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (ECU), ระบบเบรกหรือ Axtuator, เซ็นเซอร์หลายตำแหน่ง ฯลฯ

· ให้การปกป้องด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างยั่งยืนด้วยกลไกการควบคุมเชิงรุก และการวิจัยด้านอันตรายอย่างต่อเนื่อง

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

หลายๆคน อาจจะเคยรู้สึกหมดไฟ ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตหรือแม้แต่ในการทำงาน ไม่ได้มีเพียงแต่พนักงานทั่วไปเท่านั้นยังรวมไปถึงนายจ้าง หัวหน้างาน หรือแม้กระทั่ง ฟรีแลนซ์ ก็หมดไฟทำงานได้เหมือนกันนะ เราขอแนะนำ 5 วิธีจุดไฟในการทำงานใกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

จุดไฟให้กับการทำงาน ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้งด้วยวิธีง่ายๆ

1.ให้เวลาตัวเองกับสิ่งที่ชอบ

เหนื่อยนักก็พักซะหน่อย ตึงไปก็ผ่อนบ้าง แล้วให้เวลาได้เติมพลังตัวเองกับสิ่งที่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม หรืองานอดิเรกที่ชอบ ดูหนัง ฟังเพลง แฮงค์เอ้าท์กับเพื่อน ช็อปปิ้ง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำอาหาร ท่องเที่ยว ไปทะเล ปืนเขา ฯลฯ ไม่ได้หมายความว่าต้องไปท่องโลกกว้างอย่างเดียว ทิ้งทุกอย่างแล้วไปค้นหาตัวเองอย่างเดียว แต่ทำอะไรก็ได้ที่เราเอนจอย โดยปราศจากความกังวล ช่วงเวลาที่มีคุณภาพกับสิ่งที่เราชอบ จะช่วยให้เรามีแรงต่อสู้กับเรื่องหนักๆ อื่นๆ ในชีวิตต่อไป

2.เพิ่มความรู้ให้ตัวเอง
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรายิ่งนอย และหงุดหงิดไม่พอใจในสถานะของตัวเอง ก็คือ ความรู้สึกว่าตัวเองดีไม่พอ และไม่มั่นใจในตัวเอง เทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยแก้ไขสถานะที่ไม่มั่นคงนี้ก็คือ เพิ่มความรู้ให้ตัวเองซะสิ อาจจะอ่านหนังสือ อ่านบทความในเรื่องที่เราสนใจ หรือไปลงเรียนคอร์สเพื่อศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนั้นๆ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

4. ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน
การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยทำให้เราเห็นภาพ และไล่เรียงออกมาได้เป็นส่วนๆ ว่าต้องทำอะไร อย่างไร ให้เสร็จเมื่อไหร่ ตรงนี้จะช่วยลดอาการกังวล และเบื่อหน่ายลงไปได้ เพราะเราจะเห็นชัดเจนขึ้นว่ามันมีวันเสร็จสิ้น ไม่ใช่ลากยาวให้เหนื่อยแบบไร้จุดจบ รู้สึกอีกแค่นิดเดียว แล้วเราก็จะได้ไปพักแล้วนะ

5.มีเช็คลิสของตัวเอง
ช่วงที่เราหมดไฟ มักจะเป็นเหมือนช่วง “ดำดิ่ง” ของชีวิต มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน หรือมองอีกแง่ก็คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน จึงเกิดความเครียดขึ้นไปอีก วิธีการแก้ก็คือ มีเช็คลิสให้ตัวเอง คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่า เราอยู่จุดไหนแล้ว เป้าหมายของเราคืออะไร ห่างไกลแค่ไหน ถ้าจริงๆ เราใกล้ถึงแล้ว ก็จะถือเป็นกำลังใจกับตัวเอง หรือถ้าเราเห็นว่าจะมีอะไรที่แก้ไข พัฒนาให้ดีขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราทำอะไรบางอย่าง แบบมีจุดหมายไม่ไร้ทิศทาง

5.นึกถึงผลลัพธ์มากกว่าอุปสรรค
เลิกคิดแง่ลบ เลิกกังวลถึงอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ว่าทำอะไร ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ล้มได้ก็ลุกได้ แทนที่จะมัวคิดกังวล ก็เปลี่ยนไปนึกไปถึงรสชาติของความสำเร็จที่เราจะได้ลิ้มรสแทน สิ่งดีๆที่จะเกิดขึ้น หากเราทำสิ่งนี้ได้ เหมือนเด็กๆ ที่พ่อแม่มักจะมีทริคเล็กๆ ช่วยให้ลูกๆมีกำลังใจเวลาเรียน เช่น ถ้าสอบได้จะได้ไปเที่ยวทะเล ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของเรา ถ้าเราทำได้ เราจะภูมิใจกับผลงานของเราแน่นอน

ฉีกทุกกฏเกณฑ์ HUAWEI P30 Series – Super Camera Smartphone

หัวเว่ยจัดงานเปิดตัว HUAWEI P30 Series สุดยอดสมาร์ทโฟนที่ฉีกทุกกฏเกณฑ์ของการถ่ายภาพ มาพร้อมกับการยกเครื่องกล้องใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เซนเซอร์และตัวเลนส์ โดยเฉพาะเลนส์ SuperZoom ที่ซูมสูงสุดถึง 50 เท่า ทำงานร่วมกับระบบกันสั่น OIS และ AIS ให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม คมชัดในทุกสถานการณ์ และกล้อง HUAWEI ToF ให้ได้ภาพโบเก้สวยงามมีมิติเหมือนมืออาชีพ รวมไปถึงประสิทธิภาพอันทรงพลังและนวัตกรรมอันล้ำสมัยบนดีไซน์และสีสันสะกดทุกสายตา พร้อมเปิดทัพผลิตภัณฑ์ครบครันทั้ง HUAWEI MateBook 13, HUAWEI Watch GT Active, HUAWEI Watch GT Elegant Edition และ HUAWEI Back-up จัดแฟชั่นโชว์แบรนด์ดังอย่าง Tube Gallery และ Hook’s by Prapakas โดยมี ‘ลูกเกด-เมทินี’ เดินชุดฟินาเล่ และยังมีดาราอย่าง เคน-ภูภูมิ มิ้นต์-ชาลิดา และ พีค-ภัทรศยา ร่วมเป็นสักขีพยานภายในงาน HUAWEI P30 Series พร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 8 เมษายนพร้อมโปรโมชั่นสุดเร้าใจ!

ฉีกทุกกฏเกณฑ์ HUAWEI P30 Series - Super Camera Smartphone

ฉีกทุกกฏเกณฑ์ HUAWEI P30 Series – Super Camera Smartphone

มร. อิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยตอกย้ำความเป็นผู้นำสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายภาพ ต่อยอดความสำเร็จอย่างถล่มทลายของ P20 Series ที่มีจุดเด่นในการพัฒนากล้องร่วมกับ Leica มาตั้งแต่ P9 และยังคงคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค นอกไปจากนี้หัวเว่ยยังเป็นผู้นำทางด้านคลื่นความถี่ 5G เป็นแบรนด์เดียวที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่ระบบชิปเซ็ต ดีไวซ์ ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ อย่างครบวงจร ที่จะมาเปลี่ยนรูปแบบเทคโนโลยีการสื่อสารให้ทุกคนใกล้กันมากกว่าเดิม”

นายทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “สมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะการถ่ายรูปที่ในยุคนี้ใครๆ ก็อยากจะถ่ายรูปและแชร์แก่เพื่อนๆ ในโลกโซเชียล โดย P30 Series ต่อยอดจาก P20 Series ที่ได้รับผลตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม พร้อมที่จะมาฉีกกฏเกณฑ์และสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนในทุกรูปแบบ หัวเว่ยเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคจึงมุ่งเน้นวิจัยและพัฒนานวัตกรรมต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีการคิดค้นและพัฒนาร่วมกับ Leica จนออกมาเป็น Leica Quad Camera System ออกแบบเซนเซอร์ใหม่ HUAWEI SuperSpectrum, เลนส์ SuperZoom และ
กล้องใหม่อย่าง HUAWEI ToF ที่ทำให้กล้องทำงานร่วมกับ AI แยกแยะและสร้างภาพชัดหลังเบลอได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยตัวเซนเซอร์ใหม่นั้นสามารถรับแสงได้ดีขึ้นร่วมกับระบบกันสั่น OIS และ AIS จนสามารถถ่ายภาพในที่มีแสงน้อยได้อย่างน่าทึ่ง”

HUAWEI P30 Series ประกอบด้วย HUAWEI P30 และ HUAWEI P30 Pro พร้อมที่จะฉีกทุกกฏเกณฑ์เหนือความคาดหมาย การันตีด้วยผลคะแนน DxOMark สูงที่สุดในขณะนี้ถึง 112 คะแนน โดย P30 Pro มาพร้อม Leica Quad Camera System ประกอบไปด้วยกล้องถ่ายภาพหลักความละเอียด 40 ล้านพิกเซลที่ใช้เซนเซอร์รับแสงรูปแบบใหม่ซึ่งมีขนาดพิกเซลรับแสงที่ใหญ่ขึ้น HUAWEI SuperSpectrum กล้องอัลตราไวด์ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล กล้องถ่ายภาพระยะไกลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องสำหรับการวัดระยะวัตถุด้วยแสง (ToF Camera) รวมไปถึงกล้องหน้าที่พัฒนาไปอีกขั้นบนความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมด้วยนวัตกรรมสุดล้ำจากการทำงานร่วมกันของ HUAWEI AIS, OIS และกล้องรูรับแสงกว้าง f/1.6 และเลนส์ SuperZoom ระบบซูมที่รองรับออพติคัลซูมสูงสุด 5 เท่า ไฮบริดซูมสูงสุด 10 เท่า และดิจิทัลซูมสูงสุด 50 เท่า ทั้งยังพัฒนาการถ่ายวิดีโอให้ล้ำไปอีกขั้น ให้การถ่ายวิดีโอในที่มืดสวย คมชัด และเพิ่มฟีเจอร์ Dual-view Video ที่กล้องสามารถถ่ายวิดีโอได้หลายระยะในเวลาเดียวกัน แถมยังอัดแน่นเต็มประสิทธิภาพด้วยชิปเซ็ท Kirin 980 ระบบสแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอ (In-Screen Fingerprint) HUAWEI SuperCharge ที่ให้กำลังไฟฟ้าได้ถึง 40 วัตต์

สำหรับครั้งนี้พิเศษยิ่งกว่า เสริมทัพด้วยน้องเล็ก HUAWEI P30 Lite สมาร์ทโฟนราคาสุดคุ้ม กล้องหลังสามตัวเพื่อคนรักเซลฟี่ ประกอบไปด้วยกล้องหลักความละเอียด 24 ล้านพิกเซล กล้องอัลตราไวด์ 8 ล้านพิกเซล และ 2 ล้านพิกเซล สำหรับการสร้างโบเก้ ส่วนกล้องหน้าจัดเต็ม 32 ล้านพิกเซล เอาใจสายเซลฟี่ที่แท้จริง ถ่ายสวยคมชัดทุกองศา บนชิปเซ็ต Kirin 710

ยกทัพเสริม Ecosystem ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นด้วย HUAWEI MateBook 13 ขุมพลังจากหน่วยประมวลผลกลาง Intel® Core™ i7-8565U processor รุ่นที่ 8 และหน่วยประมวลผลกราฟิก NVIDIA® GeForce® MX150
ช่องพัดลมระบายอากาศ HUAWEI Shark Fin Fans 2.0 ที่ ช่วยระบายความร้อนได้ดีขึ้น ใช้หน้าจอแบบ FullView ที่มีอัตราส่วนการแสดงผลที่ 3:2 มีอัตราส่วนหน้าจอต่อขอบหน้าจอที่ร้อยละ 88 และรองรับการสัมผัสแบบมัลติทัช
สูงสุด 10 จุด ขนาดบางเพียง 14.9 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเพียง 1.28 กิโลกรัม สามารถส่งไฟล์ได้อย่างรวดเร็วด้วย One-Hop ผสมผสานเทคโนโลยี NFC และ WLAN เพื่อการส่งไฟล์ที่เพียงแค่แนบสมาร์ทโฟนกับบริเวณตัวเครื่องเท่านั้น
HUAWEI WATCH GT Active Edition และ Elegant Edition สมาร์ทวอทซ์คู่ใจทุกการเคลื่อนไหว ที่พัฒนาสายรัดข้อมือแบบใหม่ ผลิตจาก Fluoroelastomer ที่มีความทนทาน และกระชับข้อมือ โดยชูจุดเด่น HUAWEI TruSeen™ 3.0
ที่ไม่ว่าจะเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือแข่งไตรกีฬา ก็มั่นใจได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวจะไม่ถูกปล่อยให้คลาดสายตา หรือแม้แต่เวลาที่นอนหลับด้วย TruSleep™ 2.0 พร้อมแบตเตอรี่ใช้งานได้อย่างยาวนาน และ HUAWEI Back-Up
ที่เก็บข้อมูลขนาดพกพาความจุมากถึง 1TB สามารถทำการส่งไฟล์ข้อมูลและชาร์จไฟแบบเร็วได้ในเวลาเดียวกันด้วยสายเพียงเส้นเดียว ใช้งานได้ทั้งสมาร์ทโฟนและโน๊ตบุ้ค พกพาง่าย กันฝุ่นและละอองน้ำ เพื่อชีวิตที่สมบูรณ์และสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ภายในงานมีแขกรับเชิญมากมาย อาทิ ดีไซน์เนอร์จากแบรนด์สุดร้อนแรงแห่งยุค Tube Gallery และ Hook’s by Prapakas สร้างสรรค์แฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นพิเศษโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีสันของ HUAWEI P30 Series อย่าง Breathing Crystal และ Aurora โดยมีนางแบบสุดฮ็อตตลอดกาลอย่าง ‘ลูกเกด-เมทินี’ มาร่วมเดินแบบในชุดฟินาเล่พร้อมสะกดทุกสายตาของผู้ร่วมงาน ทั้งการแบ่งปันแรงบันดาลใจและประสบการณ์ในการใช้งาน HUAWEI P30 Series
จาก พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ ช่างภาพแฟชั่นชั้นนำและพบกับ เคน-ภูภูมิ มิ้นต์-ชาลิดา และ พีค-ภัทรศยา ดารารับเชิญที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตัวครั้งนี้อีกด้วย

ที่สุดของกล้องในสมาร์ทโฟน ให้ภาพถ่ายที่สวยแม้แสงน้อย

ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัว “เรดหมี่ โน้ต 7” (Redmi Note 7) สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดใน Redmi Note ซีรีส์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดย เรดหมี่ โน้ต 7 ยังคงสานต่อจุดแข็งด้านการนำเสนอจอแสดงผลขนาดใหญ่และการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น ทั้งยังผลักดันการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนให้ดีขึ้นอีกระดับสำหรับสมาร์ทโฟนในช่วงราคานี้ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2562 ราคาเริ่มต้นที่ 4,999 บาท

ที่สุดของกล้องในสมาร์ทโฟน ให้ภาพถ่ายที่สวยแม้แสงน้อย

ที่สุดของกล้องในสมาร์ทโฟน ให้ภาพถ่ายที่สวยแม้แสงน้อย

ด้านหลังของตัวเครื่อง เรดหมี่ โน้ต 7 ใช้เซ็นเซอร์ Samsung ISOCELL GM1 ซึ่งให้ภาพความละเอียดสูงถึง 48 ล้านพิกเซล ขณะถ่ายภาพเซ็นเซอร์ดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยี Tetracell ของซัมซุงซึ่งผสาน 4 พิกเซลให้เป็นพิกเซลขนาด 1.6 ไมครอน โดยคุณสมบัตินี้ช่วยเพิ่มความไวแสงให้กับกล้องและส่งผลให้ภาพความละเอียด 12MP ที่ได้นั้นมีความสว่าง และให้รายละเอียดที่คมชัดมากขึ้น แม้ในสภาพแสงน้อย

นอกจากนี้ กล้องเสียวหมี่ยังผสานกล้องของ เรดหมี่ โน้ต 7 เข้ากับคุณสมบัติด้าน AI ล่าสุด ซึ่งรวมถึงโหมดถ่ายภาพกลางคืนที่เคยเปิดตัวไปแล้วกับรุ่นเรือธงของเสียวหมี่อย่าง Mi MIX 3 รวมถึงฟังก์ชั่น AI scene detection, AI beautify และ AI portraits ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่สวยงามน่าทึ่งได้อย่างง่ายดาย

ประสิทธิภาพและชั่วโมงการใช้งานแบตเตอรี่ไม่เป็นที่สองรองใคร

เรดหมี่ โน้ต 7 ขับเคลื่อนด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 660 AIE ด้วยความเร็วสูงสุด 2.2GHz เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพสูงสุดที่ไม่เป็นสองรองใครไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมและประมวลผลข้อมูล

เรดหมี่ โน้ต 7 สานต่อจุดแข็งของเรดหมี่ด้านชั่วโมงการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยอดเยี่ยม ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 4000mAh ซึ่งให้ชั่วโมงการใช้งานยาวนานตลอดวัน สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปชาร์จไฟสะดวกผ่านพอร์ต USB Type-C และใช้เวลาในการชาร์จสั้นลงด้วย Qualcomm® Quick Charge™ 4 นอกจากนี้ เรดหมี่ โน้ต 7 ยังมี IR blaster ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์และสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหลายอย่าง เช่น โทรทัศน์หรือเครื่องปรับอากาศ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมาพร้อมกับระบบเสียง Smart PA เพื่อเสียงที่ดังกังวานกว่าและคุณภาพสูงขึ้นอีกด้วย

ทนทานถึงขีดสุด

เรดหมี่ โน้ต 7 ได้รับการพัฒนาให้มีความน่าเชื่อถือ โดยได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้ยาวนาน ผู้ใช้จึงใช้งานได้อย่างไร้กังวล ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกระจก Gorilla® Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยลดความเสียหายจากการตกกระแทก โดยขอบมุมทุกจุดของตัวเครื่องได้รับการเสริมความแข็งแกร่งเพื่อให้มีความทนทานมากขึ้น นอกจากนี้ปุ่มและพอร์ตต่างๆ ยังมาพร้อมกับซีลกันน้ำเพื่อป้องกันความเสียหายจากการสัมผัสถูกของเหลว

ราคาและการจัดจำหน่าย

เรดหมี่ โน้ต 7 มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ Space Black, Neptune Blue และ Nebula Red โดยรุ่น RAM 3GB/32GB วางจำหน่ายในราคา 4,999 บาท รุ่น RAM 4GB/64GB ราคา 6,599 บาท และรุ่น RAM 4GB/128GB ราคา 6,799 บาท

เรดหมี่ โน้ต 7 จะเริ่มเปิดการแจ้งเตือนสำหรับคนที่สนใจผ่านแอปพลิเคชัน Lazada ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม เวลา 20.00 น. ถึงวันที่ 26 มีนาคม เวลาเที่ยง และในวันที่ 26 มีนาคม 2562 Lazada จะประกาศรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับของรางวัล จำนวน 48 คนผ่านแอปพลิเคชัน โดยผู้โชคดีจะได้รับ Mi Compact Bluetooth Speaker 2 เป็นของรางวัล และในวันที่ 27 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 00:01 น. เป็นต้นไป เรดหมี่ โน้ต 7 จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการครั้งแรกผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Lazada Birthday Sale 2019

ในวันที่ 27 มีนาคม 2562 เวลา 00.01 น. เอไอเอสจะเปิดขายรุ่น RAM 4GB+64GB บน AIS Online Store นอกจากนี้

เอไอเอส และ Mi Authorized Store จะเริ่มจำหน่ายเรดหมี่ โน้ต 7 รุ่น 4GB+64GB ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ เสียวหมี่และเอไอเอส ยังมอบ 2 ข้อเสนอสุดพิเศษ จากแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed ให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของ Redmi Note 7 สมาร์ทโฟนทรงพลังระดับเรือธง ในราคาสุดพิเศษ บนเครือข่ายคุณภาพอันดับ 1 ของประเทศ ที่เร็ว แรง และเสถียรที่สุด

ข้อเสนอสุดพิเศษแรก มอบส่วนลดค่าเครื่อง 2,500 บาท เหลือเพียง 4,099 บาท (จากราคาปกติ 6,599 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,000 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 499 บาท

ข้อเสนอสุดพิเศษที่สอง มอบส่วนลดค่าเครื่อง 2,809 บาท เหลือเพียง 3,790 บาท (จากปกติ 6,599 บาท) เมื่อชำระค่าบริการล่วงหน้า 1,500 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจ AIS 4G Hot deal MAX speed 699 บาท

โปรแกรมบันทึก HomeBank รายรับ-จ่าย เก็บเงินออม สามัญประจำบ้าน

คนที่เริ่มเก็บเงินระยะแรกมักจะเริ่มหาโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นช่วยในการออมเงิน ทั้งการทำรายรับรายจ่าย การบันทึกสิ่งต่างๆ ที่ทำในชีวิตประจำวันโดยที่บางครั้งเราจำไม่ได้เลยว่าซื้อของจับจ่ายอะไรไปบ้าง วันนี้แอดมินมีตัวโปรแกรมหนึ่งชื่อว่า โปรแกรมบันทึก HomeBank ที่จะมาทำหน้าที่เป็นรายรับ-จ่าย เก็บเงินออม สามัญประจำบ้านแบบสบายๆ ที่ใช้งานฟรีไม่คิดเงินเลยทีเดียวทางทีมพัฒนาเปิดให้ใช้งานกันแบบ Freeware เป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้กับระบบ Windows XP ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็น Vista / 7 / 8 / 8.1 / 10 ทั้งแบบ 32-bits และ 64-bits เลย

โปรแกรมบันทึก HomeBank รายรับ-จ่าย เก็บเงินออม สามัญประจำบ้าน

โปรแกรมบันทึก HomeBank รายรับ-จ่าย เก็บเงินออม สามัญประจำบ้าน

โปรแกรมบันทึกรายรับ-รายจ่าย ที่เหมาะกับการใช้งานภายในบ้าน นั่นก็เพราะว่ามันสามารถสร้าง ลบ หรือย้ายรายการต่างๆ ได้ตามความต้องการ แถมยังมีระบบนับถอยหลังวันครบกำหนดชำระ และมีการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานรู้ล่วงหน้าก่อนถึงอีกด้วย ช่วยลดปัญหาการผิดนัดชำระที่ต้องโดนค่าปรับ ใช้งานฟรี 100% ใช้งานได้บน Windows XP ขึ้นไป สามารถนำเข้าข้อมูลจาก Intuit Quicken, Microsoft Money และอื่นๆ ได้ หรือนำเข้าข้อมูลกระแสบัญชี จากไฟล์ OFX/QFX, QIF, CSV ทั้งยังสามารถคัดลอกการทำธุรกรรมจากข้อมูลที่นำเข้ามา เก็บไว้บนโปรแกรมได้ รองรับการบันทึกข้อมูลบนหลายสกุลเงิน รวมถึงสกุลเงินออนไลน์ด้วย รันข้อมูลตามลำดับแบบอัตโนมติ เราสามารถเลือกประเภทและการจ่ายแบบอัตโนมัติ เรียกดูสรุปรายงานได้แบบละเอียด

Key Feature หรือจุดเด่นของ โปรแกรม HomeBank ก็คือการใช้งานที่ละเอียดมากๆ ผู้ใช้สามารถเลือกจัดการรายการต่างๆ ได้ดังใจ จะสร้างบัญชีรายจ่าย บัญชีเงินเก็บ หรือบัญชีบัตรเครดิตก็ได้ แถมมีหน้าสรุปรายการยอดเงินเก็บ ยอดรายการจ่าย และอื่นๆ ให้ตรวจเช็ค รวมถึงมีกราฟแท่งหรือวงกลม ที่แสดงให้เห็นถึงเงินที่เราเก็บหรือใช้จ่ายออกไป ว่ามีสัดส่วนเท่าไรของทั้งหมด นี่จะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมเงินส่วนต่างๆ ของเราได้อย่างชัดเจนและยังสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้ไปจัดทำแผนการเก็บเงินอีกด้วย

สำหรับหน้าตาการใช้งาน (User Interface) ของโปรแกรม HomeBank อาจจะดูใช้งานยากไปสักหน่อยสำหรับมือใหม่ หรือใครที่ไม่ค่อยถนัดในการใช้โปรแกรม เพราะว่ามันมีการแบ่งส่วนการใช้งานออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ที่รายละเอียดค่อนข้างเยอะและดูลึกน่าดู ได้แก่ แถบเมนูและเครื่องมือฟีเจอร์ใช้งานที่อยู่ทางด้านบน หน้าต่างสำหรับตรวจสอบบัญชีทางฝั่งซ้าย ส่วนกราฟสรุปบัญชีต่างๆ ทางด้านขวา และด้านล่างสำหรับตรวจสอบรอบการจ่าย แต่เชื่อจะใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วแน่นอน เพียงแค่ต้องใช้เวลาสักหน่อย

7 ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดกรุงไทย NEXT สู่แอปทางธุรกรรมเพื่อคนไทยตัวจริง

“หลังจากเปิดตัวแอป กรุงไทย NEXT ที่ให้บริการผู้ใช้ด้วยฟีเจอร์หลัก คือ โอนเงิน ที่ใช้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าธรรมเนียม ทั้งโอนข้ามเขตและโอนต่างธนาคาร พร้อมยกระดับความปลอดภัยมั่นใจทุกครั้งที่โอน เติมเงิน ผู้ใช้สามารถเติมเงินค่าโทรศัพท์เอไอเอส, ทรู, ดีแทค, My By CAT, Easy Pass และ M-PASS จ่ายเงิน ที่มีเน็ตเวิร์คการทำธุรกรรมการเงินครอบคลุมที่สุดในประเทศ มีผู้นิยมใช้บริการอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย ภายใน 3 เดือนพบว่ามียอดดาวน์โหลดแอป กรุงไทย NEXT ถึง 4 ล้านยูสเซอร์ และเพื่อให้ กรุงไทย NEXT ก้าวขึ้นสู่อีกขั้นแห่งนวัตกรรมการเงินที่ครบวงจรพร้อมเป็นแอปที่หนึ่งในใจคนไทยตัวจริง ล่าสุดเปิดตัว 7 ฟีเจอร์ใหม่ ได้แก่ ถอนเงินไม่ใช้บัตร – เปิดบัญชีออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ – ซื้อประกัน – กู้และจ่ายสินเชื่อ – สมาร์ท AI – ตรวจสอบเครดิตบูโร – เงินเข้าออกไลน์บอกฟรี

7 ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดกรุงไทย NEXT สู่แอปทางธุรกรรมเพื่อคนไทยตัวจริง

7 ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดกรุงไทย NEXT สู่แอปทางธุรกรรมเพื่อคนไทยตัวจริง

7 ฟีเจอร์ใหม่นี้จะช่วยให้การทำธุรกรรมของผู้ใช้บริการครบวงจร สะดวกมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วยฟีเจอร์ ถอนเงินไม่ใช้บัตร ถอนเงินสดได้ทันทีไม่ต้องใช้บัตรเอทีเอ็ม เพียงทำรายการถอนเงินผ่านแอปเพื่อสร้างรหัสถอนเงิน (Withdrawal Code) แล้วนำไปถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทยได้อย่างสะดวกสบาย เปิดบัญชีออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ เปิดบัญชีออมทรัพย์โดยไม่กำหนดวงเงินขั้นต่ำและไม่เสียค่าธรรมเนียมรักษาบัญชี หากไม่มีความเคลื่อนไหว ซื้อประกัน สามารถซื้อประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) และประกันการเดินทางให้ตัวเองหรือเพื่อนร่วมทริปได้สูงสุดถึง 5 คน และมีผลคุ้มครองทันที นับเป็นมิติใหม่ของการซื้อประกันที่สะดวก ง่าย รวดเร็วในยุคไทยแลนด์ 4.0 กู้และจ่ายสินเชื่อ สามารถกู้และจ่ายสินเชื่อธนวัฏผ่านแอปแบบครบวงจร ตั้งแต่สมัครสินเชื่อ (e-Application) ส่งเอกสารประกอบสินเชื่อ (e-Document) ให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลเครดิต (e-NCB Consent) โดยเฉพาะการทำสัญญาสินเชื่อแบบ e-Contract โดยไม่ต้องเตรียมสำเนาเอกสาร นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของวงการธนาคารไทยที่สามารถให้บริการกู้และจ่ายสินเชื่อผ่าน Mobile Application ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง (สามารถใช้งานได้ 25 มีนาคม เป็นต้นไป)

นอกจากนี้ยังมี สมาร์ท AI เป็นแอปอัจฉริยะ คล้ายผู้ช่วยส่วนตัวที่รู้ใจ นำ AI มาช่วยวิเคราะห์ประมวลผล เลือกแสดงรายการหรือโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะผู้ใช้งานแต่ละราย ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ตรงจุดด้วยรายการแนะนำโอนเติมจ่ายอัจฉริยะ (Smart Transaction) และโปรโมชั่นรู้ใจคุณ (Smart Promotion) บริการตรวจข้อมูลเครดิตบูโร ลูกค้าสามารถตรวจข้อมูลเครดิตบูโรผ่านแอป กรุงไทย NEXT ด้วยตนเอง ทุกที่ทุกเวลาตลอด 24 ชั่วโมง และ เงินเข้าออกไลน์บอกฟรี บริการล่าสุดใน Krungthai Connext ไม่ว่าจะทำธุรกรรมโอนเติมจ่าย รู้ได้ทันทีด้วยบริการแจ้งเตือน ผ่าน LINE ฟรี เพียงแค่แอด LINE Official Account: @Krungthaiconnext และกรอกข้อมูลส่วนตัว (สามารถใช้งานได้วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป)

นายผยง กล่าวเสริมว่า ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าอีกขั้นของการโอนเติมจ่ายผนวกกับฟีเจอร์ใหม่ ทำให้กรุงไทย NEXT เป็นฮับของธุรกรรมการเงินที่ครบวงจรและครอบคลุมที่สุดในประเทศ ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ใช้บริการรับรู้คุณสมบัติและใช้ฟีเจอร์ต่างๆ อย่างเข้าใจ และกระจายการใช้งานสู่วงกว้าง ดังนั้น ธนาคารจึงใช้กลยุทธ์การสื่อสารทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ หัวเมืองใหญ่และในต่างจังหวัด ด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง โดยเริ่มจัดกิจกรรมพาดาราชื่อดังพบปะประชาชนในเทศกาลสำคัญๆ ทั่วประเทศในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น งานเดือนยี่เป็งจังหวัดเชียงใหม่ งานเทศกาลนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์จังหวัดนครปฐม งานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่า-แข่งเรือยาวประจำปี จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานเทศกาลไหมนานาชาติ ประเพณีผูกเสี่ยวและงานกาชาด จังหวัดขอนแก่น และล่าสุดได้จับมือพรีเซ็นเตอร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” นำขบวนรถมังกรทอง กรุงไทย NEXT ร่วมขบวนแห่แห่งศรัทธา ในงาน 103 ปี ตรุษจีนปากน้ำโพ จังหวัดนครสววรค์ พร้อมมอบโปรแรงมังกรสะดุ้ง! เมื่อจ่ายผ่านกรุงไทย NEXT ให้คนไทยช็อปง่าย จ่ายสะดวก ไร้สะดุดรับปีหมูทองคำ เมื่อสแกนชำระเงินผ่าน QR Code เป๋าตุง กรุงไทย ด้วยแอป กรุงไทย NEXT ณ ร้านค้าที่ร่วมรายการภายในงาน ระหว่างวันที่ 29 ม.ค. – 9 ก.พ. 62 และธนาคารมีแผนเดินสายในงานประเพณีและเทศกาลต่างๆ ตลอดปีอีกด้วย

“เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ กรุงไทย NEXT ชีวิตครบ แอปเดียวอยู่ และยกระดับมาตรฐานธุรกรรมการเงินที่สะดวก รวดเร็ว ง่าย และปลอดภัย ในปีนี้ธนาคาร ยังคงมุ่งมั่นสร้างการรับรู้และแนะนำการใช้แอป กรุงไทย NEXT ด้วยการเดินสายโร้ดโชว์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคและพบปะประชาชนกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ด้วยกิจกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นการใช้งานแอปในกลุ่มลูกค้าทุกพื้นที่ในต่างจังหวัด โดยคาดว่าจะมีผู้ใช้งาน 10 ล้านคนภายในปี 2562 อย่างแน่นอน” นายผยง ศรีวณิช กล่าวสรุป

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ผู้นำระดับโลกด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น เผยรายงาน Global Digital Transformation Benefits Report 2019 รายงานเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลทั่วโลก ประจำปี 2019 ซึ่งเป็นการนำเสนอบทพิสูจน์ที่เห็นเป็นรูปธรรมของพลังแห่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่แผ่ขยายไปทั่วโลกทั้งในอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และภาครัฐฯ บทพิสูจน์ดังกล่าว ล้วนมาจากประโยชน์ทางธุรกิจในหลายรูปแบบทั้งในเชิงลึก เชิงปริมาณ จาก 230 โครงการของลูกค้าที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ให้บริการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา จาก 41 ประเทศ ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้ EcoStruxure ซึ่งเป็นทั้งแพลตฟอร์ม และสถาปัตยกรรมของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชี้ องค์กรและธุรกิจทั่วโลก ได้รับผลประโยชน์จากการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

เป้าหมายของรายงานดังกล่าวคือการนำเสนอการเปรียบเทียบศักยภาพของการปฏิรูปดิจิทัลในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่นบนฐานของความเป็นจริงที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน โดยหัวใจสำคัญของรายงานดังกล่าวคือ ประโยชน์หลักที่ธุรกิจจะได้รับจากการปฏิรูปสู่ดิจิทัลใน 12 เรื่อง ซึ่งแยกออกเป็น 3 ประเภท แต่ละประเภทล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CapEx) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OpEx) รวมถึงประเด็นความยั่งยืน ความเร็ว และประสิทธิภาพ ทั้งนี้การรายงานมุ่งเน้นที่ 4 กลุ่มหลักที่มีผลต่อเศรษฐกิจ ได้แก่อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมดอยู่ระหว่างการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับพื้นฐานทั้งเรื่องวิถีการใช้ชีวิตของผู้คน รวมถึงการทำงาน และการพักผ่อน

การประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และการดำเนินงานเป็นสิ่งสำคัญมาก

บทพิสูจน์ที่ได้จากรายงาน นับเป็นการจบข้อกังขาและความกังวลในตลาดที่ว่าการปฏิรูปสู่ดิจิทัลเป็นการลงทุนที่แพง เพราะต้องใช้ระบบใหม่และการทำงานร่วมกับกระบวนการเดิม ซึ่งจากที่รายงานได้ศึกษาโครงการของลูกค้า ชี้ให้เห็นถึงบทพิสูจน์ที่ได้ผลตรงกันข้าม

โดยการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการต่างๆ ทางวิศวกรรมไปสู่ระบบดิจิทัล สามารถช่วยธุรกิจและองค์กรต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุน และใช้เวลาได้อย่างเหมาะสมได้ถึง 35% โดยเฉลี่ย นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้สินทรัพย์และระบบงานใหม่ เฉลี่ยถึง 29%

การศึกษายังเผยให้เห็นว่าการเปลี่ยนกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล เพื่อควบคุมการใช้ IoT ให้ผลลัพธ์ในการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มาก นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความยั่งยืน โดยทั้งองค์กรและภาคธุรกิจต่างรายงานถึงการประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนของการใช้พลังงานได้ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการปรับปรุงกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล

ในการประยุกต์ใช้งานในภาคอุตสาหกรรม การปฏิรูปสู่ดิจิทัล ช่วยให้องค์กรธุรกิจใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์มากขึ้น เช่น เพิ่มผลผลิตมากขึ้นแต่ใช้พลังงานน้อยลง ใช้วัตถุดิบน้อยลง ใช้แรงงานต่อชั่วโมงน้อยลง โดยสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 50% เหล่านี้เป็นผลที่ได้จากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ผ่านห่วงโซ่แห่งคุณค่า (value chain) ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการติดตาม IoT ตลอดจนการช่วยให้สายการผลิตดำเนินงานได้โดยอัตโนมัติ

ทศวรรษแห่งประสบการณ์ในการปฏิรูปสู่ดิจิทัล

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เริ่มเดินทางสู่การปฏิรูปดิจิทัลหลายปีมาแล้ว โดยในปี 2009 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัว EcoStruxure™ ซึ่งเป็นทั้งสถาปัตยกรรมและแพลตฟอร์ม ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ติดตั้งง่ายแบบ plug and play อีกทั้งยังเป็นระบบเปิด สามารถทำงานร่วมกันกับระบบอื่นๆ ได้

ปัจจุบันนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เพิ่มบริการด้านคลาวด์และดิจิทัล เพื่อให้ EcoStruxure™ สามารถนำเสนอประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และความสามารถในการเชื่อมต่อ โดย EcoStruxure™ ได้นำความล้ำหน้าด้าน IoT โมบิลิตี้ ระบบเซ็นเซอร์ คลาวด์ การวิเคราะห์ และไซเบอร์ซิเคียวริตี้ มาช่วยในการนำเสนอนวัตกรรมในทุกระดับ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่มีเชื่อมต่อ ระบบควบคุมการใช้อุปกรณ์ปลายทาง (Edge Control) และแอปพลิเคชั่น รวมถึงการวิเคราะห์ และบริการต่างๆ โดยที่ผ่านมา EcoStruxure ได้มีการติดตั้งใช้งานมากกว่า 480,000 ไซต์งาน โดยมีผู้วางระบบและผู้พัฒนากว่า 20,000 รายให้การสนับสนุน และมีการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกับอุปกรณ์มากกว่า 1.6 ล้านรายการ โดยมีการบริหารจัดการ ผ่านบริการด้านดิจิทัลมากกว่า 40 บริการ ซึ่งจำนวน 45 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในปี 2017 ทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ IoT ที่สร้างบนแพลตฟอร์ม EcoStruxure™

เรื่องราวที่น่าสนใจมากขึ้นที่ปรากฏในผลรายงานเกี่ยวกับพลังแห่งดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น ก็คือ เมื่อธุรกิจก้าวเข้าสู่ดิจิทัลทั้งการบริหารจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ทั้งสองส่วนทำงานผสานกันเพื่อขับเคลื่อนสิ่งที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“การปฏิรูปสู่ดิจิทัล เป็นหนทางเดียวที่จะสร้างเสถียรภาพ และประสิทธิภาพให้กับทั้งบริษัท ด้วยเทคโนโลยีเช่น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือ Big Data ทำให้หลายบริษัทสามารถสร้างประสิทธิภาพ และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน” มร.ฌอง ปาสคาล ตริคัวร์ ประธานบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “รายงานของเราชี้ให้เห็นว่าธุรกิจและองค์กรมากมาย ล้วนต้องการอำนาจที่เชื่อมั่นได้ ในการบริหารจัดการความซับซ้อน เพื่อปลดล็อคประสิทธิภาพการปฏิรูปสู่ดิจิทัลได้อย่างเต็มพิกัด ซึ่งเทคโนโลยีของเราสร้างบน EcoStruxure™ ช่วยควบคุมพลังแห่งดิจิทัล ช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น มีความน่าเชื่อถือ เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ทั้งหมด ให้ความยั่งยืน นับว่าเป็นผู้นำในเศรษฐกิจดิจิทัลใหม่นี้อย่างแท้จริง”